IBM รายงานในงานพรีปรินต์ว่า spacetime PEC ลดภาระการสุ่มตัวอย่างที่ประเมินได้สูงสุด 63 เท่าเมื่อเทียบกับ PEC เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการบรรเทาความผิดพลาด ไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดแบบทนทานต่อความผิดพลาด ตู้ทำความเย็นแบบโมดูลาร์ของ IBM มุ่งแก้คอขวดด้านสายสัญญาณและการเชื่อมชิปหลายตัว ขณะที่ Intel ใช้ Tunnel Falls และ H...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How are IBM and Intel advancing toward commercially viable quantum computing by addressing error correction, hardware architecture, cooling,. Article summary: IBM is pursuing a combined near-term error-mitigation strategy and a scalable superconducting-system architecture; Intel is pursuing silicon-spin qubits and cryogenic control while framing quantum as a specialized accele. Topic tags: general, news, general web, user generated, academic. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks
คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะไปถึงจุดที่ขายให้ลูกค้าได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มจำนวนคิวบิตทางกายภาพอย่างเดียว ระบบต้องควบคุมความผิดพลาด จัดการสายสัญญาณและความเย็นสำหรับชิปขนาดใหญ่ขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใด ต้องทำงานบางอย่างได้คุ้มกว่าคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมจนลูกค้ายอมจ่าย
IBM และ Intel กำลังแก้โจทย์คนละด้าน: IBM ผสานการบรรเทาความผิดพลาดระยะใกล้เข้ากับสถาปัตยกรรมชิปตัวนำยิ่งยวดแบบโมดูลาร์ ส่วน Intel พัฒนาฮาร์ดแวร์คิวบิตสปินบนซิลิคอน และมองควอนตัมเป็นตัวเร่งงานเฉพาะทางที่ทำงานร่วมกับระบบคลาสสิก
วิธีของ IBM ชื่อ spacetime probabilistic error cancellation หรือ spacetime PEC เป็นการนำเทคนิคจัดการข้อผิดพลาดสองแบบมาทำงานร่วมกัน ไม่ใช่การอ้างว่าสามารถแก้ทุกข้อผิดพลาดได้อย่างสมบูรณ์
ขั้นแรก ระบบตรวจจับข้อผิดพลาดที่อาศัย spacetime code ใช้คิวบิตเสริมและชุดตรวจสอบซึ่งกระจายอยู่ทั้งตามคิวบิตและลำดับเวลาในการรันวงจรควอนตัม หากผลการรันใดไม่ผ่านการตรวจสอบ ก็จะถูกระบุว่าเกิดความผิดพลาดและตัดทิ้งด้วยกระบวนการ post-selection จากนั้น IBM ใช้ probabilistic error cancellation (PEC) กับความผิดพลาดตกค้างที่ตรวจไม่พบ โดยสุ่มรันวงจรในรูปแบบที่ปรับเปลี่ยน แล้วนำผลลัพธ์มาคำนวณรวมด้วยค่าน้ำหนักเชิงสถิติ เพื่อประมาณและหักล้างผลของสัญญาณรบกวน
ประเด็นสำคัญคือ นี่คือ การบรรเทาความผิดพลาด ไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดควอนตัมแบบทนทานต่อความผิดพลาด (fault-tolerant quantum error correction) วิธีนี้ช่วยให้ค่าประมาณจากหน่วยประมวลผลที่มีสัญญาณรบกวนดีขึ้นได้ แต่ยังไม่เปลี่ยนคิวบิตทางกายภาพในปัจจุบันให้เป็นคิวบิตเชิงตรรกะที่เชื่อถือได้อย่างไม่จำกัด
ทีมนักวิจัยทดสอบวิธีผสมนี้บนหน่วยประมวลผลตัวนำยิ่งยวด ibm_aachen ของ IBM ด้วยการจำลองแบบจำลองไอซิงในสนามขวาง (transverse-field Ising model) พรีปรินต์ระบุว่าวิธีดังกล่าวกู้คืนค่าการแม่เหล็กเฉลี่ยได้ภายในความไม่แน่นอนทางสถิติถึง 6 ขั้น Trotter และลด ภาระการสุ่มตัวอย่างที่อนุมานได้ สูงสุด 63 เท่า เมื่อเทียบกับ PEC ที่ไม่มี post-selection
ตัวเลขนี้น่าสนใจ แต่มีขอบเขตชัดเจน: เป็นการเปรียบเทียบต้นทุนการสุ่มตัวอย่างที่ประเมินสำหรับการทดลองนี้ ไม่ใช่เวลารันทั้งระบบที่เร็วขึ้น 63 เท่า หรือความได้เปรียบของควอนตัมแบบใช้ได้กับทุกงาน การทำ post-selection ย่อมต้องทิ้งผลวัดบางส่วน ขณะที่ PEC ยังต้องพึ่งแบบจำลองสัญญาณรบกวนที่แม่นพอให้การหักล้างทางสถิติทำงานได้ ผลงานนี้ยังเป็นพรีปรินต์บน arXiv ไม่ใช่การสาธิตการคำนวณแบบทนทานต่อความผิดพลาดในวงกว้างที่ผ่านการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ
ในทางปฏิบัติ แนวคิดของ IBM คือคัดทิ้งการรันที่มีข้อผิดพลาดซึ่งระบุได้ก่อน แล้วใช้การบรรเทาซึ่งมีต้นทุนสูงกับข้อผิดพลาดที่เหลือ วิธีนี้อาจขยายขอบเขตของงานที่มีประโยชน์บนฮาร์ดแวร์ควอนตัมที่ยังมีสัญญาณรบกวน แต่ไม่ได้ทำให้ความจำเป็นของการแก้ไขข้อผิดพลาดเชิงรุกและคิวบิตเชิงตรรกะหายไป
สำหรับชิปควอนตัมตัวนำยิ่งยวด ระบบทำความเย็นเป็นข้อจำกัดระดับสถาปัตยกรรม คิวบิตแต่ละตัวต้องมีสายควบคุมและอ่านค่า ยิ่งใส่ชิปหรือเพิ่มคิวบิตในระบบไครโอเจนิกเดิมมากขึ้น ความหนาแน่นของสายและการเชื่อมต่อระหว่างชิปก็ยิ่งจัดการยาก
IBM เชื่อมเซลล์ไครโอเจนิกทรงกล่อง 2 ชุดให้เป็นสภาพแวดล้อมการทำงานเดียว ซึ่งทำอุณหภูมิได้ต่ำกว่า 15 มิลลิเคลวิน โดยมีอุโมงค์ป้องกันความร้อนสำหรับเดินสายควอนตัมระหว่างโมดูล ทั้งสองเซลล์ใช้เทคโนโลยีตู้เย็นแบบเจือจางที่มีอยู่แล้ว แต่รูปทรงกล่องเปิดโอกาสให้วางโมดูลชิดกัน เพิ่มพื้นที่สำหรับสายสัญญาณและการเชื่อมต่อชิปต่อชิป IBM ระบุว่าช่องสุญญากาศของแต่ละโมดูลมีพื้นที่เดินสายมากกว่าระบบควอนตัมที่ใช้งานแพร่หลายของบริษัทได้สูงสุด 12 เท่า
นัยเชิงพาณิชย์อยู่ที่การออกแบบระบบ แทนที่จะขยายเป็นชิปเดี่ยวขนาดมหึมาภายในตู้เย็นที่มีข้อจำกัด IBM ตั้งเป้าจะเชื่อมชิปหลายตัวด้วยอินเตอร์คอนเน็กต์ระยะสั้นที่ได้รับการป้องกัน แนวทางนี้อาจทำให้เพิ่มกำลังประมวลผลได้ง่ายขึ้น พร้อมลดความซับซ้อนของการเดินสายที่เกิดจากการเชื่อมต่อภายนอกระยะไกล
ก้าวถัดไปคือ IBM วางแผนติดตั้งหน่วยประมวลผล Nighthawk ลงในระบบโมดูลาร์เพื่อทดสอบสถาปัตยกรรมดังกล่าว แผนงานของบริษัทระบุเป้าหมายอย่างน้อย 1,000 programmable qubits หรือคิวบิตที่ตั้งโปรแกรมได้ ครอบคลุมหลายชิปที่เชื่อมต่อกันภายในปี 2027 และระบบ IBM Quantum Starling ที่ออกแบบให้ทนทานต่อความผิดพลาดในปี 2029 17
18
ทั้งหมดนี้ยังเป็นเป้าหมายบนโรดแมป ไม่ใช่ความสามารถที่ส่งมอบแล้ว แต่สะท้อนว่า IBM มองการจัดการข้อผิดพลาด ฮาร์ดแวร์แบบโมดูลาร์ อินเตอร์คอนเน็กต์ สายสัญญาณ และการทำความเย็น เป็นปัญหาการขยายระบบชุดเดียวกัน
Lip-Bu Tan ซีอีโอ Intel วางภาพของหน่วยประมวลผลควอนตัมไว้เป็นฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ประเภทที่สาม ซึ่งทำงาน เคียงข้าง CPU และ GPU สำหรับงานบางประเภท ในโมเดลนี้ ระบบคลาสสิกจัดการการควบคุมเวิร์กโฟลว์และงานประมวลผลทั่วไป ส่วนชิปควอนตัมจะถูกเรียกใช้เฉพาะปัญหาที่อัลกอริทึมควอนตัมให้ประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ 5
นี่เป็นข้อเสนอเชิงพาณิชย์ที่จำกัดกว่าการบอกว่าควอนตัมจะมาแทนคอมพิวเตอร์เดิม และอาจสมจริงกว่า เวิร์กโฟลว์แบบ CPU–GPU–ควอนตัมจะต้องพิสูจน์ว่าความซับซ้อนด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการปฏิบัติการที่เพิ่มขึ้นนั้นคุ้มค่า เมื่อเทียบกับระบบ HPC และ AI แบบคลาสสิกที่พัฒนาเร็วมาก
Tunnel Falls คือหน่วยประมวลผลควอนตัมคิวบิตสปินบนซิลิคอน 12 คิวบิตของ Intel ที่เปิดให้ชุมชนนักวิจัยใช้ เป้าหมายคือศึกษาการทำงาน การวัดคุณลักษณะ การผลิต และการขยายขนาดของคิวบิต โดยอาศัยแนวทางการผลิตแบบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ Intel ระบุว่านี่เป็นก้าวสู่ระบบควอนตัมเชิงพาณิชย์แบบครบสแตก ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ในตัวเอง
จุดดึงดูดเชิงกลยุทธ์ของคิวบิตสปินบนซิลิคอนคือศักยภาพด้านการผลิต หากเทคโนโลยีพัฒนาเต็มที่ ก็อาจใช้ประโยชน์จากกระบวนการและวินัยการผลิตที่อุตสาหกรรมชิปดั้งเดิมสั่งสมมาได้ อย่างไรก็ดี Tunnel Falls ยังเป็นอุปกรณ์ระดับงานวิจัย ศักยภาพนี้จึงยังต้องพิสูจน์ในขนาดที่เพียงพอต่อการทำงานแบบทนทานต่อความผิดพลาด
Intel ยังต้องแก้โจทย์การควบคุม Horse Ridge II คือโครงการชิปควบคุมควอนตัมในสภาพไครโอเจนิกของบริษัท มีเป้าหมายให้คิวบิตเชื่อมรวมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์แบบคลาสสิกที่ใช้สั่งงานและอ่านค่าได้แน่นแฟ้นขึ้น Intel ระบุว่าการควบคุมในอุณหภูมิต่ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของงานระบบควอนตัม และรายงานเกี่ยวกับโครงการระบุว่า Horse Ridge II ทำงานที่ราว 4 เคลวิน
การย้ายส่วนหนึ่งของระบบควบคุมเข้าใกล้สภาพแวดล้อมไครโอเจนิก มีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพากลุ่มสายเคเบิลจำนวนมากที่ลากมาจากอุณหภูมิห้อง ซึ่งอาจกลายเป็นคอขวดเมื่อระบบขยายตัว Tunnel Falls และ Horse Ridge II จึงแสดงให้เห็นว่า Intel พัฒนาทั้งเทคโนโลยีคิวบิตและสแตกควบคุมที่อยู่รอบตัวมัน
เส้นเวลาของอุตสาหกรรมเริ่มมาบรรจบกันช่วงปลายทศวรรษนี้ Microsoft ระบุว่างาน Majorana 2 สนับสนุนเป้าหมายเครื่องควอนตัมที่มีประโยชน์เชิงพาณิชย์ภายในปี 2029 และบริษัทรายงานอายุเฉลี่ยของคิวบิตในระบบใหม่นี้ที่ราว 20 วินาที อย่างไรก็ตาม นี่คือหมุดหมายและเป้าหมายที่บริษัทเป็นผู้รายงาน ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการติดตั้งเครื่องควอนตัมแบบทนทานต่อความผิดพลาดเพื่อใช้งานเชิงพาณิชย์แล้ว 2
9
Peter DeSantis ผู้บริหาร Amazon ให้กรอบเวลาที่ระมัดระวังกว่า โดยมองว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดเล็กชุดแรกที่ มีประโยชน์เชิงพาณิชย์ อาจมาถึงในอีก 5–7 ปี 6 มุมมองนี้ชี้ไปยังช่วงต้นทศวรรษ 2030 และตอกย้ำความต่างระหว่าง “บรรลุหมุดหมายด้านฮาร์ดแวร์” กับ “สร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างทำซ้ำได้”
การที่ Intel เน้นเรื่องการแก้ไขข้อผิดพลาด แอปพลิเคชัน และคำถามว่าใครจะยอมจ่าย สะท้อนช่องว่างเชิงพาณิชย์ที่สำคัญ จำนวนคิวบิตที่มากขึ้น ระบบไครโอเจนิกที่ดีขึ้น และต้นทุนการบรรเทาความผิดพลาดที่ลดลง ล้วนจำเป็น แต่ไม่มีข้อใดเพียงลำพังที่จะยืนยันว่าตลาดมีอยู่จริง บทพิสูจน์ชี้ขาดคือ เวิร์กโฟลว์ไฮบริด CPU–GPU–ควอนตัมจะสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่ตรวจสอบได้ สำหรับปัญหาของลูกค้าซึ่งระบบคลาสสิกทำได้ไม่ดีเท่าหรือไม่
สำหรับตอนนี้ spacetime PEC และระบบไครโอเจนิกแบบโมดูลาร์ของ IBM รวมถึงงานคิวบิตซิลิคอนและฮาร์ดแวร์ควบคุมของ Intel เป็นความคืบหน้าทางวิศวกรรมที่มีความหมาย แต่ควรมองว่าเป็นความพยายามทำให้ควอนตัมที่ใช้งานได้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่หลักฐานว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่คุ้มค่าในวงกว้างมาถึงแล้ว
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
IBM รายงานในงานพรีปรินต์ว่า spacetime PEC ลดภาระการสุ่มตัวอย่างที่ประเมินได้สูงสุด 63 เท่าเมื่อเทียบกับ PEC เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการบรรเทาความผิดพลาด ไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดแบบทนทานต่อความผิดพลาด
IBM รายงานในงานพรีปรินต์ว่า spacetime PEC ลดภาระการสุ่มตัวอย่างที่ประเมินได้สูงสุด 63 เท่าเมื่อเทียบกับ PEC เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการบรรเทาความผิดพลาด ไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดแบบทนทานต่อความผิดพลาด ตู้ทำความเย็นแบบโมดูลาร์ของ IBM มุ่งแก้คอขวดด้านสายสัญญาณและการเชื่อมชิปหลายตัว ขณะที่ Intel ใช้ Tunnel Falls และ Horse Ridge II พัฒนาทั้งคิวบิตซิลิคอนและระบบควบคุม
เป้าหมายปี 2029 ของ IBM และ Microsoft สะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้น แต่กรอบเวลา 5–7 ปีของ Amazon สำหรับเครื่องขนาดเล็กที่มีประโยชน์เชิงพาณิชย์ตอกย้ำว่าความต้องการและความคุ้มทุนยังไม่แน่นอน
IBM รายงานในงานพรีปรินต์ว่า spacetime PEC ลดภาระการสุ่มตัวอย่างที่ประเมินได้สูงสุด 63 เท่าเมื่อเทียบกับ PEC เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการบรรเทาความผิดพลาด ไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดแบบทนทานต่อความผิดพลาด ตู้ทำความเย็นแบบโมดูลาร์ของ IBM มุ่งแก้คอขวดด้านสายสัญญาณและการเชื่อมชิปหลายตัว ขณะที่ Intel ใช้ Tunnel Falls และ H...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How are IBM and Intel advancing toward commercially viable quantum computing by addressing error correction, hardware architecture, cooling,. Article summary: IBM is pursuing a combined near-term error-mitigation strategy and a scalable superconducting-system architecture; Intel is pursuing silicon-spin qubits and cryogenic control while framing quantum as a specialized accele. Topic tags: general, news, general web, user generated, academic. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks
คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะไปถึงจุดที่ขายให้ลูกค้าได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มจำนวนคิวบิตทางกายภาพอย่างเดียว ระบบต้องควบคุมความผิดพลาด จัดการสายสัญญาณและความเย็นสำหรับชิปขนาดใหญ่ขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใด ต้องทำงานบางอย่างได้คุ้มกว่าคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมจนลูกค้ายอมจ่าย
IBM และ Intel กำลังแก้โจทย์คนละด้าน: IBM ผสานการบรรเทาความผิดพลาดระยะใกล้เข้ากับสถาปัตยกรรมชิปตัวนำยิ่งยวดแบบโมดูลาร์ ส่วน Intel พัฒนาฮาร์ดแวร์คิวบิตสปินบนซิลิคอน และมองควอนตัมเป็นตัวเร่งงานเฉพาะทางที่ทำงานร่วมกับระบบคลาสสิก
วิธีของ IBM ชื่อ spacetime probabilistic error cancellation หรือ spacetime PEC เป็นการนำเทคนิคจัดการข้อผิดพลาดสองแบบมาทำงานร่วมกัน ไม่ใช่การอ้างว่าสามารถแก้ทุกข้อผิดพลาดได้อย่างสมบูรณ์
ขั้นแรก ระบบตรวจจับข้อผิดพลาดที่อาศัย spacetime code ใช้คิวบิตเสริมและชุดตรวจสอบซึ่งกระจายอยู่ทั้งตามคิวบิตและลำดับเวลาในการรันวงจรควอนตัม หากผลการรันใดไม่ผ่านการตรวจสอบ ก็จะถูกระบุว่าเกิดความผิดพลาดและตัดทิ้งด้วยกระบวนการ post-selection จากนั้น IBM ใช้ probabilistic error cancellation (PEC) กับความผิดพลาดตกค้างที่ตรวจไม่พบ โดยสุ่มรันวงจรในรูปแบบที่ปรับเปลี่ยน แล้วนำผลลัพธ์มาคำนวณรวมด้วยค่าน้ำหนักเชิงสถิติ เพื่อประมาณและหักล้างผลของสัญญาณรบกวน
ประเด็นสำคัญคือ นี่คือ การบรรเทาความผิดพลาด ไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดควอนตัมแบบทนทานต่อความผิดพลาด (fault-tolerant quantum error correction) วิธีนี้ช่วยให้ค่าประมาณจากหน่วยประมวลผลที่มีสัญญาณรบกวนดีขึ้นได้ แต่ยังไม่เปลี่ยนคิวบิตทางกายภาพในปัจจุบันให้เป็นคิวบิตเชิงตรรกะที่เชื่อถือได้อย่างไม่จำกัด
ทีมนักวิจัยทดสอบวิธีผสมนี้บนหน่วยประมวลผลตัวนำยิ่งยวด ibm_aachen ของ IBM ด้วยการจำลองแบบจำลองไอซิงในสนามขวาง (transverse-field Ising model) พรีปรินต์ระบุว่าวิธีดังกล่าวกู้คืนค่าการแม่เหล็กเฉลี่ยได้ภายในความไม่แน่นอนทางสถิติถึง 6 ขั้น Trotter และลด ภาระการสุ่มตัวอย่างที่อนุมานได้ สูงสุด 63 เท่า เมื่อเทียบกับ PEC ที่ไม่มี post-selection
ตัวเลขนี้น่าสนใจ แต่มีขอบเขตชัดเจน: เป็นการเปรียบเทียบต้นทุนการสุ่มตัวอย่างที่ประเมินสำหรับการทดลองนี้ ไม่ใช่เวลารันทั้งระบบที่เร็วขึ้น 63 เท่า หรือความได้เปรียบของควอนตัมแบบใช้ได้กับทุกงาน การทำ post-selection ย่อมต้องทิ้งผลวัดบางส่วน ขณะที่ PEC ยังต้องพึ่งแบบจำลองสัญญาณรบกวนที่แม่นพอให้การหักล้างทางสถิติทำงานได้ ผลงานนี้ยังเป็นพรีปรินต์บน arXiv ไม่ใช่การสาธิตการคำนวณแบบทนทานต่อความผิดพลาดในวงกว้างที่ผ่านการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ
ในทางปฏิบัติ แนวคิดของ IBM คือคัดทิ้งการรันที่มีข้อผิดพลาดซึ่งระบุได้ก่อน แล้วใช้การบรรเทาซึ่งมีต้นทุนสูงกับข้อผิดพลาดที่เหลือ วิธีนี้อาจขยายขอบเขตของงานที่มีประโยชน์บนฮาร์ดแวร์ควอนตัมที่ยังมีสัญญาณรบกวน แต่ไม่ได้ทำให้ความจำเป็นของการแก้ไขข้อผิดพลาดเชิงรุกและคิวบิตเชิงตรรกะหายไป
สำหรับชิปควอนตัมตัวนำยิ่งยวด ระบบทำความเย็นเป็นข้อจำกัดระดับสถาปัตยกรรม คิวบิตแต่ละตัวต้องมีสายควบคุมและอ่านค่า ยิ่งใส่ชิปหรือเพิ่มคิวบิตในระบบไครโอเจนิกเดิมมากขึ้น ความหนาแน่นของสายและการเชื่อมต่อระหว่างชิปก็ยิ่งจัดการยาก
IBM เชื่อมเซลล์ไครโอเจนิกทรงกล่อง 2 ชุดให้เป็นสภาพแวดล้อมการทำงานเดียว ซึ่งทำอุณหภูมิได้ต่ำกว่า 15 มิลลิเคลวิน โดยมีอุโมงค์ป้องกันความร้อนสำหรับเดินสายควอนตัมระหว่างโมดูล ทั้งสองเซลล์ใช้เทคโนโลยีตู้เย็นแบบเจือจางที่มีอยู่แล้ว แต่รูปทรงกล่องเปิดโอกาสให้วางโมดูลชิดกัน เพิ่มพื้นที่สำหรับสายสัญญาณและการเชื่อมต่อชิปต่อชิป IBM ระบุว่าช่องสุญญากาศของแต่ละโมดูลมีพื้นที่เดินสายมากกว่าระบบควอนตัมที่ใช้งานแพร่หลายของบริษัทได้สูงสุด 12 เท่า
นัยเชิงพาณิชย์อยู่ที่การออกแบบระบบ แทนที่จะขยายเป็นชิปเดี่ยวขนาดมหึมาภายในตู้เย็นที่มีข้อจำกัด IBM ตั้งเป้าจะเชื่อมชิปหลายตัวด้วยอินเตอร์คอนเน็กต์ระยะสั้นที่ได้รับการป้องกัน แนวทางนี้อาจทำให้เพิ่มกำลังประมวลผลได้ง่ายขึ้น พร้อมลดความซับซ้อนของการเดินสายที่เกิดจากการเชื่อมต่อภายนอกระยะไกล
ก้าวถัดไปคือ IBM วางแผนติดตั้งหน่วยประมวลผล Nighthawk ลงในระบบโมดูลาร์เพื่อทดสอบสถาปัตยกรรมดังกล่าว แผนงานของบริษัทระบุเป้าหมายอย่างน้อย 1,000 programmable qubits หรือคิวบิตที่ตั้งโปรแกรมได้ ครอบคลุมหลายชิปที่เชื่อมต่อกันภายในปี 2027 และระบบ IBM Quantum Starling ที่ออกแบบให้ทนทานต่อความผิดพลาดในปี 2029 17
18
ทั้งหมดนี้ยังเป็นเป้าหมายบนโรดแมป ไม่ใช่ความสามารถที่ส่งมอบแล้ว แต่สะท้อนว่า IBM มองการจัดการข้อผิดพลาด ฮาร์ดแวร์แบบโมดูลาร์ อินเตอร์คอนเน็กต์ สายสัญญาณ และการทำความเย็น เป็นปัญหาการขยายระบบชุดเดียวกัน
Lip-Bu Tan ซีอีโอ Intel วางภาพของหน่วยประมวลผลควอนตัมไว้เป็นฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ประเภทที่สาม ซึ่งทำงาน เคียงข้าง CPU และ GPU สำหรับงานบางประเภท ในโมเดลนี้ ระบบคลาสสิกจัดการการควบคุมเวิร์กโฟลว์และงานประมวลผลทั่วไป ส่วนชิปควอนตัมจะถูกเรียกใช้เฉพาะปัญหาที่อัลกอริทึมควอนตัมให้ประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ 5
นี่เป็นข้อเสนอเชิงพาณิชย์ที่จำกัดกว่าการบอกว่าควอนตัมจะมาแทนคอมพิวเตอร์เดิม และอาจสมจริงกว่า เวิร์กโฟลว์แบบ CPU–GPU–ควอนตัมจะต้องพิสูจน์ว่าความซับซ้อนด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการปฏิบัติการที่เพิ่มขึ้นนั้นคุ้มค่า เมื่อเทียบกับระบบ HPC และ AI แบบคลาสสิกที่พัฒนาเร็วมาก
Tunnel Falls คือหน่วยประมวลผลควอนตัมคิวบิตสปินบนซิลิคอน 12 คิวบิตของ Intel ที่เปิดให้ชุมชนนักวิจัยใช้ เป้าหมายคือศึกษาการทำงาน การวัดคุณลักษณะ การผลิต และการขยายขนาดของคิวบิต โดยอาศัยแนวทางการผลิตแบบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ Intel ระบุว่านี่เป็นก้าวสู่ระบบควอนตัมเชิงพาณิชย์แบบครบสแตก ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ในตัวเอง
จุดดึงดูดเชิงกลยุทธ์ของคิวบิตสปินบนซิลิคอนคือศักยภาพด้านการผลิต หากเทคโนโลยีพัฒนาเต็มที่ ก็อาจใช้ประโยชน์จากกระบวนการและวินัยการผลิตที่อุตสาหกรรมชิปดั้งเดิมสั่งสมมาได้ อย่างไรก็ดี Tunnel Falls ยังเป็นอุปกรณ์ระดับงานวิจัย ศักยภาพนี้จึงยังต้องพิสูจน์ในขนาดที่เพียงพอต่อการทำงานแบบทนทานต่อความผิดพลาด
Intel ยังต้องแก้โจทย์การควบคุม Horse Ridge II คือโครงการชิปควบคุมควอนตัมในสภาพไครโอเจนิกของบริษัท มีเป้าหมายให้คิวบิตเชื่อมรวมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์แบบคลาสสิกที่ใช้สั่งงานและอ่านค่าได้แน่นแฟ้นขึ้น Intel ระบุว่าการควบคุมในอุณหภูมิต่ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของงานระบบควอนตัม และรายงานเกี่ยวกับโครงการระบุว่า Horse Ridge II ทำงานที่ราว 4 เคลวิน
การย้ายส่วนหนึ่งของระบบควบคุมเข้าใกล้สภาพแวดล้อมไครโอเจนิก มีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพากลุ่มสายเคเบิลจำนวนมากที่ลากมาจากอุณหภูมิห้อง ซึ่งอาจกลายเป็นคอขวดเมื่อระบบขยายตัว Tunnel Falls และ Horse Ridge II จึงแสดงให้เห็นว่า Intel พัฒนาทั้งเทคโนโลยีคิวบิตและสแตกควบคุมที่อยู่รอบตัวมัน
เส้นเวลาของอุตสาหกรรมเริ่มมาบรรจบกันช่วงปลายทศวรรษนี้ Microsoft ระบุว่างาน Majorana 2 สนับสนุนเป้าหมายเครื่องควอนตัมที่มีประโยชน์เชิงพาณิชย์ภายในปี 2029 และบริษัทรายงานอายุเฉลี่ยของคิวบิตในระบบใหม่นี้ที่ราว 20 วินาที อย่างไรก็ตาม นี่คือหมุดหมายและเป้าหมายที่บริษัทเป็นผู้รายงาน ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการติดตั้งเครื่องควอนตัมแบบทนทานต่อความผิดพลาดเพื่อใช้งานเชิงพาณิชย์แล้ว 2
9
Peter DeSantis ผู้บริหาร Amazon ให้กรอบเวลาที่ระมัดระวังกว่า โดยมองว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดเล็กชุดแรกที่ มีประโยชน์เชิงพาณิชย์ อาจมาถึงในอีก 5–7 ปี 6 มุมมองนี้ชี้ไปยังช่วงต้นทศวรรษ 2030 และตอกย้ำความต่างระหว่าง “บรรลุหมุดหมายด้านฮาร์ดแวร์” กับ “สร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างทำซ้ำได้”
การที่ Intel เน้นเรื่องการแก้ไขข้อผิดพลาด แอปพลิเคชัน และคำถามว่าใครจะยอมจ่าย สะท้อนช่องว่างเชิงพาณิชย์ที่สำคัญ จำนวนคิวบิตที่มากขึ้น ระบบไครโอเจนิกที่ดีขึ้น และต้นทุนการบรรเทาความผิดพลาดที่ลดลง ล้วนจำเป็น แต่ไม่มีข้อใดเพียงลำพังที่จะยืนยันว่าตลาดมีอยู่จริง บทพิสูจน์ชี้ขาดคือ เวิร์กโฟลว์ไฮบริด CPU–GPU–ควอนตัมจะสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่ตรวจสอบได้ สำหรับปัญหาของลูกค้าซึ่งระบบคลาสสิกทำได้ไม่ดีเท่าหรือไม่
สำหรับตอนนี้ spacetime PEC และระบบไครโอเจนิกแบบโมดูลาร์ของ IBM รวมถึงงานคิวบิตซิลิคอนและฮาร์ดแวร์ควบคุมของ Intel เป็นความคืบหน้าทางวิศวกรรมที่มีความหมาย แต่ควรมองว่าเป็นความพยายามทำให้ควอนตัมที่ใช้งานได้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่หลักฐานว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่คุ้มค่าในวงกว้างมาถึงแล้ว
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
IBM รายงานในงานพรีปรินต์ว่า spacetime PEC ลดภาระการสุ่มตัวอย่างที่ประเมินได้สูงสุด 63 เท่าเมื่อเทียบกับ PEC เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการบรรเทาความผิดพลาด ไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดแบบทนทานต่อความผิดพลาด
IBM รายงานในงานพรีปรินต์ว่า spacetime PEC ลดภาระการสุ่มตัวอย่างที่ประเมินได้สูงสุด 63 เท่าเมื่อเทียบกับ PEC เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการบรรเทาความผิดพลาด ไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดแบบทนทานต่อความผิดพลาด ตู้ทำความเย็นแบบโมดูลาร์ของ IBM มุ่งแก้คอขวดด้านสายสัญญาณและการเชื่อมชิปหลายตัว ขณะที่ Intel ใช้ Tunnel Falls และ Horse Ridge II พัฒนาทั้งคิวบิตซิลิคอนและระบบควบคุม
เป้าหมายปี 2029 ของ IBM และ Microsoft สะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้น แต่กรอบเวลา 5–7 ปีของ Amazon สำหรับเครื่องขนาดเล็กที่มีประโยชน์เชิงพาณิชย์ตอกย้ำว่าความต้องการและความคุ้มทุนยังไม่แน่นอน