ทองคำสปอตขึ้นสู่ราว 4,390 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ในวันที่ 18 กันยายน และมีแนวโน้มบวกประมาณ 1% ในรอบสัปดาห์ หลังราคาน้ำมันลดลงทำให้ความกังวลต่อเงินเฟ้อยืดเยื้อลดลง การฟื้นตัวเกิดหลังทองคำเคยร่วงใกล้ 4,235 ดอลลาร์ภายหลังเฟดส่งสัญญาณเข้มงวด โดยดอลลาร์อ่อนลงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีถอยจากระดับสูงล่า...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did gold reach a one-week high and post its first weekly gain in four weeks on Friday, September 18, despite the Federal Reserve’s 25-ba. Article summary: Gold’s rebound was principally a reversal of the oil-driven inflation shock: as crude prices fell, investors reduced expectations that inflation would stay high enough to require still more aggressive Fed tightening. Tha. Topic tags: general, general web, news, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
ทองคำที่ปรับขึ้นไม่ได้หมายความว่านักลงทุนมองข้ามท่าทีเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แต่เป็นการปรับมุมมองใหม่ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อ ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาทอง
วันที่ 18 กันยายน ราคาทองคำสปอตขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ที่ราว 4,390 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.2% ระหว่างวัน และมีแนวโน้มปิดสัปดาห์บวกราว 1% ซึ่งจะเป็นสัปดาห์แรกที่ราคาปรับขึ้นในรอบ 4 สัปดาห์ ส่วนสัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐปิดที่ 4,424.90 ดอลลาร์ ตัวเร่งสำคัญคือราคาน้ำมันดิบที่ลดลง ช่วยลดความกังวลว่าแรงกระแทกจากภาคพลังงานจะทำให้เงินเฟ้อสูงนาน และบีบให้ธนาคารกลางต้องคุมเข้มนโยบายการเงินมากกว่าเดิม
ก่อนหน้านั้น ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน หลังการโจมตีทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ซึ่งเป็นเส้นทางที่ลำเลียงน้ำมันไปยังทะเลแดง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ราคาพลังงานจะสูงขึ้นและส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ 1
5
ผลของเงินเฟ้อที่คาดว่าจะสูงขึ้นต่อทองคำมีได้สองทาง
ในช่วงแรก ผลกระทบด้านดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรมีน้ำหนักมากกว่า หลังผลประชุมเฟด ราคาทองคำร่วงลงใกล้ 4,235 ดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรแข็งขึ้น 12 แต่เมื่อถึงวันศุกร์ ราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลง ทำให้ตลาดลดการประเมินความเสี่ยงเงินเฟ้อยืดเยื้อ ราคาทองจึงฟื้นพร้อมกับดอลลาร์ที่อ่อนลง และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่ถอยห่างจากระดับสูงล่าสุด
2
กล่าวโดยสรุป การขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ของเฟดเป็นสิ่งที่ตลาดคาดไว้มากแล้ว ขณะที่การคลายตัวของราคาน้ำมันเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งที่เฟดอาจต้องทำต่อจากนี้
เฟดปรับขึ้นกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยเฟดฟันด์ 25 จุดเบสิสพอยต์ สู่ 3.75%–4.00% เมื่อวันที่ 16 กันยายน เป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับจากปี 2023 และคณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ 10
13
ประมาณการประกอบการประชุมยังคงสะท้อนท่าทีเข้มงวด โดยผู้กำหนดนโยบาย 16 จาก 18 คนคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยอีก 1 ครั้งภายในสิ้นปี 2026 10 ทำให้นักลงทุนจับตาความเป็นไปได้ของการขยับดอกเบี้ยอีกครั้งเร็วที่สุดในเดือนตุลาคม
สำหรับทองคำ นี่คือข้อจำกัดหลักของการฟื้นตัว เพราะดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้นเพิ่มผลตอบแทนของเงินสดและพันธบัตรรัฐบาล จึงทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำสูงขึ้น อีกทั้งยังอาจหนุนดอลลาร์ ซึ่งทำให้ทองคำที่ตีราคาเป็นดอลลาร์แพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น
ดังนั้น การดีดกลับในวันที่ 18 กันยายนจึงเป็นสัญญาณผ่อนคลายจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากน้ำมัน ไม่ใช่สัญญาณว่าปัญหาดอกเบี้ยหมดความสำคัญ หากข้อมูลเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน หรือการสื่อสารของเฟดทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรกลับขึ้นอีก ทองคำก็อาจเผชิญแรงขายรอบใหม่
กรณีท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียสะท้อนว่าเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อทองคำได้สองทิศทาง
เมื่อเทรดเดอร์ให้น้ำหนักกับอุปทานน้ำมันที่หายไปและราคาพลังงานที่สูงขึ้น พวกเขาอาจคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้นและนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งกดดันทองคำในระยะใกล้ แต่หากตลาดหันไปกังวลการยกระดับความขัดแย้ง ความไม่มั่นคงทางการเงิน หรือความเสี่ยงต่อเส้นทางพลังงาน ทองคำอาจได้แรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ในเหตุการณ์นี้ ช่องทางแรกกดดันราคาทองเมื่อน้ำมันพุ่ง ส่วนช่องทางหลังช่วยพยุงความต้องการเมื่อราคาน้ำมันลดลงและความกลัวเงินเฟ้อผ่อนคลายลง สมดุลนี้เปลี่ยนได้เร็ว หากความขัดแย้งขยายวงหรือการหยุดชะงักด้านอุปทานรุนแรงขึ้น 1
การฟื้นตัวไม่ได้เกิดกับทองคำเพียงอย่างเดียว วันที่ 18 กันยายน ราคาเงินสปอตเพิ่มขึ้น 2.3% สู่ 66.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แพลทินัมเพิ่ม 2.2% สู่ 1,812.50 ดอลลาร์ และแพลเลเดียมเพิ่ม 1.5% สู่ 1,310.20 ดอลลาร์ โดยทั้งหมดมีแนวโน้มบวกในรอบสัปดาห์
การเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับการผ่อนคลายของความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ย แต่โลหะแต่ละชนิดยังมีปัจจัยเฉพาะของตัวเอง ทั้งความต้องการในภาคอุตสาหกรรมและภาวะอุปทาน จึงไม่ควรตีความว่าปัจจัยพื้นฐานเหมือนทองคำทั้งหมด
ข้อมูลอุปสงค์ระยะยาวให้ภาพที่แข็งแกร่งกว่าความผันผวนจากดอกเบี้ยในระยะสั้น กองทุน ETF ที่มีทองคำหนุนหลังทั่วโลกมีเงินไหลเข้าสุทธิ 18,000 ล้านดอลลาร์ ในเดือนสิงหาคม ขณะที่ปริมาณทองคำรวมในกองทุนเพิ่มขึ้น 121 ตัน สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,189 ตัน
กระแสเงินเข้า ETF ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะขึ้นต่อ แต่การถือครองที่เพิ่มขึ้นแสดงว่านักลงทุนเพิ่มสัดส่วนทองคำก่อนช่วงย่อตัวในเดือนกันยายน จึงอาจเป็นฐานอุปสงค์รองรับตลาดหากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคยังดำเนินต่อไป
เฟดไม่ใช่ธนาคารกลางเดียวที่ต้องรับมือกับเงินเฟ้อจากพลังงาน ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75% และหยุดการขายพันธบัตร ขณะที่กรรมการ 3 คนลงมติให้ขึ้นดอกเบี้ย 18 ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดเบสิสพอยต์สู่ 1.25% ด้วยมติ 7 ต่อ 2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับจากปี 1995
17
การตัดสินใจเหล่านี้ย้ำถึงแนวโน้มคุมเข้มนโยบายการเงินในวงกว้าง ซึ่งโดยทั่วไปเป็นอุปสรรคต่อทองคำ เพราะอาจทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ปฏิกิริยาของทองคำครั้งนี้สะท้อนว่าตลาดมองไปข้างหน้าถึงเส้นทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ย ไม่ได้ดูเพียงระดับดอกเบี้ยปัจจุบัน
หลายสถาบันยังมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ แต่เป้าหมายเหล่านี้เป็นการคาดการณ์ภายใต้เงื่อนไข ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เป็นฉันทามติหรือสิ่งที่รับประกันได้
Goldman Sachs คาดว่าทองคำจะอยู่ที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ณ สิ้นปี 2026 และประเมินว่าการซื้อทองของธนาคารกลางจะเฉลี่ย 70 ตันต่อเดือนในปี 2026 UBS มองความเป็นไปได้ที่ราคาจะไปถึง 5,000 ดอลลาร์ในครึ่งแรกของปี 2027 โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลง นโยบายสหรัฐผ่อนคลายลง และความต้องการลงทุนยังต่อเนื่อง ขณะที่นักวิเคราะห์ของ Société Générale ชี้ถึงอุปสงค์ที่เกิดพร้อมกันในตลาดทองคำจริง ETF สัญญาซื้อขายล่วงหน้า และออปชัน ว่าเป็นสัญญาณการมีส่วนร่วมในตลาดขาขึ้นอย่างกว้างขวาง
ใจความร่วมกันคือ มุมมองเหล่านี้พึ่งพาการซื้อจากภาคทางการและนักลงทุนที่ยังแข็งแกร่ง รวมถึงแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงซึ่งต้องลดลงในอนาคต หากผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นต่อเนื่องพร้อมดอลลาร์ที่แข็งค่า สมมติฐานดังกล่าวย่อมถูกท้าทาย
ความเสี่ยงระยะใกล้ที่ชัดที่สุดคือราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นอีก หากการหยุดชะงักของเส้นทางส่งออกน้ำมันซาอุดีอาระเบียรุนแรงขึ้น หรือความขัดแย้งในภูมิภาคกระทบกระแสการส่งออกในวงกว้าง ตลาดอาจกลับไปประเมินเงินเฟ้อที่สูงยาวนานกว่าเดิม สถานการณ์นั้นอาจหนุนดอลลาร์ ดันผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และเพิ่มความคาดหวังว่าเฟดต้องคุมเข้มเพิ่ม ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ไม่เอื้อต่อทองคำ
ในเวลาเดียวกัน การยกระดับความขัดแย้งอย่างรุนแรงอาจเพิ่มแรงซื้อทองคำเพื่อหลบความเสี่ยง ทิศทางสุดท้ายจึงขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนให้น้ำหนักกับด้านใดมากกว่า ระหว่างเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หรือความต้องการป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และการเงิน
สำหรับวันที่ 18 กันยายน ราคาน้ำมันที่ลดลงเป็นฝ่ายมีน้ำหนักเหนือกว่า ทองคำที่ขยับสู่บริเวณ 4,390 ดอลลาร์จึงเป็นการฟื้นตัวจากความกังวลเงินเฟ้อที่คลายลง ไม่ใช่หลักฐานว่าเฟดที่ยังมีท่าทีเข้มงวดหมดอิทธิพลต่อราคาแล้ว 10
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ทองคำสปอตขึ้นสู่ราว 4,390 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ในวันที่ 18 กันยายน และมีแนวโน้มบวกประมาณ 1% ในรอบสัปดาห์ หลังราคาน้ำมันลดลงทำให้ความกังวลต่อเงินเฟ้อยืดเยื้อลดลง
ทองคำสปอตขึ้นสู่ราว 4,390 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ในวันที่ 18 กันยายน และมีแนวโน้มบวกประมาณ 1% ในรอบสัปดาห์ หลังราคาน้ำมันลดลงทำให้ความกังวลต่อเงินเฟ้อยืดเยื้อลดลง การฟื้นตัวเกิดหลังทองคำเคยร่วงใกล้ 4,235 ดอลลาร์ภายหลังเฟดส่งสัญญาณเข้มงวด โดยดอลลาร์อ่อนลงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีถอยจากระดับสูงล่าสุด
แรงซื้อผ่านกองทุน ETF ทองคำที่ทำสถิติสูงเป็นปัจจัยหนุนระยะยาว แต่หากราคาน้ำมันพุ่งอีกครั้งหรือผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงต่อ ราคาทองอาจถูกกดดันได้รวดเร็ว
ทองคำสปอตขึ้นสู่ราว 4,390 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ในวันที่ 18 กันยายน และมีแนวโน้มบวกประมาณ 1% ในรอบสัปดาห์ หลังราคาน้ำมันลดลงทำให้ความกังวลต่อเงินเฟ้อยืดเยื้อลดลง การฟื้นตัวเกิดหลังทองคำเคยร่วงใกล้ 4,235 ดอลลาร์ภายหลังเฟดส่งสัญญาณเข้มงวด โดยดอลลาร์อ่อนลงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีถอยจากระดับสูงล่า...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did gold reach a one-week high and post its first weekly gain in four weeks on Friday, September 18, despite the Federal Reserve’s 25-ba. Article summary: Gold’s rebound was principally a reversal of the oil-driven inflation shock: as crude prices fell, investors reduced expectations that inflation would stay high enough to require still more aggressive Fed tightening. Tha. Topic tags: general, general web, news, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
ทองคำที่ปรับขึ้นไม่ได้หมายความว่านักลงทุนมองข้ามท่าทีเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แต่เป็นการปรับมุมมองใหม่ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อ ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาทอง
วันที่ 18 กันยายน ราคาทองคำสปอตขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ที่ราว 4,390 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.2% ระหว่างวัน และมีแนวโน้มปิดสัปดาห์บวกราว 1% ซึ่งจะเป็นสัปดาห์แรกที่ราคาปรับขึ้นในรอบ 4 สัปดาห์ ส่วนสัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐปิดที่ 4,424.90 ดอลลาร์ ตัวเร่งสำคัญคือราคาน้ำมันดิบที่ลดลง ช่วยลดความกังวลว่าแรงกระแทกจากภาคพลังงานจะทำให้เงินเฟ้อสูงนาน และบีบให้ธนาคารกลางต้องคุมเข้มนโยบายการเงินมากกว่าเดิม
ก่อนหน้านั้น ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน หลังการโจมตีทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ซึ่งเป็นเส้นทางที่ลำเลียงน้ำมันไปยังทะเลแดง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ราคาพลังงานจะสูงขึ้นและส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ 1
5
ผลของเงินเฟ้อที่คาดว่าจะสูงขึ้นต่อทองคำมีได้สองทาง
ในช่วงแรก ผลกระทบด้านดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรมีน้ำหนักมากกว่า หลังผลประชุมเฟด ราคาทองคำร่วงลงใกล้ 4,235 ดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรแข็งขึ้น 12 แต่เมื่อถึงวันศุกร์ ราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลง ทำให้ตลาดลดการประเมินความเสี่ยงเงินเฟ้อยืดเยื้อ ราคาทองจึงฟื้นพร้อมกับดอลลาร์ที่อ่อนลง และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่ถอยห่างจากระดับสูงล่าสุด
2
กล่าวโดยสรุป การขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ของเฟดเป็นสิ่งที่ตลาดคาดไว้มากแล้ว ขณะที่การคลายตัวของราคาน้ำมันเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งที่เฟดอาจต้องทำต่อจากนี้
เฟดปรับขึ้นกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยเฟดฟันด์ 25 จุดเบสิสพอยต์ สู่ 3.75%–4.00% เมื่อวันที่ 16 กันยายน เป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับจากปี 2023 และคณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ 10
13
ประมาณการประกอบการประชุมยังคงสะท้อนท่าทีเข้มงวด โดยผู้กำหนดนโยบาย 16 จาก 18 คนคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยอีก 1 ครั้งภายในสิ้นปี 2026 10 ทำให้นักลงทุนจับตาความเป็นไปได้ของการขยับดอกเบี้ยอีกครั้งเร็วที่สุดในเดือนตุลาคม
สำหรับทองคำ นี่คือข้อจำกัดหลักของการฟื้นตัว เพราะดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้นเพิ่มผลตอบแทนของเงินสดและพันธบัตรรัฐบาล จึงทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำสูงขึ้น อีกทั้งยังอาจหนุนดอลลาร์ ซึ่งทำให้ทองคำที่ตีราคาเป็นดอลลาร์แพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น
ดังนั้น การดีดกลับในวันที่ 18 กันยายนจึงเป็นสัญญาณผ่อนคลายจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากน้ำมัน ไม่ใช่สัญญาณว่าปัญหาดอกเบี้ยหมดความสำคัญ หากข้อมูลเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน หรือการสื่อสารของเฟดทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรกลับขึ้นอีก ทองคำก็อาจเผชิญแรงขายรอบใหม่
กรณีท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียสะท้อนว่าเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อทองคำได้สองทิศทาง
เมื่อเทรดเดอร์ให้น้ำหนักกับอุปทานน้ำมันที่หายไปและราคาพลังงานที่สูงขึ้น พวกเขาอาจคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้นและนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งกดดันทองคำในระยะใกล้ แต่หากตลาดหันไปกังวลการยกระดับความขัดแย้ง ความไม่มั่นคงทางการเงิน หรือความเสี่ยงต่อเส้นทางพลังงาน ทองคำอาจได้แรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ในเหตุการณ์นี้ ช่องทางแรกกดดันราคาทองเมื่อน้ำมันพุ่ง ส่วนช่องทางหลังช่วยพยุงความต้องการเมื่อราคาน้ำมันลดลงและความกลัวเงินเฟ้อผ่อนคลายลง สมดุลนี้เปลี่ยนได้เร็ว หากความขัดแย้งขยายวงหรือการหยุดชะงักด้านอุปทานรุนแรงขึ้น 1
การฟื้นตัวไม่ได้เกิดกับทองคำเพียงอย่างเดียว วันที่ 18 กันยายน ราคาเงินสปอตเพิ่มขึ้น 2.3% สู่ 66.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แพลทินัมเพิ่ม 2.2% สู่ 1,812.50 ดอลลาร์ และแพลเลเดียมเพิ่ม 1.5% สู่ 1,310.20 ดอลลาร์ โดยทั้งหมดมีแนวโน้มบวกในรอบสัปดาห์
การเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับการผ่อนคลายของความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ย แต่โลหะแต่ละชนิดยังมีปัจจัยเฉพาะของตัวเอง ทั้งความต้องการในภาคอุตสาหกรรมและภาวะอุปทาน จึงไม่ควรตีความว่าปัจจัยพื้นฐานเหมือนทองคำทั้งหมด
ข้อมูลอุปสงค์ระยะยาวให้ภาพที่แข็งแกร่งกว่าความผันผวนจากดอกเบี้ยในระยะสั้น กองทุน ETF ที่มีทองคำหนุนหลังทั่วโลกมีเงินไหลเข้าสุทธิ 18,000 ล้านดอลลาร์ ในเดือนสิงหาคม ขณะที่ปริมาณทองคำรวมในกองทุนเพิ่มขึ้น 121 ตัน สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,189 ตัน
กระแสเงินเข้า ETF ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะขึ้นต่อ แต่การถือครองที่เพิ่มขึ้นแสดงว่านักลงทุนเพิ่มสัดส่วนทองคำก่อนช่วงย่อตัวในเดือนกันยายน จึงอาจเป็นฐานอุปสงค์รองรับตลาดหากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคยังดำเนินต่อไป
เฟดไม่ใช่ธนาคารกลางเดียวที่ต้องรับมือกับเงินเฟ้อจากพลังงาน ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75% และหยุดการขายพันธบัตร ขณะที่กรรมการ 3 คนลงมติให้ขึ้นดอกเบี้ย 18 ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดเบสิสพอยต์สู่ 1.25% ด้วยมติ 7 ต่อ 2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับจากปี 1995
17
การตัดสินใจเหล่านี้ย้ำถึงแนวโน้มคุมเข้มนโยบายการเงินในวงกว้าง ซึ่งโดยทั่วไปเป็นอุปสรรคต่อทองคำ เพราะอาจทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ปฏิกิริยาของทองคำครั้งนี้สะท้อนว่าตลาดมองไปข้างหน้าถึงเส้นทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ย ไม่ได้ดูเพียงระดับดอกเบี้ยปัจจุบัน
หลายสถาบันยังมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ แต่เป้าหมายเหล่านี้เป็นการคาดการณ์ภายใต้เงื่อนไข ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เป็นฉันทามติหรือสิ่งที่รับประกันได้
Goldman Sachs คาดว่าทองคำจะอยู่ที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ณ สิ้นปี 2026 และประเมินว่าการซื้อทองของธนาคารกลางจะเฉลี่ย 70 ตันต่อเดือนในปี 2026 UBS มองความเป็นไปได้ที่ราคาจะไปถึง 5,000 ดอลลาร์ในครึ่งแรกของปี 2027 โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลง นโยบายสหรัฐผ่อนคลายลง และความต้องการลงทุนยังต่อเนื่อง ขณะที่นักวิเคราะห์ของ Société Générale ชี้ถึงอุปสงค์ที่เกิดพร้อมกันในตลาดทองคำจริง ETF สัญญาซื้อขายล่วงหน้า และออปชัน ว่าเป็นสัญญาณการมีส่วนร่วมในตลาดขาขึ้นอย่างกว้างขวาง
ใจความร่วมกันคือ มุมมองเหล่านี้พึ่งพาการซื้อจากภาคทางการและนักลงทุนที่ยังแข็งแกร่ง รวมถึงแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงซึ่งต้องลดลงในอนาคต หากผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นต่อเนื่องพร้อมดอลลาร์ที่แข็งค่า สมมติฐานดังกล่าวย่อมถูกท้าทาย
ความเสี่ยงระยะใกล้ที่ชัดที่สุดคือราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นอีก หากการหยุดชะงักของเส้นทางส่งออกน้ำมันซาอุดีอาระเบียรุนแรงขึ้น หรือความขัดแย้งในภูมิภาคกระทบกระแสการส่งออกในวงกว้าง ตลาดอาจกลับไปประเมินเงินเฟ้อที่สูงยาวนานกว่าเดิม สถานการณ์นั้นอาจหนุนดอลลาร์ ดันผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และเพิ่มความคาดหวังว่าเฟดต้องคุมเข้มเพิ่ม ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ไม่เอื้อต่อทองคำ
ในเวลาเดียวกัน การยกระดับความขัดแย้งอย่างรุนแรงอาจเพิ่มแรงซื้อทองคำเพื่อหลบความเสี่ยง ทิศทางสุดท้ายจึงขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนให้น้ำหนักกับด้านใดมากกว่า ระหว่างเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หรือความต้องการป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และการเงิน
สำหรับวันที่ 18 กันยายน ราคาน้ำมันที่ลดลงเป็นฝ่ายมีน้ำหนักเหนือกว่า ทองคำที่ขยับสู่บริเวณ 4,390 ดอลลาร์จึงเป็นการฟื้นตัวจากความกังวลเงินเฟ้อที่คลายลง ไม่ใช่หลักฐานว่าเฟดที่ยังมีท่าทีเข้มงวดหมดอิทธิพลต่อราคาแล้ว 10
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ทองคำสปอตขึ้นสู่ราว 4,390 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ในวันที่ 18 กันยายน และมีแนวโน้มบวกประมาณ 1% ในรอบสัปดาห์ หลังราคาน้ำมันลดลงทำให้ความกังวลต่อเงินเฟ้อยืดเยื้อลดลง
ทองคำสปอตขึ้นสู่ราว 4,390 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ในวันที่ 18 กันยายน และมีแนวโน้มบวกประมาณ 1% ในรอบสัปดาห์ หลังราคาน้ำมันลดลงทำให้ความกังวลต่อเงินเฟ้อยืดเยื้อลดลง การฟื้นตัวเกิดหลังทองคำเคยร่วงใกล้ 4,235 ดอลลาร์ภายหลังเฟดส่งสัญญาณเข้มงวด โดยดอลลาร์อ่อนลงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีถอยจากระดับสูงล่าสุด
แรงซื้อผ่านกองทุน ETF ทองคำที่ทำสถิติสูงเป็นปัจจัยหนุนระยะยาว แต่หากราคาน้ำมันพุ่งอีกครั้งหรือผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงต่อ ราคาทองอาจถูกกดดันได้รวดเร็ว