หวงบอก CBS News ว่าโอกาสที่ AI จะทำลายโลกภายในปี 2030 คือ “0%” และสนับสนุนให้พัฒนา AI “ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” ควบคู่การทดสอบความปลอดภัย [1] เขาไม่ปฏิเสธความจำเป็นของความปลอดภัย แต่คัดค้านการใช้ความเสี่ยงเชิงคาดการณ์เป็นเหตุผลเพื่อหยุดหรือชะลอการพัฒนา AI จุดยืนนี้ต่างจาก ดาริโอ อโมเดอี, แซม อัลต์แมน และอีลอน มัสก...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did Nvidia CEO Jensen Huang say in his CBS News interview and during recent appearances about fears that AI could pose an existential t. Article summary: Huang’s core message is that existential risk fears should not dictate AI policy: he told CBS News there is a “0% chance” AI will end the world by 2030 and argued that development should proceed “as fast as we can,” with. Topic tags: general web, ai safety, openai, ai, regulation. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, char
เจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia วางจุดยืนชัดว่า ความกลัวว่า AI จะนำไปสู่หายนะระดับมนุษยชาติไม่ควรเป็นตัวกำหนดนโยบายเทคโนโลยี เขาบอก CBS News ว่าโอกาสที่ AI จะทำลายโลกภายในปี 2030 คือ “0%” และเห็นว่าการพัฒนาควรเดินหน้า “ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” โดยบริษัทต้องทดสอบและบริหารความปลอดภัยไปพร้อมกับการสร้างระบบใหม่ 1
แนวคิดของหวงอาจสรุปได้ว่าเป็น การมองโลกเชิงบวกอย่างมีความรับผิดชอบ: AI ควรก้าวหน้าต่อไป ค้นหาความเสี่ยงจากการใช้งานและการทดสอบจริง แล้วแก้ไขปัญหาเมื่อพบ แทนที่จะถือว่าสถานการณ์เลวร้ายที่ยังเป็นการคาดการณ์เป็นเหตุให้หยุดพัฒนาเทคโนโลยี 1
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอยู่ใกล้กับจุดยืนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งคัดค้านการชะลอ AI มากกว่าฝ่ายที่ต้องการให้บริษัทต่าง ๆ ลดความเร็วในการผลักขีดความสามารถของ AI ขั้นแนวหน้า หรือ frontier AI ลงร่วมกัน 1
4
ดาริโอ อโมเดอี ซีอีโอ Anthropic เรียกร้องให้บริษัท AI ชะลออัตราการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดลขั้นแนวหน้า และติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยแซม อัลต์แมน จาก OpenAI และอีลอน มัสก์ สนับสนุนแนวทางโดยรวมนี้ 2
3
สาระของฝ่ายที่ต้องการชะลอไม่ใช่การเลิกพัฒนา AI แต่เป็นการให้เวลาแก่การวิจัยด้านการควบคุมระบบ การประเมินอิสระ และมาตรการป้องกัน เพื่อให้ทันต่อโมเดลที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความกังวลหลักคือ ระบบที่ทรงพลังมากขึ้นอาจเกินกว่าที่มนุษย์จะกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2
3
ในอีกด้าน หวงกล่าวบนเวที Dreamforce ว่า “เราไม่ต้องการกฎหมายใหม่ เราไม่ต้องการกฎระเบียบใหม่” โดยเลือกแนวทางที่ให้บริษัทตัดสินใจและดำเนินมาตรการความปลอดภัยเอง มากกว่าการออกข้อบังคับใหม่ 4
คำเตือนจากนักวิจัย AI และความกังวลของสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 ต่อ “อันตรายระดับคุกคามการดำรงอยู่” ของ AI คือโจทย์สำคัญที่ท้าทายความเชื่อมั่นของหวง นักวิจารณ์มองว่า การทดสอบโดยสมัครใจของบริษัทอาจไม่เพียงพอ เมื่อแรงจูงใจทางธุรกิจผลักให้ทุกฝ่ายแข่งกันทำโมเดลให้เก่งขึ้นและออกสู่ตลาดให้เร็วขึ้น 5
Nvidia เป็นผู้ขายชิปเร่งการประมวลผล AI รายใหญ่ การชะลอการฝึกโมเดลขั้นแนวหน้าร่วมกัน หรือกฎที่เข้มงวดจนจำกัดการฝึกโมเดล จึงอาจกระทบความต้องการผลิตภัณฑ์ของบริษัทโดยตรง นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าจุดยืนของหวงไม่จริงใจ แต่สะท้อนว่า Nvidia มีผลประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างชัดเจนกับการนำ AI ไปใช้ในวงกว้างและรวดเร็ว
หวงระบุว่า Nvidia คาดว่าจะขายชิปได้มากเป็นสองเท่าในปีหน้า ขณะที่บริษัทคาดรายได้ในปีงบประมาณ 2028 จะเติบโตราว 70% 6
7 ตัวเลขสองชุดนี้ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวกัน: ตัวเลข “สองเท่า” หมายถึงปริมาณชิปที่คาดว่าจะขายได้ ส่วน 70% คือคาดการณ์การเติบโตของรายได้
6
7
ทั้งสองตัวเลขช่วยอธิบายว่าทำไมหวงจึงมองการขยายตัวของ AI เป็นทั้งวาระเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ มากกว่าจะเป็นภัยที่ควรหยุดไว้ก่อน ความขัดแย้งที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “ปลอดภัยหรือเดินหน้า” แต่คือ ใครควรเป็นผู้กำหนดความเร็วของ AI และมาตรการความปลอดภัยจะต้องเข้มงวดแค่ไหนก่อนที่เทคโนโลยีจะก้าวไปไกลกว่านี้
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
หวงบอก CBS News ว่าโอกาสที่ AI จะทำลายโลกภายในปี 2030 คือ “0%” และสนับสนุนให้พัฒนา AI “ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” ควบคู่การทดสอบความปลอดภัย [1]
หวงบอก CBS News ว่าโอกาสที่ AI จะทำลายโลกภายในปี 2030 คือ “0%” และสนับสนุนให้พัฒนา AI “ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” ควบคู่การทดสอบความปลอดภัย [1] เขาไม่ปฏิเสธความจำเป็นของความปลอดภัย แต่คัดค้านการใช้ความเสี่ยงเชิงคาดการณ์เป็นเหตุผลเพื่อหยุดหรือชะลอการพัฒนา AI
จุดยืนนี้ต่างจาก ดาริโอ อโมเดอี, แซม อัลต์แมน และอีลอน มัสก์ ที่สนับสนุนการชะลอความก้าวหน้าของโมเดล AI ขั้นแนวหน้าอย่างประสานกัน [2][3]
หวงบอก CBS News ว่าโอกาสที่ AI จะทำลายโลกภายในปี 2030 คือ “0%” และสนับสนุนให้พัฒนา AI “ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” ควบคู่การทดสอบความปลอดภัย [1] เขาไม่ปฏิเสธความจำเป็นของความปลอดภัย แต่คัดค้านการใช้ความเสี่ยงเชิงคาดการณ์เป็นเหตุผลเพื่อหยุดหรือชะลอการพัฒนา AI จุดยืนนี้ต่างจาก ดาริโอ อโมเดอี, แซม อัลต์แมน และอีลอน มัสก...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did Nvidia CEO Jensen Huang say in his CBS News interview and during recent appearances about fears that AI could pose an existential t. Article summary: Huang’s core message is that existential risk fears should not dictate AI policy: he told CBS News there is a “0% chance” AI will end the world by 2030 and argued that development should proceed “as fast as we can,” with. Topic tags: general web, ai safety, openai, ai, regulation. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, char
เจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia วางจุดยืนชัดว่า ความกลัวว่า AI จะนำไปสู่หายนะระดับมนุษยชาติไม่ควรเป็นตัวกำหนดนโยบายเทคโนโลยี เขาบอก CBS News ว่าโอกาสที่ AI จะทำลายโลกภายในปี 2030 คือ “0%” และเห็นว่าการพัฒนาควรเดินหน้า “ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” โดยบริษัทต้องทดสอบและบริหารความปลอดภัยไปพร้อมกับการสร้างระบบใหม่ 1
แนวคิดของหวงอาจสรุปได้ว่าเป็น การมองโลกเชิงบวกอย่างมีความรับผิดชอบ: AI ควรก้าวหน้าต่อไป ค้นหาความเสี่ยงจากการใช้งานและการทดสอบจริง แล้วแก้ไขปัญหาเมื่อพบ แทนที่จะถือว่าสถานการณ์เลวร้ายที่ยังเป็นการคาดการณ์เป็นเหตุให้หยุดพัฒนาเทคโนโลยี 1
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอยู่ใกล้กับจุดยืนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งคัดค้านการชะลอ AI มากกว่าฝ่ายที่ต้องการให้บริษัทต่าง ๆ ลดความเร็วในการผลักขีดความสามารถของ AI ขั้นแนวหน้า หรือ frontier AI ลงร่วมกัน 1
4
ดาริโอ อโมเดอี ซีอีโอ Anthropic เรียกร้องให้บริษัท AI ชะลออัตราการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดลขั้นแนวหน้า และติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยแซม อัลต์แมน จาก OpenAI และอีลอน มัสก์ สนับสนุนแนวทางโดยรวมนี้ 2
3
สาระของฝ่ายที่ต้องการชะลอไม่ใช่การเลิกพัฒนา AI แต่เป็นการให้เวลาแก่การวิจัยด้านการควบคุมระบบ การประเมินอิสระ และมาตรการป้องกัน เพื่อให้ทันต่อโมเดลที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความกังวลหลักคือ ระบบที่ทรงพลังมากขึ้นอาจเกินกว่าที่มนุษย์จะกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2
3
ในอีกด้าน หวงกล่าวบนเวที Dreamforce ว่า “เราไม่ต้องการกฎหมายใหม่ เราไม่ต้องการกฎระเบียบใหม่” โดยเลือกแนวทางที่ให้บริษัทตัดสินใจและดำเนินมาตรการความปลอดภัยเอง มากกว่าการออกข้อบังคับใหม่ 4
คำเตือนจากนักวิจัย AI และความกังวลของสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 ต่อ “อันตรายระดับคุกคามการดำรงอยู่” ของ AI คือโจทย์สำคัญที่ท้าทายความเชื่อมั่นของหวง นักวิจารณ์มองว่า การทดสอบโดยสมัครใจของบริษัทอาจไม่เพียงพอ เมื่อแรงจูงใจทางธุรกิจผลักให้ทุกฝ่ายแข่งกันทำโมเดลให้เก่งขึ้นและออกสู่ตลาดให้เร็วขึ้น 5
Nvidia เป็นผู้ขายชิปเร่งการประมวลผล AI รายใหญ่ การชะลอการฝึกโมเดลขั้นแนวหน้าร่วมกัน หรือกฎที่เข้มงวดจนจำกัดการฝึกโมเดล จึงอาจกระทบความต้องการผลิตภัณฑ์ของบริษัทโดยตรง นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าจุดยืนของหวงไม่จริงใจ แต่สะท้อนว่า Nvidia มีผลประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างชัดเจนกับการนำ AI ไปใช้ในวงกว้างและรวดเร็ว
หวงระบุว่า Nvidia คาดว่าจะขายชิปได้มากเป็นสองเท่าในปีหน้า ขณะที่บริษัทคาดรายได้ในปีงบประมาณ 2028 จะเติบโตราว 70% 6
7 ตัวเลขสองชุดนี้ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวกัน: ตัวเลข “สองเท่า” หมายถึงปริมาณชิปที่คาดว่าจะขายได้ ส่วน 70% คือคาดการณ์การเติบโตของรายได้
6
7
ทั้งสองตัวเลขช่วยอธิบายว่าทำไมหวงจึงมองการขยายตัวของ AI เป็นทั้งวาระเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ มากกว่าจะเป็นภัยที่ควรหยุดไว้ก่อน ความขัดแย้งที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “ปลอดภัยหรือเดินหน้า” แต่คือ ใครควรเป็นผู้กำหนดความเร็วของ AI และมาตรการความปลอดภัยจะต้องเข้มงวดแค่ไหนก่อนที่เทคโนโลยีจะก้าวไปไกลกว่านี้
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
หวงบอก CBS News ว่าโอกาสที่ AI จะทำลายโลกภายในปี 2030 คือ “0%” และสนับสนุนให้พัฒนา AI “ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” ควบคู่การทดสอบความปลอดภัย [1]
หวงบอก CBS News ว่าโอกาสที่ AI จะทำลายโลกภายในปี 2030 คือ “0%” และสนับสนุนให้พัฒนา AI “ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” ควบคู่การทดสอบความปลอดภัย [1] เขาไม่ปฏิเสธความจำเป็นของความปลอดภัย แต่คัดค้านการใช้ความเสี่ยงเชิงคาดการณ์เป็นเหตุผลเพื่อหยุดหรือชะลอการพัฒนา AI
จุดยืนนี้ต่างจาก ดาริโอ อโมเดอี, แซม อัลต์แมน และอีลอน มัสก์ ที่สนับสนุนการชะลอความก้าวหน้าของโมเดล AI ขั้นแนวหน้าอย่างประสานกัน [2][3]