ผลโหวตเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 หมายความว่า วุฒิสภาสหรัฐฯ ยังไม่ได้ผ่าน CLARITY Act และยังไม่ได้เปิดการอภิปรายร่างกฎหมาย ด้วยซ้ำ การลงมติเป็นเพียงขั้นตอนเพื่อผลักดันร่างเข้าสู่การพิจารณา โดยมี 50 เสียงเห็นชอบ และ 49 เสียงคัดค้าน แต่ต่ำกว่าเกณฑ์ 60 เสียงที่ต้องใช้ในวุฒิสภา จึงทำให้ร่างกฎหมายชะงักลง ถือเป็นแรงกระทบสำคัญต่ออุตสาหกรรมคริปโตและวาระสนับสนุนคริปโตของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
2
11
ควรแยกให้ออกว่า ตัวเลข 50–49 ไม่ใช่คะแนนโหวตคว่ำร่างกฎหมายในเนื้อหา แต่เป็นคะแนนเสียงสนับสนุน/คัดค้านการเดินหน้าสู่ขั้นตอนถัดไป ซึ่งล้มเหลวเพราะไม่ได้เสียงครบ 60 เสียงตามเกณฑ์ cloture หรือการยุติการถ่วงเวลาเพื่อเปิดทางให้พิจารณาร่าง
11
รีพับลิกัน 4 คนลงมติไม่ให้เดินหน้าร่าง
สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน 4 คน ได้แก่ Jerry Moran, Susan Collins, Josh Hawley และ Thom Tillis ลงคะแนนร่วมกับสมาชิกเดโมแครตเพื่อคัดค้านการเดินหน้าร่าง
2
ในกรณีของ Tillis การลงคะแนน “ไม่เห็นชอบ” มีลักษณะเชิงกระบวนการ เพื่อคงช่องทางให้วุฒิสภาพิจารณานำเรื่องกลับมาทบทวนได้ภายหลัง อย่างไรก็ดี สภาคองเกรสกำลังจะพักประชุมก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน ทำให้ในทางปฏิบัติเหลือเวลาน้อยมากสำหรับการชุบชีวิตร่างกฎหมายนี้
2
26
CLARITY Act ตั้งใจแก้ปัญหาอะไร
ชื่อเต็มของร่างคือ Digital Asset Market Clarity Act จุดมุ่งหมายหลักคือสร้างกรอบกำกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการกำหนดเส้นแบ่งอำนาจดูแลให้ชัดขึ้นระหว่าง
- SEC หรือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ และ
- CFTC หรือคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์
แนวคิดคือไม่ให้บริษัทคริปโตต้องคาดเดาสถานะทางกฎหมายของโทเคนหรือบริการต่าง ๆ จากการบังคับใช้กฎหมายและคดีความเป็นรายกรณี
6
16
อุตสาหกรรมคริปโตสนับสนุนร่างนี้ เพราะกติกาและการจัดประเภทที่ชัดเจนขึ้นอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านคดีและต้นทุนการปฏิบัติตามกฎ อีกทั้งอาจเอื้อต่อการเข้ามาของสถาบันการเงินมากขึ้น ภาคธุรกิจได้ใช้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ในกิจกรรมทางการเมืองเพื่อสนับสนุนกฎหมายลักษณะนี้ ขณะที่ทรัมป์สนับสนุนร่างท่ามกลางจุดยืนที่เป็นมิตรต่อคริปโตของเขา แม้เดโมแครตคัดค้านโดยส่วนหนึ่งกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจากมีมคอยน์และธุรกิจคริปโตที่เชื่อมโยงกับครอบครัวทรัมป์
1
แก้ข้อความร่างช่วงท้าย แต่ยังไม่คลายข้อกังวล
ร่างฉบับปรับแก้ในช่วงท้ายพยายามรวบรวมเสียงสนับสนุนด้วยการเพิ่มมาตรการจำกัดผลประโยชน์ทับซ้อนด้านคริปโตของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐ เช่น การขายสินทรัพย์ออกหรือโอนไปอยู่ใน blind trust และเพิ่มบทบาทของอัยการสูงสุดประจำรัฐ
อีกประเด็นคือความกังวลของธนาคารว่า รางวัลหรือผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์อาจดึงเงินฝากออกจากระบบธนาคารและกระทบความสามารถในการปล่อยสินเชื่อ กลุ่มธนาคารระบุว่าข้อความที่แก้ไขแล้วยังตอบโจทย์เรื่องเงินฝากและเครดิตไม่เพียงพอ ส่วนเดโมแครตยังคงให้ความสำคัญกับประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวพันกับทรัมป์
1
ตลาดตอบรับเชิงลบทันที
หลังร่างไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ราคาสินทรัพย์และหุ้นที่เชื่อมโยงกับคริปโตร่วงลง:
- บิตคอยน์ ลดลงราว 3.8% มาอยู่ที่ประมาณ 75,748 ดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายช่วงท้าย
3
- หุ้น Coinbase ปิดลดลงประมาณ 10.1% ที่ 172.11 ดอลลาร์
7
- หุ้น Circle ลดลงประมาณ 11.5% อยู่ที่ 86.25 ดอลลาร์
15
ผลต่อกฎคริปโตของสหรัฐฯ
ความพ่ายแพ้ในเชิงกระบวนการครั้งนี้ไม่ได้แปลว่าร่างถูกปฏิเสธอย่างถาวรในทางเนื้อหา แต่ทำให้การออกกฎหมายที่ให้ความชัดเจนด้านโครงสร้างตลาดคริปโตต้องเลื่อนออกไปอย่างน้อยในระยะใกล้ หน่วยงานอย่าง SEC และ CFTC จึงยังต้องกำกับดูแลตลาดผ่านอำนาจเดิมที่มีอยู่ ซึ่งยังไม่ครอบคลุมและอาจถูกโต้แย้งในศาลได้ รวมถึงนโยบายสามารถเปลี่ยนตามรัฐบาลแต่ละชุดได้
6
สำหรับบริษัทและนักลงทุน นั่นหมายถึงความไม่แน่นอนด้านกฎเกณฑ์ของตลาดคริปโตสหรัฐฯ ยังคงอยู่ ขณะที่โอกาสฟื้นร่าง CLARITY Act ก่อนช่วงพักประชุมและการเลือกตั้งกลางเทอมดูจำกัดมาก
2
26