เฉิน อี้ซินเตือนว่า AI ที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอาจคุกคามความมั่นคงทางการเมือง ระบบ และอุดมการณ์ของจีน ผ่านดีปเฟก ข่าวลืออัตโนมัติ การจารกรรม และการโจมตีไซเบอร์ เขาระบุความเสี่ยง 6 ด้าน ตั้งแต่ปฏิบัติการชี้นำข้อมูลข่าวสาร การโจมตีไซเบอร์ การขโมยข้อมูล ความพึ่งพาเทคโนโลยี ไปจนถึงผลกระทบต่อการปกครองและรูปแบบสงคราม[36]...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did China’s State Security Minister Chen Yixin warn in his essay published in the official China Cyberspace magazine about how rapidly. Article summary: Chen framed AI primarily as a national-security and regime-security problem: a tool that hostile actors could use to destabilize China, steal sensitive data, compromise infrastructure, and lock China out of critical tech. Topic tags: general. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnai
คำเตือนของ เฉิน อี้ซิน รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งรัฐของจีน สะท้อนมุมมองที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งของปักกิ่งว่า เหตุใดปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จึงเป็นประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยีหรือการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม
ในบทความที่เผยแพร่ในนิตยสารทางการ China Cyberspace เฉินระบุว่า AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วและถูกใช้โดยมุ่งร้าย อาจบั่นทอนเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้ข้อมูลสำคัญรั่วไหล คุกคามโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และทำให้จีนพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติมากขึ้น4
จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับที่ ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดล AI แนวหน้า เพื่อให้การทำโมเดลให้สอดคล้องกับเป้าหมายความปลอดภัย การทดสอบ และการกำกับจากภายนอกมีเวลาตามทัน1 ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการมาตรการป้องกันที่เข้มขึ้น แต่สิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการ “ปกป้อง” ภายใต้คำว่า AI safety นั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
เฉินแจกแจงความเสี่ยงจาก AI ไว้ 6 ด้าน โดยให้ความสำคัญอันดับแรกกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงทางการเมือง เขาระบุว่าผู้ไม่หวังดีอาจใช้วิดีโอและเสียงดีปเฟก เนื้อหาภาพและข้อความที่สร้างด้วย AI รวมถึงบัญชีอัตโนมัติบนโลกออนไลน์ เพื่อผลิตข่าวลือทางการเมืองจำนวนมาก เผยแพร่ข้อมูลอันตราย และเร่งความขัดแย้งในสังคม
ในกรอบคิดของเขา เครื่องมือเหล่านี้สามารถใช้ทำ “สงครามความคิดเห็นสาธารณะ” และ “สงครามการรับรู้” ซึ่งกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางการเมือง ความมั่นคงของระบบ และความมั่นคงทางอุดมการณ์ของจีน4
ความเสี่ยงอื่นที่เฉินกล่าวถึง ได้แก่
กล่าวโดยสรุป นี่คือมุมมองแบบรัฐเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเชื่อมโยงการชี้นำข้อมูลข่าวสาร การควบคุมข้อมูล ความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ เข้ากับความมั่นคงแห่งชาติเป็นเรื่องเดียวกัน
บทความของเฉินไม่ได้มองความเสี่ยงว่าเกิดจากผู้ใช้ที่ขาดความรับผิดชอบหรือซอฟต์แวร์ที่ไม่ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังผูกเรื่อง AI เข้ากับการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ด้วย
เขาระบุว่า ประเทศที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสามารถอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติเพื่อจำกัดเทคโนโลยี กำหนดหรือผูกขาดมาตรฐาน และสร้างระบบนิเวศแบบปิด ซึ่งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกอ่อนแอลงและจำกัดทางเลือกด้านเทคโนโลยีของประเทศอื่น
จีนเองเคยพิจารณาจำกัดการเข้าถึงโมเดล AI ชั้นนำของจีนจากต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าทั้งปักกิ่งและวอชิงตันมอง AI ระดับแนวหน้าเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ควรอยู่ภายใต้การควบคุมมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ โมเดลที่พัฒนาในต่างประเทศ การตรวจสอบจากภายนอก หรือกติกาความปลอดภัยที่ออกแบบในระดับนานาชาติ จึงอาจเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองสำหรับจีน มาตรการที่ฝ่ายหนึ่งเสนอว่าเป็นการลดความเสี่ยงอย่างเป็นกลาง อาจถูกอีกฝ่ายตีความว่าเป็นเครื่องมือสกัดกั้นทางเทคโนโลยีหรือสร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง
บทความ We Must Pace the Frontier ของอาโมเดอีเสนอเหตุผลคนละแบบสำหรับการลดความเร็วในการยกระดับความสามารถของ AI เขาไม่ได้เสนอให้หยุดความก้าวหน้าทางเทคนิค แต่ต้องการให้บริษัทมีเวลาเพียงพอในการทำให้โมเดลสอดคล้องกับเป้าหมาย ป้องกันความเสี่ยง และให้ผู้ประเมินอิสระตรวจสอบว่ามาตรการเหล่านั้นใช้ได้จริง
ข้อเสนอของเขามี 3 ส่วนหลัก
หัวใจของมุมมองอาโมเดอีคือ “ขีดความสามารถของโมเดล” เขากังวลว่า AI ที่เก่งขึ้นอย่างรวดเร็วอาจยากเกินกว่าจะทำให้ปลอดภัย ป้องกัน หรือกำกับดูแลได้ทัน ก่อนที่มันจะเอื้อต่อการใช้งานที่ก่ออันตรายร้ายแรง หรือทำงานได้อิสระเกินกว่ามาตรการควบคุมที่มีอยู่ Reuters รายงานว่าแผนของเขาต้องการชะลอการพัฒนาเพื่อให้มีเวลาจัดการความเสี่ยงมากขึ้น1
แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ระบุว่า OpenAI จะรับแนวคิดผู้ประเมินอิสระที่เข้าถึงระดับคล้ายพนักงานไปใช้ ขณะที่ อีลอน มัสก์ สนับสนุนการเรียกร้องให้ชะลอความเร็วของ AI แนวหน้าในที่สาธารณะ17
20
ทั้งสองกรอบคิดมีพื้นที่ร่วมกัน ต่างฝ่ายต่างยอมรับความเสี่ยงจากปฏิบัติการไซเบอร์ การจารกรรม สื่อสังเคราะห์ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และการใช้ AI ทางทหาร อีกทั้งต่างสนับสนุนให้มีการกำกับดูแลเข้มขึ้นในบางรูปแบบ
แต่ลำดับความสำคัญต่างกันอย่างชัดเจน
| กรอบความมั่นคงของปักกิ่ง | กรอบความปลอดภัยของแล็บ AI แนวหน้า |
|---|---|
| ปกป้องเสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคงทางอุดมการณ์ อธิปไตยข้อมูล และความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี | ปกป้องสังคมจากโมเดล AI แนวหน้าที่ไม่ปลอดภัยหรือควบคุมได้ไม่เพียงพอ |
| เน้นอิทธิพลจากต่างชาติ การรวบรวมข่าวกรอง การเจาะโครงสร้างพื้นฐาน และการกดดันเชิงยุทธศาสตร์ | เน้นการทำให้โมเดลสอดคล้องกับเป้าหมาย การประเมิน มาตรการความปลอดภัย และการนำโมเดลทรงพลังไปใช้ในทางอันตราย |
| มองมาตรฐาน ห่วงโซ่อุปทาน และการควบคุมระบบนิเวศเป็นโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ | มองแนวปฏิบัติร่วมและการประเมินอิสระเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงเชิงระบบ |
ความต่างนี้ไม่ใช่แค่การใช้คำคนละชุด แต่กำหนดด้วยว่าแต่ละฝ่ายจะยอมรับรูปแบบการกำกับดูแลแบบใด ปักกิ่งอาจให้ความสำคัญกับการควบคุมข้อมูล โมเดล และมาตรฐานภายใต้อธิปไตยของรัฐ ขณะที่บริษัทอย่าง Anthropic เน้นการประเมินจากภายนอกและพันธกรณีด้านความปลอดภัยข้ามพรมแดน
ในทางหลักการ กลไกสองแบบอาจทำงานเสริมกันได้ แต่ก็อาจปะทะกันเมื่อการตรวจสอบจากภายนอกถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับการควบคุมด้านความมั่นคงแห่งชาติ
สหรัฐและจีนกำลังเตรียมการหารือในช่วงกลางเดือนกันยายน ซึ่งมีรายงานว่าเป็นการหารือทวิภาคีอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวาระที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัย AI โดยเฉพาะ2
บทความของเฉินชี้ว่า วาระของปักกิ่งน่าจะกว้างกว่าเรื่องการทำให้โมเดลสอดคล้องกับเป้าหมาย หรือความเสี่ยงเชิงทฤษฎีที่มนุษย์อาจควบคุม AI ไม่ได้ จีนมีแนวโน้มจะเชื่อม AI safety เข้ากับการแทรกแซงจากต่างชาติ ความมั่นคงข้อมูล การปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าถึงเทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในการกำหนดมาตรฐาน
ส่วนสหรัฐและบริษัท AI แนวหน้ามีแนวโน้มจะเน้นเรื่องการประเมินโมเดล การป้องกันภัยไซเบอร์ การรายงานเหตุการณ์ และการควบคุมขีดความสามารถที่อาจก่ออันตราย
ยังมีโอกาสสำหรับความร่วมมือเชิงปฏิบัติในประเด็นจำเพาะ เช่น การหลอกลวงด้วยสื่อสังเคราะห์ การโจมตีไซเบอร์ที่มี AI ช่วย การรายงานเหตุร้ายแรง และการสื่อสารเพื่อลดความเสี่ยงทางทหาร แต่การตกลงกันในเรื่องการตรวจสอบแบบสากล การจำกัดขีดความสามารถร่วมกัน หรือการกำหนดว่าใครควรเป็นผู้วางกติกาโลก จะยากกว่า เพราะนโยบายเดียวกันอาจถูกมองได้ทั้งในฐานะมาตรการความปลอดภัย หรือคันโยกสร้างความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์
คำเตือนของเฉินจึงสำคัญไม่ใช่แค่ในฐานะการประเมินภัยจาก AI ของจีน แต่เป็นเครื่องย้ำว่า การกำกับดูแล AI ระดับโลกจะขึ้นอยู่กับการจัดการความเห็นที่แข่งขันกันเรื่องความมั่นคง อธิปไตย และอำนาจทางเทคโนโลยี2
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
เฉิน อี้ซินเตือนว่า AI ที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอาจคุกคามความมั่นคงทางการเมือง ระบบ และอุดมการณ์ของจีน ผ่านดีปเฟก ข่าวลืออัตโนมัติ การจารกรรม และการโจมตีไซเบอร์
เฉิน อี้ซินเตือนว่า AI ที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอาจคุกคามความมั่นคงทางการเมือง ระบบ และอุดมการณ์ของจีน ผ่านดีปเฟก ข่าวลืออัตโนมัติ การจารกรรม และการโจมตีไซเบอร์ เขาระบุความเสี่ยง 6 ด้าน ตั้งแต่ปฏิบัติการชี้นำข้อมูลข่าวสาร การโจมตีไซเบอร์ การขโมยข้อมูล ความพึ่งพาเทคโนโลยี ไปจนถึงผลกระทบต่อการปกครองและรูปแบบสงคราม[36]
ความต่างด้านนิยามมีนัยสำคัญ ก่อนการหารือสหรัฐ จีนช่วงกลางเดือนกันยายน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นการหารือทวิภาคีสมัยที่สองของโดนัลด์ ทรัมป์ครั้งแรกที่อุทิศให้กับความปลอดภัย AI โดยเฉพาะ[2]
เฉิน อี้ซินเตือนว่า AI ที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอาจคุกคามความมั่นคงทางการเมือง ระบบ และอุดมการณ์ของจีน ผ่านดีปเฟก ข่าวลืออัตโนมัติ การจารกรรม และการโจมตีไซเบอร์ เขาระบุความเสี่ยง 6 ด้าน ตั้งแต่ปฏิบัติการชี้นำข้อมูลข่าวสาร การโจมตีไซเบอร์ การขโมยข้อมูล ความพึ่งพาเทคโนโลยี ไปจนถึงผลกระทบต่อการปกครองและรูปแบบสงคราม[36]...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did China’s State Security Minister Chen Yixin warn in his essay published in the official China Cyberspace magazine about how rapidly. Article summary: Chen framed AI primarily as a national-security and regime-security problem: a tool that hostile actors could use to destabilize China, steal sensitive data, compromise infrastructure, and lock China out of critical tech. Topic tags: general. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnai
คำเตือนของ เฉิน อี้ซิน รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งรัฐของจีน สะท้อนมุมมองที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งของปักกิ่งว่า เหตุใดปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จึงเป็นประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยีหรือการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม
ในบทความที่เผยแพร่ในนิตยสารทางการ China Cyberspace เฉินระบุว่า AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วและถูกใช้โดยมุ่งร้าย อาจบั่นทอนเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้ข้อมูลสำคัญรั่วไหล คุกคามโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และทำให้จีนพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติมากขึ้น4
จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับที่ ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดล AI แนวหน้า เพื่อให้การทำโมเดลให้สอดคล้องกับเป้าหมายความปลอดภัย การทดสอบ และการกำกับจากภายนอกมีเวลาตามทัน1 ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการมาตรการป้องกันที่เข้มขึ้น แต่สิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการ “ปกป้อง” ภายใต้คำว่า AI safety นั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
เฉินแจกแจงความเสี่ยงจาก AI ไว้ 6 ด้าน โดยให้ความสำคัญอันดับแรกกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงทางการเมือง เขาระบุว่าผู้ไม่หวังดีอาจใช้วิดีโอและเสียงดีปเฟก เนื้อหาภาพและข้อความที่สร้างด้วย AI รวมถึงบัญชีอัตโนมัติบนโลกออนไลน์ เพื่อผลิตข่าวลือทางการเมืองจำนวนมาก เผยแพร่ข้อมูลอันตราย และเร่งความขัดแย้งในสังคม
ในกรอบคิดของเขา เครื่องมือเหล่านี้สามารถใช้ทำ “สงครามความคิดเห็นสาธารณะ” และ “สงครามการรับรู้” ซึ่งกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางการเมือง ความมั่นคงของระบบ และความมั่นคงทางอุดมการณ์ของจีน4
ความเสี่ยงอื่นที่เฉินกล่าวถึง ได้แก่
กล่าวโดยสรุป นี่คือมุมมองแบบรัฐเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเชื่อมโยงการชี้นำข้อมูลข่าวสาร การควบคุมข้อมูล ความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ เข้ากับความมั่นคงแห่งชาติเป็นเรื่องเดียวกัน
บทความของเฉินไม่ได้มองความเสี่ยงว่าเกิดจากผู้ใช้ที่ขาดความรับผิดชอบหรือซอฟต์แวร์ที่ไม่ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังผูกเรื่อง AI เข้ากับการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ด้วย
เขาระบุว่า ประเทศที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสามารถอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติเพื่อจำกัดเทคโนโลยี กำหนดหรือผูกขาดมาตรฐาน และสร้างระบบนิเวศแบบปิด ซึ่งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกอ่อนแอลงและจำกัดทางเลือกด้านเทคโนโลยีของประเทศอื่น
จีนเองเคยพิจารณาจำกัดการเข้าถึงโมเดล AI ชั้นนำของจีนจากต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าทั้งปักกิ่งและวอชิงตันมอง AI ระดับแนวหน้าเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ควรอยู่ภายใต้การควบคุมมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ โมเดลที่พัฒนาในต่างประเทศ การตรวจสอบจากภายนอก หรือกติกาความปลอดภัยที่ออกแบบในระดับนานาชาติ จึงอาจเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองสำหรับจีน มาตรการที่ฝ่ายหนึ่งเสนอว่าเป็นการลดความเสี่ยงอย่างเป็นกลาง อาจถูกอีกฝ่ายตีความว่าเป็นเครื่องมือสกัดกั้นทางเทคโนโลยีหรือสร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง
บทความ We Must Pace the Frontier ของอาโมเดอีเสนอเหตุผลคนละแบบสำหรับการลดความเร็วในการยกระดับความสามารถของ AI เขาไม่ได้เสนอให้หยุดความก้าวหน้าทางเทคนิค แต่ต้องการให้บริษัทมีเวลาเพียงพอในการทำให้โมเดลสอดคล้องกับเป้าหมาย ป้องกันความเสี่ยง และให้ผู้ประเมินอิสระตรวจสอบว่ามาตรการเหล่านั้นใช้ได้จริง
ข้อเสนอของเขามี 3 ส่วนหลัก
หัวใจของมุมมองอาโมเดอีคือ “ขีดความสามารถของโมเดล” เขากังวลว่า AI ที่เก่งขึ้นอย่างรวดเร็วอาจยากเกินกว่าจะทำให้ปลอดภัย ป้องกัน หรือกำกับดูแลได้ทัน ก่อนที่มันจะเอื้อต่อการใช้งานที่ก่ออันตรายร้ายแรง หรือทำงานได้อิสระเกินกว่ามาตรการควบคุมที่มีอยู่ Reuters รายงานว่าแผนของเขาต้องการชะลอการพัฒนาเพื่อให้มีเวลาจัดการความเสี่ยงมากขึ้น1
แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ระบุว่า OpenAI จะรับแนวคิดผู้ประเมินอิสระที่เข้าถึงระดับคล้ายพนักงานไปใช้ ขณะที่ อีลอน มัสก์ สนับสนุนการเรียกร้องให้ชะลอความเร็วของ AI แนวหน้าในที่สาธารณะ17
20
ทั้งสองกรอบคิดมีพื้นที่ร่วมกัน ต่างฝ่ายต่างยอมรับความเสี่ยงจากปฏิบัติการไซเบอร์ การจารกรรม สื่อสังเคราะห์ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และการใช้ AI ทางทหาร อีกทั้งต่างสนับสนุนให้มีการกำกับดูแลเข้มขึ้นในบางรูปแบบ
แต่ลำดับความสำคัญต่างกันอย่างชัดเจน
| กรอบความมั่นคงของปักกิ่ง | กรอบความปลอดภัยของแล็บ AI แนวหน้า |
|---|---|
| ปกป้องเสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคงทางอุดมการณ์ อธิปไตยข้อมูล และความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี | ปกป้องสังคมจากโมเดล AI แนวหน้าที่ไม่ปลอดภัยหรือควบคุมได้ไม่เพียงพอ |
| เน้นอิทธิพลจากต่างชาติ การรวบรวมข่าวกรอง การเจาะโครงสร้างพื้นฐาน และการกดดันเชิงยุทธศาสตร์ | เน้นการทำให้โมเดลสอดคล้องกับเป้าหมาย การประเมิน มาตรการความปลอดภัย และการนำโมเดลทรงพลังไปใช้ในทางอันตราย |
| มองมาตรฐาน ห่วงโซ่อุปทาน และการควบคุมระบบนิเวศเป็นโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ | มองแนวปฏิบัติร่วมและการประเมินอิสระเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงเชิงระบบ |
ความต่างนี้ไม่ใช่แค่การใช้คำคนละชุด แต่กำหนดด้วยว่าแต่ละฝ่ายจะยอมรับรูปแบบการกำกับดูแลแบบใด ปักกิ่งอาจให้ความสำคัญกับการควบคุมข้อมูล โมเดล และมาตรฐานภายใต้อธิปไตยของรัฐ ขณะที่บริษัทอย่าง Anthropic เน้นการประเมินจากภายนอกและพันธกรณีด้านความปลอดภัยข้ามพรมแดน
ในทางหลักการ กลไกสองแบบอาจทำงานเสริมกันได้ แต่ก็อาจปะทะกันเมื่อการตรวจสอบจากภายนอกถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับการควบคุมด้านความมั่นคงแห่งชาติ
สหรัฐและจีนกำลังเตรียมการหารือในช่วงกลางเดือนกันยายน ซึ่งมีรายงานว่าเป็นการหารือทวิภาคีอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวาระที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัย AI โดยเฉพาะ2
บทความของเฉินชี้ว่า วาระของปักกิ่งน่าจะกว้างกว่าเรื่องการทำให้โมเดลสอดคล้องกับเป้าหมาย หรือความเสี่ยงเชิงทฤษฎีที่มนุษย์อาจควบคุม AI ไม่ได้ จีนมีแนวโน้มจะเชื่อม AI safety เข้ากับการแทรกแซงจากต่างชาติ ความมั่นคงข้อมูล การปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าถึงเทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในการกำหนดมาตรฐาน
ส่วนสหรัฐและบริษัท AI แนวหน้ามีแนวโน้มจะเน้นเรื่องการประเมินโมเดล การป้องกันภัยไซเบอร์ การรายงานเหตุการณ์ และการควบคุมขีดความสามารถที่อาจก่ออันตราย
ยังมีโอกาสสำหรับความร่วมมือเชิงปฏิบัติในประเด็นจำเพาะ เช่น การหลอกลวงด้วยสื่อสังเคราะห์ การโจมตีไซเบอร์ที่มี AI ช่วย การรายงานเหตุร้ายแรง และการสื่อสารเพื่อลดความเสี่ยงทางทหาร แต่การตกลงกันในเรื่องการตรวจสอบแบบสากล การจำกัดขีดความสามารถร่วมกัน หรือการกำหนดว่าใครควรเป็นผู้วางกติกาโลก จะยากกว่า เพราะนโยบายเดียวกันอาจถูกมองได้ทั้งในฐานะมาตรการความปลอดภัย หรือคันโยกสร้างความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์
คำเตือนของเฉินจึงสำคัญไม่ใช่แค่ในฐานะการประเมินภัยจาก AI ของจีน แต่เป็นเครื่องย้ำว่า การกำกับดูแล AI ระดับโลกจะขึ้นอยู่กับการจัดการความเห็นที่แข่งขันกันเรื่องความมั่นคง อธิปไตย และอำนาจทางเทคโนโลยี2
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
เฉิน อี้ซินเตือนว่า AI ที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอาจคุกคามความมั่นคงทางการเมือง ระบบ และอุดมการณ์ของจีน ผ่านดีปเฟก ข่าวลืออัตโนมัติ การจารกรรม และการโจมตีไซเบอร์
เฉิน อี้ซินเตือนว่า AI ที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอาจคุกคามความมั่นคงทางการเมือง ระบบ และอุดมการณ์ของจีน ผ่านดีปเฟก ข่าวลืออัตโนมัติ การจารกรรม และการโจมตีไซเบอร์ เขาระบุความเสี่ยง 6 ด้าน ตั้งแต่ปฏิบัติการชี้นำข้อมูลข่าวสาร การโจมตีไซเบอร์ การขโมยข้อมูล ความพึ่งพาเทคโนโลยี ไปจนถึงผลกระทบต่อการปกครองและรูปแบบสงคราม[36]
ความต่างด้านนิยามมีนัยสำคัญ ก่อนการหารือสหรัฐ จีนช่วงกลางเดือนกันยายน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นการหารือทวิภาคีสมัยที่สองของโดนัลด์ ทรัมป์ครั้งแรกที่อุทิศให้กับความปลอดภัย AI โดยเฉพาะ[2]