Jacob Coxon กล่าวว่าเขาลาออกจาก Anthropic เพราะเห็นว่าแรงจูงใจจากการแข่งขันระหว่างแล็บ AI ชั้นนำกำลังผลักดันการสร้างระบบที่เป็นอิสระและพัฒนาตัวเองได้ ก่อนมนุษย์จะรู้วิธีควบคุมมัน การลาออกก่อนหุ้นของเขาจะ vest ราว 2 เดือน เป็นการส่งสัญญาณว่าเขามองความเสี่ยงนี้สำคัญกว่าผลตอบแทนทางการเงิน [2][5] ในโพสต์บน X เขาระบุว่า...
เผยแพร่โดยรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What prompted 27 year old former Anthropic and OpenAI pretraining researcher Jacob Coxon to resign from Anthropic on September 8—two months. Article summary: Coxon said he resigned because he concluded that the leading labs’ competitive incentives—not merely individual technical failures—were driving them toward increasingly autonomous, self improving systems before anyone kn. Topic tags: general web, ai safety, openai, ai, workflow. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts
Coxon กล่าวว่าที่ลาออกจาก Anthropic ไม่ใช่เพราะความผิดพลาดทางเทคนิครายจุด แต่เพราะเขาสรุปว่า แรงจูงใจจากการแข่งขันของห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำ กำลังผลักดันทุกฝ่ายไปสู่การพัฒนาระบบที่มีความเป็นอิสระมากขึ้นและอาจพัฒนาตัวเองได้ ทั้งที่ยังไม่มีใครรู้ชัดว่าจะควบคุมระบบลักษณะนั้นอย่างไร การตัดสินใจออกจากบริษัทก่อนหุ้นจะ vest ราว 2 เดือน จึงมีนัยว่าเขามองความเสี่ยงนี้สำคัญกว่าต้นทุนทางการเงินส่วนบุคคล 2
5
ในโพสต์บน X ที่แพร่กระจายอย่างมาก Coxon ระบุว่า ทั้ง Anthropic และ OpenAI ไม่ได้ดำเนินการอย่างรับผิดชอบ พร้อมกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้กำลัง “แข่งตรงไปสู่ซูเปอร์ปัญญาที่พัฒนาตัวเองได้ และกำลังเดิมพันด้วยชีวิตของเรา” 3
8
แก่นของข้อโต้แย้งไม่ได้หมายความว่าแชตบอตในปัจจุบันกำลังจะก่อเหตุทำลายมนุษยชาติได้ด้วยตนเองทันที แต่เป็นความกังวลว่า ผู้ที่สร้างโมเดลระดับแนวหน้ามองว่า AI ในอนาคตอาจเหนือมนุษย์ในงานบางประเภท เช่น การเจาะระบบไซเบอร์ และอาจเปิดทางไปสู่สถานการณ์ที่มนุษย์สูญเสียการควบคุมอย่างร้ายแรง 3
8
ในการให้สัมภาษณ์กับ BBC เขากล่าวว่าคนทำงาน AI “กลัวอย่างแท้จริง” ต่อความเร็วของความก้าวหน้า และมองว่าหากไม่ชะลอพัฒนาการลง ก็มี “โอกาสสูง” ที่มนุษย์ทุกคนอาจตายได้ในอนาคตอันใกล้ เขายังย้ำว่า การชะลอที่มีความหมายต้องเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงจีน ไม่ใช่การที่ประเทศหนึ่งยอมถอยจากการแข่งขันฝ่ายเดียว 1
Evan Hubinger นักวิจัยด้านการทำให้ AI สอดคล้องกับเป้าหมายมนุษย์ของ Anthropic สนับสนุนความกังวลในภาพกว้าง โดยบอกว่าความเสี่ยงจากโมเดลปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ แต่ประเมินโอกาสที่ AI จะคร่าชีวิตมนุษย์ทั้งหมดภายใน 10 ปีไว้มากกว่า 10% 13 Geoffrey Hinton ก็เคยเตือนในทำนองว่า ความเสี่ยงจาก AI ครอบงำมนุษย์หรือทำให้เกิดการสูญพันธุ์ไม่ควรถูกมองว่าเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็น ดุลยพินิจเชิงคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่การพยากรณ์ที่วัดยืนยันได้ และรายงานที่มีอยู่ไม่ได้แสดงว่ามีนักวิจัยส่วนใหญ่เห็นพ้องกันในเรื่องความน่าจะเป็นดังกล่าว 8
13
หลักฐานเร่งด่วนในการถกเถียงนี้เกี่ยวข้องกับการใช้ AI ในทางไซเบอร์และการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดล มากกว่าภาพของ “AI โจมตีมนุษยชาติ” ด้วยตัวเอง รายงานระบุว่าโมเดลขั้นสูงถูกใช้หรือทดสอบในการปฏิบัติการไซเบอร์ รวมถึงความพยายามสร้างอาวุธชีวภาพ การจารกรรมที่เกี่ยวข้องกับยูเครน และเหตุการณ์ที่ถูกอธิบายว่าเอเจนต์ของ OpenAI เจาะระบบ Hugging Face 2
63
แต่รายละเอียดข้อเท็จจริง การอนุญาตให้ดำเนินการ และสถานะการเปิดเผยข้อมูลของข้อกล่าวหาเรื่อง Hugging Face ยังต้องตีความด้วยความระมัดระวัง เพราะข้อมูลจากผลการค้นหาที่มีอยู่ไม่เพียงพอให้ตรวจสอบแต่ละคำอธิบายได้อย่างอิสระ 2
63
Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic เสนอแนวคิด “We Must Pace the Frontier” ซึ่งไม่ใช่การเรียกร้องให้ยุติการพัฒนา AI แต่เสนอให้ลดความเร็วในการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดลระดับแนวหน้า มีการติดตามและประเมินโดยหน่วยงานภายนอกที่เป็นอิสระ กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยร่วมกันในกลุ่มประเทศประชาธิปไตย และค่อยพัฒนาไปสู่ข้อตกลงระหว่างประเทศที่รวมจีนด้วย 1
2
Sam Altman แห่ง OpenAI และ Elon Musk แห่ง xAI สนับสนุนแนวทางโดยรวมในที่สาธารณะ โดย Musk เขียนว่า “Dario is right” 1
13
ฝ่ายคัดค้านกังวลว่า การเน้นความเสี่ยงระดับหายนะอาจถูกใช้เป็นเหตุผลในการออกกฎเข้มงวดกับโมเดลแนวหน้า จนบริษัทที่มีทุนและทรัพยากรมากที่สุดได้เปรียบ Clément Delangue ซีอีโอ Hugging Face และ Jensen Huang ซีอีโอ Nvidia เป็นกลุ่มผู้วิจารณ์ที่มองว่ากฎลักษณะนี้อาจทำให้ Anthropic กับ OpenAI กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่ได้รับการคุ้มครอง 3
ดังนั้น คำวิจารณ์จึงมุ่งไปที่เรื่องแรงจูงใจและโครงสร้างตลาด ไม่ใช่หลักฐานว่า Coxon ไม่จริงใจต่อความกังวลที่เขาแสดงออก
จังหวะเวลายิ่งทำให้เกิดข้อสงสัย เพราะมีรายงานว่า Anthropic กำลังเตรียมเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก หรือ IPO ซึ่งอาจมีมูลค่าขนาดเทียบเท่าหรือสูงกว่าสถิติของ SpaceX 4 ขณะที่จุดยืนของ Anthropic คือ บริษัทมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มแข็ง และการกำกับดูแลจากภายนอกกับมาตรฐานร่วมควรใช้กับทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่เป็นกติกาที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่ง
2
สรุป: Coxon, Hubinger, Amodei, Altman และ Musk เห็นตรงกันในระดับหนึ่งว่า AI ที่มีความสามารถสูงขึ้นควรอยู่ภายใต้การประสานงานและมาตรการคุ้มกันที่เข้มแข็งกว่าเดิม แต่สิ่งที่พวกเขานำเสนอไม่ได้พิสูจน์ว่าเหตุการณ์สูญพันธุ์ใกล้เกิดขึ้น ความรุนแรงของความเสี่ยง ระยะเวลา และนโยบายที่เหมาะสมที่สุดยังเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนัก.
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Jacob Coxon กล่าวว่าเขาลาออกจาก Anthropic เพราะเห็นว่าแรงจูงใจจากการแข่งขันระหว่างแล็บ AI ชั้นนำกำลังผลักดันการสร้างระบบที่เป็นอิสระและพัฒนาตัวเองได้ ก่อนมนุษย์จะรู้วิธีควบคุมมัน
Jacob Coxon กล่าวว่าเขาลาออกจาก Anthropic เพราะเห็นว่าแรงจูงใจจากการแข่งขันระหว่างแล็บ AI ชั้นนำกำลังผลักดันการสร้างระบบที่เป็นอิสระและพัฒนาตัวเองได้ ก่อนมนุษย์จะรู้วิธีควบคุมมัน การลาออกก่อนหุ้นของเขาจะ vest ราว 2 เดือน เป็นการส่งสัญญาณว่าเขามองความเสี่ยงนี้สำคัญกว่าผลตอบแทนทางการเงิน [2][5]
ในโพสต์บน X เขาระบุว่า Anthropic และ OpenAI ต่างไม่ได้ดำเนินการอย่างรับผิดชอบ และกำลัง “แข่งตรงไปสู่ซูเปอร์ปัญญาที่พัฒนาตัวเองได้” [3][8]