ราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งขึ้นพร้อมกันทั้งน้ำมันดิบและเจ็ตฟิวเอล จะเพิ่มต้นทุนของสายการบินอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสายการบินที่ไม่ได้ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงด้านราคาเชื้อเพลิงไว้มากพอ ทางเลือกหลักจึงมีอยู่สามทาง คือ ปรับขึ้นค่าโดยสาร ลดจำนวนเที่ยวบิน หรือยอมให้กำไรลดลง
ความเสี่ยงอาจไม่ได้จบในระยะสั้น หากราคาน้ำมันเบรนท์ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่อง เพราะเมื่อสัญญาเฮดจ์ทยอยหมดอายุ สายการบินจะต้องซื้อเชื้อเพลิงในราคาตลาดมากขึ้นในปี 2027
ทำไมเจ็ตฟิวเอลจึงกระทบแรงกว่าราคาน้ำมันดิบ
ราคาเจ็ตฟิวเอลที่ 4.04 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สูงกว่าระดับตอนเริ่มความขัดแย้งอิหร่าน 62% และเกินกรอบ 3.15–3.80 ดอลลาร์ต่อแกลลอนที่สายการบินสหรัฐคาดไว้สำหรับไตรมาส 3
5
ราคานี้เทียบได้กับราว 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าราคาน้ำมันดิบมาก สะท้อนว่าส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์กลั่นกับน้ำมันดิบ หรือที่เรียกว่า crack spread ได้ขยายตัวขึ้นมากด้วย ดังนั้นแม้ดูเพียงราคาน้ำมันดิบ สถานการณ์อาจประเมินต้นทุนเชื้อเพลิงจริงของสายการบินต่ำเกินไป
5
ตั๋วเครื่องบินจะขึ้นทันทีหรือไม่
ในระยะแรก สายการบินอาจเลือกแบกรับต้นทุนส่วนหนึ่งแทนการผลักภาระทั้งหมดไปยังผู้โดยสาร Chris Sununu ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Airlines for America ระบุว่าสายการบินสหรัฐกำลัง “รับต้นทุนไว้เอง” บางส่วน และยังไม่คาดว่าจะเห็นค่าโดยสารพุ่งขึ้นมากในทันที
6
7
แต่การดูดซับต้นทุนเช่นนี้มีขีดจำกัด หากราคาเชื้อเพลิงในตลาดยังสูงกว่าสมมติฐานที่บริษัทใช้วางแผนต่อเนื่อง กำไรจะถูกบั่นทอน และแรงจูงใจในการขึ้นราคาตั๋วภายหลังก็จะเพิ่มขึ้น
ข้อมูลค่าโดยสารที่มีอยู่เริ่มชี้ว่าราคาเดินทางกำลังสูงขึ้นแล้ว โดย Hopper Technology Solutions ระบุว่าค่าโดยสารภายในประเทศสหรัฐเฉลี่ยสำหรับฤดูใบไม้ร่วงอยู่ที่ 326 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 39% จากปีก่อน
16 อย่างไรก็ดี ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลตลาดสหรัฐ ไม่ได้หมายความว่าราคาบัตรโดยสารในทุกประเทศจะปรับขึ้นในอัตราเดียวกัน
สายการบินอาจลดเที่ยวบินแทนการขึ้นราคาเต็มจำนวน
ความต้องการเดินทางและความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวจำกัดการขึ้นราคา หากผู้โดยสารลดการเดินทางเพื่อพักผ่อน สายการบินอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงทุกดอลลาร์ไปยังราคาตั๋วได้ ผลลัพธ์จึงอาจเป็นส่วนผสมระหว่างกำไรที่ลดลง การลดเที่ยวบิน และการปรับราคาเฉพาะช่วงวันหยุดหรือเส้นทางที่มีความต้องการสูง
Ryanair เป็นตัวอย่างของการรับมือกับความเสี่ยงนี้ บริษัทล็อกราคาเชื้อเพลิง 80% ของความต้องการในปี 2027 ที่ 67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงมีเกราะป้องกันชั่วคราว
10 แต่บริษัทยังลดเป้าหมายจำนวนผู้โดยสารจาก 216 ล้านคนเหลือ 214 ล้านคน โดยอ้างถึงความเสี่ยงจากเชื้อเพลิงฤดูหนาวที่ยังไม่ได้เฮดจ์
14
15
Michael O’Leary ซีอีโอของ Ryanair กล่าวว่า หากราคาน้ำมันยังสูงต่อเนื่องถึงปี 2027 ค่าโดยสารมีแนวโน้ม “ปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ขณะที่แนวโน้มการกำหนดราคาสำหรับช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคมยังไม่แน่นอน แม้เขาคาดว่าค่าโดยสารในไตรมาสกรกฎาคม–กันยายนจะลดลงจากปีก่อนเพียงเล็กน้อย
12
ปี 2027 คือจุดที่ต้องจับตา
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่ราคาตั๋วในวันนี้ แต่คือผลกระทบที่อาจเลื่อนมาปรากฏชัดในปี 2027 สัญญาเฮดจ์ช่วยลดแรงกระแทกได้เพียงช่วงหนึ่ง เมื่อสัญญาเหล่านั้นหมดอายุ สายการบินต้องซื้อเชื้อเพลิงในราคาปัจจุบันมากขึ้น
หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ หรือส่วนต่างราคาเจ็ตฟิวเอลจากข้อจำกัดด้านการกลั่นยังอยู่ในระดับสูง ค่าโดยสารอาจปรับขึ้นแรงกว่าเดิม โดยเฉพาะเที่ยวบินระยะไกล ช่วงวันหยุด และเส้นทางที่จำนวนที่นั่งมีจำกัด
1
4
15
แม้เชื้อเพลิงจะปรับลงชั่วคราว ก็ไม่ได้รับประกันว่าค่าโดยสารจะลดตามทันที ในตลาดอ่าวอาหรับ นักวิเคราะห์มองว่าอุปสงค์ ความจุที่จำกัด และต้นทุนดำเนินงานที่ยังสูง สามารถค้ำราคาตั๋วให้อยู่ในระดับสูงได้
9