ปัญหาหลักไม่ใช่แค่น้ำมันดิบ แต่คือกำลังการกลั่นและการขนส่งผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เมื่อระบบสะดุดพร้อมกัน น้ำมันดิบจึงแปรเป็นดีเซล เบนซิน เชื้อเพลิงอากาศยาน หรือแนฟทาไม่ได้รวดเร็ว ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การโจมตีโรงกลั่นรัสเซีย และข้อจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิงของจีน ได้ซ้อนทับกันจนทำให้ตลาดเอเชียและตลาดโลกตึงตัว ดีเซลและแ...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How are refinery outages and damage from the Iran conflict, Ukrainian drone strikes on Russian refineries, Russia’s diesel and other fuel-ex. Article summary: This is principally a refining-and-logistics bottleneck, not simply a shortage of oil in the ground. Crude cannot substitute for diesel, jet fuel, gasoline or naphtha when refineries, export routes and product-exporting . Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
น้ำมันดิบเป็นเพียงวัตถุดิบตั้งต้น สิ่งที่ครัวเรือน สายการบิน รถบรรทุก และโรงงานต้องใช้จริงคือ ดีเซล เบนซิน เชื้อเพลิงอากาศยาน และแนฟทา ซึ่งต้องผ่านโรงกลั่นก่อน แล้วจึงขนส่งไปถึงผู้ใช้
นี่คือเหตุผลที่ตลาดเชื้อเพลิงและปิโตรเคมีตึงตัวได้ แม้ยังมีน้ำมันดิบให้หาได้: หากกำลังกลั่น เส้นทางเดินเรือ และการส่งออกผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปหยุดชะงักพร้อมกัน น้ำมันดิบอาจถูกกักอยู่ เปลี่ยนเส้นทาง หรือขายต่อไปยังจุดอื่นได้ แต่เชื้อเพลิงที่ผ่านการกลั่นแล้วกลับขาดแคลนและมีราคาแพงขึ้น
โรงกลั่นแยกน้ำมันดิบออกเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เมื่อโรงกลั่นหยุดเดินเครื่อง ลดอัตราการผลิต หรือรับวัตถุดิบไม่ได้ การเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบจากที่อื่นก็ไม่สามารถชดเชยปริมาณดีเซลหรือเชื้อเพลิงอากาศยานที่หายไปได้ในทันที
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้การส่งออกน้ำมันดิบและวัตถุดิบปิโตรเคมีสะดุด ส่งผลให้โรงกลั่นและบริษัทปิโตรเคมีในเอเชียจำนวนมากลดกำลังการผลิต ปิดหน่วยผลิต หรือประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure) รอยเตอร์รายงานว่า Sinopec วางแผนลดปริมาณการกลั่นลงมากกว่า 10% จากแผนเดิม เพื่อรับมือช่องว่างด้านอุปทาน2 ขณะเดียวกัน โรงกลั่นในอ่าวเปอร์เซียที่ปกติส่งออกเชื้อเพลิงไปยังเอเชียก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
3
รัสเซียเป็นอีกจุดสะดุดสำคัญ รอยเตอร์รายงานว่า การโจมตีด้วยโดรนของยูเครนทำให้กำลังแปรรูปน้ำมันดิบของรัสเซียราว 700,000 บาร์เรลต่อวันต้องหยุดลง ที่ 16 แห่งในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม5 ผลกระทบต่อเชื้อเพลิงเกิดขึ้นโดยตรง เพราะกำลังการกลั่นที่หายไปหมายถึงดีเซล เบนซิน และผลิตภัณฑ์อื่นสำหรับใช้ในประเทศหรือส่งออกที่ลดลง
ความเสียหายทางกายภาพจะหนักขึ้นเมื่อผู้ผลิตรายใหญ่เลือกเก็บเชื้อเพลิงไว้ใช้ภายในประเทศ
จีนห้ามส่งออกดีเซล เบนซิน และเชื้อเพลิงอากาศยานในเดือนมีนาคม เพื่อคุ้มครองอุปทานภายในประเทศหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่การตัดสินใจดังกล่าวได้นำแหล่งอุปทานสำคัญออกจากตลาดเอเชีย ในช่วงที่ผู้ซื้อกำลังหาแหล่งทดแทนอยู่แล้ว3 ต่อมาในเดือนกันยายน แหล่งข่าวการค้าคาดว่าจีนจะอนุญาตให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์กลั่นในระดับทรงตัว หลังเริ่มผ่อนคลายการควบคุม
1 แม้อาจช่วยลดแรงกดดันได้บางส่วน แต่ก็ไม่ได้ซ่อมแซมโรงกลั่นที่เสียหายหรือทำให้เส้นทางค้าเดินเรือกลับสู่ภาวะปกติได้ในชั่วข้ามคืน
ข้อจำกัดด้านเชื้อเพลิงภายในรัสเซียก็เปลี่ยนบทบาทของประเทศในตลาดเช่นกัน รอยเตอร์ระบุว่า รัสเซียซึ่งเคยเป็นผู้ส่งออกเชื้อเพลิงรายใหญ่ กลายเป็นผู้นำเข้า หลังการโจมตีโรงกลั่นทำให้เกิดภาวะขาดแคลน1
การหยุดผลิตของโรงกลั่นลดอุปทานเชื้อเพลิงสำเร็จรูป แต่ไม่ได้หมายความว่าน้ำมันดิบที่จะเข้าโรงกลั่นนั้นหายไปทั้งหมด ช่องว่างนี้ทำให้ ส่วนต่างค่าการกลั่น หรือ crack spread ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์กลั่นกับต้นทุนน้ำมันดิบ ขยายตัวได้
ดีเซลมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นเชื้อเพลิงหลักของการขนส่งทางถนน การก่อสร้าง เกษตรกรรม เหมืองแร่ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง Goldman Sachs ระบุว่าดีเซลเป็นจุดศูนย์กลางของภาวะตึงตัวด้านการกลั่น จากการหยุดชะงักที่เกี่ยวข้องกับสงครามในรัสเซียและตะวันออกกลาง5 รายงานในเวลาต่อมาระบุว่าธนาคารได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรจากการกลั่นดีเซลมากกว่าสองเท่า เพราะการโจมตียิ่งบีบระบบที่ตึงตัวอยู่แล้ว
5
ดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานที่แพงขึ้นหมายถึงต้นทุนการขนส่งและการดำเนินงานที่สูงขึ้น ส่วนแนฟทาที่แพงขึ้นจะส่งต่อไปตลอดห่วงโซ่เคมีภัณฑ์ ตั้งแต่พลาสติก บรรจุภัณฑ์ ตัวทำละลาย ไปจนถึงสีและสารเคลือบ
แนฟทาเป็นผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่นและเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงงานสตีมแครกเกอร์ในเอเชียจัดหาวัตถุดิบแนฟทามากกว่า 60% จากตะวันออกกลาง จึงมีความเปราะบางสูงต่อการสะดุดของการขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซีย2
ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน รอยเตอร์รายงานในเดือนเมษายนว่า บริษัทญี่ปุ่นที่พึ่งพาแนฟทาหรือสินค้าที่ผลิตจากแนฟทา เริ่มระงับคำสั่งซื้อหรือลดการผลิต แม้ภาครัฐจะให้ความเชื่อมั่นเรื่องอุปทาน4 คำว่า “การล้มละลายจากแนฟทา” ที่สื่อญี่ปุ่นใช้ ควรตีความว่าเป็นถ้อยคำสะท้อนความกังวลและความตึงเครียดด้านวัตถุดิบของภาคธุรกิจ ไม่ใช่จำนวนบริษัทล้มละลายที่ได้รับการยืนยัน
5
อย่างไรก็ดี ยังมีมาตรการบรรเทา ญี่ปุ่นระบุว่าได้เพิ่มการนำเข้าแนฟทาจากนอกตะวันออกกลางและรักษาระดับการกลั่นในประเทศ โดยปริมาณนำเข้าที่จัดหาไว้ล่วงหน้าและสินค้าคงคลังมีเป้าหมายรองรับความต้องการได้เกินเดือนมิถุนายน13 สิ่งนี้สะท้อนว่า สต็อกและการหาแหล่งนำเข้าใหม่ช่วยซื้อเวลาได้ แต่ไม่อาจฟื้นระบบผลิตและขนส่งของทั้งภูมิภาคได้ทันที
ปัญหาเร่งด่วนยังอยู่ที่กำลังผลิตและการกระจายผลิตภัณฑ์กลั่น แต่แนวโน้มด้านน้ำมันดิบของรัสเซียก็อ่อนแอลงเช่นกัน
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ปรับลดคาดการณ์อุปทานน้ำมันรัสเซีย หลังการโจมตีโรงกลั่น โครงสร้างเก็บสำรอง และระบบขนส่งอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าผลผลิตของรัสเซียจะลดลงราว 3% เหลือ 8.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 202619 ขณะที่ Rystad Energy คาดว่าการผลิตน้ำมันดิบรัสเซียจะเฉลี่ย 8.95 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2026 และลดลงสู่ราว 8.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2027
22
ร่างคาดการณ์ของรัฐบาลรัสเซียที่รอยเตอร์รายงานก็ชี้ไปทางผลผลิตปี 2026 ที่ลดลงเช่นกัน แม้รองนายกรัฐมนตรี อเล็กซานเดอร์ โนวัค จะระบุว่าการลดลงเป็นเพียงชั่วคราว และผลผลิตควรเพิ่มขึ้นเมื่อโรงกลั่นเสร็จสิ้นการซ่อมบำรุง17
18 ความเห็นที่ต่างกันนี้ตอกย้ำว่า ระยะเวลาของการหยุดชะงักยังมีความไม่แน่นอนสูง
การคลี่คลายอย่างยั่งยืนต้องมากกว่าการมีน้ำมันดิบเพียงพอ โดยต้องอาศัยหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่
การปรับตัวเหล่านี้ใช้เวลานานกว่าการเพิ่มหรือลดการผลิตที่แหล่งน้ำมัน โรงกลั่นมีหน่วยผลิตเฉพาะทางที่ทดแทนได้ยาก ขณะที่รูปแบบการขนส่งที่ถูกรบกวนและข้อจำกัดการส่งออกอาจทำให้ตลาดในแต่ละภูมิภาคตึงตัวต่อเนื่อง ดังนั้น การมีน้ำมันดิบอยู่ในตลาดจึงไม่ใช่ตัวชี้วัดที่เพียงพอสำหรับราคาและความพร้อมใช้ของเชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบปิโตรเคมีที่เศรษฐกิจต้องใช้จริง
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ปัญหาหลักไม่ใช่แค่น้ำมันดิบ แต่คือกำลังการกลั่นและการขนส่งผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เมื่อระบบสะดุดพร้อมกัน น้ำมันดิบจึงแปรเป็นดีเซล เบนซิน เชื้อเพลิงอากาศยาน หรือแนฟทาไม่ได้รวดเร็ว
ปัญหาหลักไม่ใช่แค่น้ำมันดิบ แต่คือกำลังการกลั่นและการขนส่งผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เมื่อระบบสะดุดพร้อมกัน น้ำมันดิบจึงแปรเป็นดีเซล เบนซิน เชื้อเพลิงอากาศยาน หรือแนฟทาไม่ได้รวดเร็ว ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การโจมตีโรงกลั่นรัสเซีย และข้อจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิงของจีน ได้ซ้อนทับกันจนทำให้ตลาดเอเชียและตลาดโลกตึงตัว
ดีเซลและแนฟทาได้รับผลกระทบเด่นชัด: ดีเซลเป็นต้นทุนของโลจิสติกส์และภาคการผลิต ส่วนบริษัทญี่ปุ่นที่พึ่งพาแนฟทาบางแห่งรายงานการชะลอคำสั่งซื้อหรือลดการผลิต[4][5]