ตลาดสมาร์ตโฟนโลกในปี 2026 กำลังเปลี่ยนจากตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนเครื่องและปริมาณขาย ไปสู่ตลาดที่ ขายได้น้อยลง แต่ราคาต่อเครื่องสูงขึ้น สาเหตุสำคัญคือการเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI ซึ่งดึงอุปทานชิปความจำ DRAM และ NAND ไปใช้กับระบบที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าโทรศัพท์มือถือ
IDC คาดว่ายอดส่งมอบสมาร์ตโฟนทั่วโลกปี 2026 จะลดลง 16.7% เหลือเพียงกว่า 1 พันล้านเครื่อง แต่มูลค่าตลาดยังเพิ่มขึ้น 6.3% สู่ 613,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะราคาที่สูงขึ้นเข้ามาชดเชยปริมาณขายที่หายไป
20
ราคาแพงขึ้นแค่ไหน
ข้อมูล Counterpoint ระบุว่า ราคาเฉลี่ยของสมาร์ตโฟนรุ่นที่วางขายอยู่ทั่วโลกเพิ่มขึ้นราว 15% แล้วในปี 2026 โดยมากกว่า 40% ของรุ่นทั้งหมด ถูกปรับขึ้นราคา และบางรุ่นเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ขณะที่รุ่นเปิดตัวใหม่มีราคาเฉลี่ยสูงกว่ารุ่นที่ออกในปีก่อนถึง 25%
16
แรงกดดันนี้เริ่มชัดตั้งแต่ปลายปี 2025 เมื่อผู้ผลิตหน่วยความจำหันไปจัดสรรชิปให้ลูกค้าศูนย์ข้อมูล AI มากขึ้น ราคา DRAM เฉลี่ยในรอบปีเพิ่มขึ้นราว 4 เท่า ส่วน NAND เพิ่มขึ้นราว 3 เท่า แม้ชิ้นส่วนบางประเภทในตลาดสปอตจะมีความผันผวนรุนแรงกว่านั้น
10
7
มือถือกลุ่มไหนและภูมิภาคไหนเจ็บที่สุด
มือถือราคาประหยัดถึงระดับกลางรับแรงกระแทกมากที่สุด เพราะต้นทุนความจำที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็คิดเป็นสัดส่วนสูงของราคาขาย ผู้ผลิตจึงมีพื้นที่จำกัดในการดูดซับต้นทุนโดยไม่กระทบกำไร
ตลาดที่อ่อนไหวต่อราคา เช่น อินเดีย เอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลางและแอฟริกา รวมถึงลาตินอเมริกา มีแนวโน้มเผชิญการขึ้นราคาหน้าร้านที่แรงกว่า ขณะที่จีน ยุโรป และโดยเฉพาะสหรัฐฯ มีแรงพยุงมากกว่าจากสัดส่วนมือถือพรีเมียม โปรโมชัน เงินอุดหนุน และการผ่อนกับผู้ให้บริการเครือข่าย แม้ราคาเปิดตัวมือถือเรือธงในสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นราว 100–200 ดอลลาร์สหรัฐ แต่การผ่อน 24 หรือ 36 เดือนช่วยลดภาระรายเดือนที่เห็นทันที
ผู้บริโภคปรับตัวอย่างไร
เมื่อเครื่องใหม่แพงขึ้น ผู้ซื้อจำนวนมากเลือกชะลอการอัปเกรด ใช้เครื่องเดิมนานขึ้น ลดระดับรุ่นหรือเลือกความจุความจำต่ำลง ตลอดจนหันไปหาเครื่องรีเฟอร์บิชและบริการซ่อม ผลลัพธ์คือยอดขายเครื่องใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มราคาประหยัด ถูกกดดัน ขณะที่ตลาดมือสองและงานซ่อมยังช่วยพยุงอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานบางส่วน
7
ผู้ผลิตต้องเลือกระหว่างกำไรกับยอดขาย
ผู้ผลิตมือถือกำลังใช้หลายวิธีพร้อมกัน ได้แก่ ปรับราคาขึ้น ตั้งราคาเปิดตัวใหม่ให้สูงกว่าเดิม ให้ความสำคัญกับรุ่นและตลาดที่ทำกำไรได้ดีขึ้น รวมถึงเข้มงวดกับการจัดหาชิ้นส่วน ในรุ่นที่อ่อนไหวต่อต้นทุนมาก บางค่ายอาจต้องทบทวนความจุความจำและแผนฟีเจอร์
ทางเลือกจึงไม่น่าดึงดูดทั้งสองด้าน: หากไม่ขึ้นราคา กำไรจะถูกบีบ; แต่หากส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ซื้อ ก็เสี่ยงทำให้ยอดขายลดลง
9
6
แล้ว Apple อยู่ตรงไหน
Counterpoint ระบุว่า ณ เวลาที่รายงานออกมา Apple ยังไม่ได้ปรับขึ้นราคารุ่น iPhone ที่วางขายอยู่ ซึ่งอาจช่วยให้บริษัทแข่งขันด้านส่วนแบ่งตลาดได้ในช่วงที่คู่แข่งทยอยขึ้นราคา
16 อย่างไรก็ดี นั่นไม่ได้หมายความว่า Apple ไม่ได้รับผลกระทบ
Tim Cook ระบุว่าต้นทุนชิปความจำและสตอเรจที่สูงขึ้นทำให้การขึ้นราคาสินค้าเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงได้ยาก แม้บริษัทจะพยายามจำกัดผลกระทบต่อลูกค้า
1 ขณะที่ TrendForce ประเมินว่าต้นทุนวัสดุรวม (BOM) ของ iPhone 18 รุ่น 256GB อาจเพิ่มขึ้นราว 38% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีต้นทุนหน่วยความจำเป็นแรงขับสำคัญ
17
ผลต่อจอภาพและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น
เมื่อผู้ผลิตลดแผนการประกอบมือถือ ความต้องการแผงจอก็ลดลงตาม ส่งผลต่อแผนปริมาณการผลิตของซัพพลายเออร์จอภาพ แม้ราคามือถือที่สูงขึ้นจะทำให้มูลค่าต่อเครื่องเพิ่มขึ้นก็ตาม ความต้องการเครื่องรีเฟอร์บิชและการซ่อมที่ยังต่อเนื่องช่วยหนุนอุปสงค์แผงจอบางส่วน
19
ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่ที่มือถือ ต้นทุนหน่วยความจำที่พุ่งยังบั่นทอนอุปสงค์และกำไรของพีซี เครื่องเล่นเกม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคอื่น ๆ หลายบริษัทจำเป็นต้องขึ้นราคาขาย แต่ยังเผชิญผู้ซื้อที่ไวต่อราคาและแรงกดดันด้านมาร์จิน
6
ท้ายที่สุด ราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยพยุงรายได้ของอุตสาหกรรมได้ แต่ไม่อาจชดเชยยอดขายเครื่องที่หายไป วงจรการเปลี่ยนเครื่องที่ยาวขึ้น หรือความเปราะบางของผู้ผลิต Android ระดับล่างและซัพพลายเออร์ที่ต้องพึ่งพาปริมาณการผลิตสูงได้ทั้งหมด