การปล่อย CO2 ของจีนลดลง 1% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาส 2 ปี 2026 เพราะการใช้น้ำมันลดลง 9% และเชื้อเพลิงขนส่งลดลง 16% มากพอจะหักล้างการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่เพิ่มขึ้น 2.4% วิกฤตเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่จีนใช้สต็อกน้ำมันและแหล่งนำเข้าทางเลือก ขณะที่ EV ช่วยลดความจำเป็นต้องใช้น้ำมันบนท้องถนน...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did a 9% year-on-year fall in China’s oil consumption in Q2 2026—led by a 16% plunge in transport-fuel use—reduce the country’s CO2 emis. Article summary: China’s Q2 emissions fall was primarily an oil story: the transport-fuel collapse avoided enough combustion emissions to more than offset a modest increase in coal-fired power. But this does not yet establish a lasting o. Topic tags: general, education, news, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with f
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ของจีนในไตรมาส 2 ปี 2026 ลดลง 1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ทั้งที่การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้น 2.4% จุดเปลี่ยนอยู่ที่น้ำมัน ไม่ใช่ถ่านหิน: การใช้น้ำมันลดลง 9% โดยการใช้น้ำมันในภาคขนส่งหดตัวถึง 16% และการกลั่นน้ำมันดิบลดลง 11%
ปกติแล้ว ถ่านหินคือปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีน แต่ในไตรมาสนี้ การลดลงของการเผาไหม้น้ำมันมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ
การวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด (CREA) ซึ่ง Reuters รายงาน ระบุว่าการใช้น้ำมันที่ลดลงช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อย CO2 ได้ราว 35 ล้านตันในไตรมาสเดียว มากพอจะชดเชยการปล่อยเพิ่มขึ้นจากการผลิตไฟฟ้าถ่านหิน และทำให้ยอดปล่อยรวมลดลง
ไม่ได้หมายความว่าถ่านหินหมดความสำคัญ เพราะการใช้ถ่านหิน ภาคอุตสาหกรรม และความต้องการไฟฟ้ายังเป็นตัวแปรชี้ขาดต่อการปล่อยทั้งปีของจีน แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า การลดเชื้อเพลิงขนส่งจากน้ำมันสามารถส่งผลต่อยอดปล่อยระดับประเทศได้แล้ว
การหยุดชะงักของการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับตลาดเอเชีย ทำให้อุปทานตึงตัวและราคาน้ำมันสูงขึ้น จีนจึงลดการนำเข้าน้ำมันดิบสุทธิในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนลงราว 30% เมื่อเทียบรายปี หรือประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยยอดนำเข้าเดือนมิถุนายนต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2016 1
ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนว่าความต้องการหายไปทั้งหมด จีนสะสมสต็อกไว้ในช่วงราคาน้ำมันต่ำกว่าเดิม จึงเบิกน้ำมันจากคลังมาใช้ได้เมื่อนำเข้าแพงและยากขึ้น อีกทั้งยังมีเส้นทางจัดหาบางส่วนที่ไม่ต้องผ่านฮอร์มุซ 1
15
ความต้องการพื้นฐานก็อ่อนแรงอยู่ก่อนแล้ว ข้อมูลโดยนัยที่ศูนย์นโยบายพลังงานโลก มหาวิทยาลัยโคลัมเบียอ้างถึง ชี้ว่าความต้องการเบนซินลดลง 5% และดีเซลลดลง 13% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบรายปี 1 เมื่อราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันแพงขึ้น ครัวเรือนและธุรกิจจึงมีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะประหยัดหรือเปลี่ยนไปใช้ทางเลือกอื่น
สิ่งที่ทำให้จีนรับแรงกระแทกจากอุปทานได้มากขึ้น คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เริ่มมาก่อนวิกฤต นั่นคือการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ในวงกว้าง
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่า EV ช่วยทดแทนความต้องการเชื้อเพลิงบนถนนของจีนได้มากกว่า 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มจากราว 600,000 บาร์เรลต่อวันในปีก่อน 9 ขณะที่อีกประมาณการหนึ่งประเมินการทดแทนเฉลี่ยในครึ่งแรกของปีไว้ราว 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
10
แม้ตัวเลขต่างกันตามวิธีคำนวณ แต่ทิศทางตรงกันชัดเจน: EV ลดความต้องการเบนซินและดีเซลในระดับที่มีนัยต่อการนำเข้าน้ำมันของประเทศ ราคาน้ำมันที่สูงไม่ได้สร้างเทรนด์นี้ขึ้นมา แต่ทำให้รถยนต์และรถบรรทุกไฟฟ้า ระบบราง และอุปกรณ์อุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้า มีความคุ้มค่ากว่าเชื้อเพลิงปิโตรเลียม 8
ดังนั้น จีนจึงลดการซื้อน้ำมันดิบได้มากในช่วงอุปทานสะดุด โดยไม่จำเป็นต้องแลกกับการเดินทางหรือกิจกรรมเศรษฐกิจที่หยุดชะงักในสัดส่วนเดียวกัน
ประธาน Sinopec บริษัทกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของรัฐจีน ระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่การใช้น้ำมันของจีนแตะจุดสูงสุดในปี 2025 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมหลายปี 6
เหตุผลหลักอยู่ในภาคขนส่ง เบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยานเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการน้ำมันจีน แต่การใช้ไฟฟ้าในระบบขนส่งกำลังกัดเซาะบทบาทนั้นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ดี การหดตัวในไตรมาสเดียวที่มีวิกฤตอุปทานยังไม่เพียงพอจะยืนยันแนวโน้มถาวร ความต้องการน้ำมันสำหรับวัตถุดิบปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมอาจเคลื่อนไหวต่างจากเชื้อเพลิงบนถนนได้ แต่เมื่อ EV ทดแทนน้ำมันได้ในระดับสูง จีนอาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มการซื้อน้ำมันดิบมากเหมือนในอดีต แม้จำนวนรถและปริมาณขนส่งสินค้าจะยังเติบโต 7
9
ในระยะสั้น IEA ไม่ได้มองว่าตลาดน้ำมันกำลังเผชิญภาวะล้นตลาด รายงานเดือนสิงหาคมคาดว่าความต้องการน้ำมันโลกปี 2026 จะลดลง 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่กำลังผลิตจะลดลงมากกว่าที่ 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 102 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากการหยุดชะงักรอบฮอร์มุซและการสูญเสียกำลังผลิตในตะวันออกกลางกับรัสเซีย
การเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงรายปีอย่างเดียวไม่ใช่สูตรคำนวณดุลตลาดทั้งหมด เพราะต้องดูระดับตั้งต้นของอุปสงค์และอุปทานด้วย อย่างไรก็ตาม IEA ระบุว่าอุปทานตกต่ำกว่าอุปสงค์ในช่วงที่การหยุดชะงักยังดำเนินอยู่
ความเสี่ยงระยะกลางเป็นอีกเรื่องหนึ่ง IEA คาดว่าอุปทานโลกอาจฟื้นเพิ่ม 8.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2027 หากการผลิตที่หยุดไปกลับคืนมา หากอุปทานฟื้นตัวในจังหวะที่ความต้องการน้ำมันภาคขนส่งของจีนอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องจาก EV ตลาดอาจพลิกไปสู่ภาวะอุปทานส่วนเกินได้รวดเร็ว
สำหรับผู้ส่งออกน้ำมัน จีนซึ่งเป็นตลาดนำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกอาจไม่ใช่แหล่งความต้องการที่เติบโตทางเดียวเหมือนในอดีต ผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียและผู้ส่งออกจากแอฟริกาตะวันตกอาจต้องแข่งขันกันมากขึ้นเพื่อขายให้โรงกลั่นจีน และมีอำนาจกำหนดราคาลดลง หากอุปทานฟื้นเร็วกว่าการบริโภค
นี่เป็นความเสี่ยง ไม่ใช่ข้อสรุปที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะตราบใดที่ฮอร์มุซยังมีปัญหา อุปทานที่หายไปก็อาจคงความตึงตัวของตลาดได้แม้อุปสงค์จะอ่อนลง แต่หากการใช้น้ำมันขนส่งของจีนลดลงอย่างยั่งยืน ตลาดน้ำมันโลกจะสูญเสียแหล่งความต้องการเพิ่มขึ้นที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง
การใช้น้ำมันที่ลดลงช่วยเพิ่มโอกาสที่จีนจะทำให้การปล่อยคาร์บอนแตะจุดสูงสุดก่อนปี 2030 โดยเฉพาะหากเป็นผลจากการเปลี่ยนเทคโนโลยี เช่น EV ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเศรษฐกิจชะลอตัว ไตรมาส 2 ปี 2026 จึงเป็นสัญญาณว่าการขนส่งด้วยไฟฟ้าเริ่มส่งผลต่อเส้นทางการปล่อยของจีนในภาพรวมแล้ว
แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าจีนผ่านจุดพีคของการปล่อยทั้งประเทศแล้ว ข้อมูล CREA ที่รายงานในเดือนกันยายนระบุว่า การปล่อยเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรก ส่งผลให้ยอดครึ่งปีแรกยังสูงกว่าปีก่อนเล็กน้อย การใช้ถ่านหิน ความต้องการไฟฟ้า สภาพอากาศ ผลผลิตอุตสาหกรรม และความเร็วในการเพิ่มพลังงานสะอาด ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ
ข้อสรุปที่ชัดเจนกว่าคือ ความต้องการน้ำมันของจีนไม่ได้มีแต่จะเพิ่มขึ้นอีกต่อไป การขยายตัวของขนส่งไฟฟ้าช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า บรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันผันผวน และลดการปล่อย CO2 ได้โดยตรง แม้ในช่วงที่ไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้นก็ตาม
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
การปล่อย CO2 ของจีนลดลง 1% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาส 2 ปี 2026 เพราะการใช้น้ำมันลดลง 9% และเชื้อเพลิงขนส่งลดลง 16% มากพอจะหักล้างการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่เพิ่มขึ้น 2.4%
การปล่อย CO2 ของจีนลดลง 1% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาส 2 ปี 2026 เพราะการใช้น้ำมันลดลง 9% และเชื้อเพลิงขนส่งลดลง 16% มากพอจะหักล้างการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่เพิ่มขึ้น 2.4% วิกฤตเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่จีนใช้สต็อกน้ำมันและแหล่งนำเข้าทางเลือก ขณะที่ EV ช่วยลดความจำเป็นต้องใช้น้ำมันบนท้องถนน
ตลาดน้ำมันโลกยังตึงตัวในปี 2026 แต่หากกำลังผลิตกลับคืนเร็วกว่าความต้องการ โดยเฉพาะเมื่อจีนใช้น้ำมันขนส่งลดลงต่อเนื่อง ความเสี่ยงน้ำมันล้นตลาดอาจเพิ่มขึ้น
การปล่อย CO2 ของจีนลดลง 1% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาส 2 ปี 2026 เพราะการใช้น้ำมันลดลง 9% และเชื้อเพลิงขนส่งลดลง 16% มากพอจะหักล้างการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่เพิ่มขึ้น 2.4% วิกฤตเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่จีนใช้สต็อกน้ำมันและแหล่งนำเข้าทางเลือก ขณะที่ EV ช่วยลดความจำเป็นต้องใช้น้ำมันบนท้องถนน...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did a 9% year-on-year fall in China’s oil consumption in Q2 2026—led by a 16% plunge in transport-fuel use—reduce the country’s CO2 emis. Article summary: China’s Q2 emissions fall was primarily an oil story: the transport-fuel collapse avoided enough combustion emissions to more than offset a modest increase in coal-fired power. But this does not yet establish a lasting o. Topic tags: general, education, news, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with f
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ของจีนในไตรมาส 2 ปี 2026 ลดลง 1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ทั้งที่การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้น 2.4% จุดเปลี่ยนอยู่ที่น้ำมัน ไม่ใช่ถ่านหิน: การใช้น้ำมันลดลง 9% โดยการใช้น้ำมันในภาคขนส่งหดตัวถึง 16% และการกลั่นน้ำมันดิบลดลง 11%
ปกติแล้ว ถ่านหินคือปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีน แต่ในไตรมาสนี้ การลดลงของการเผาไหม้น้ำมันมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ
การวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด (CREA) ซึ่ง Reuters รายงาน ระบุว่าการใช้น้ำมันที่ลดลงช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อย CO2 ได้ราว 35 ล้านตันในไตรมาสเดียว มากพอจะชดเชยการปล่อยเพิ่มขึ้นจากการผลิตไฟฟ้าถ่านหิน และทำให้ยอดปล่อยรวมลดลง
ไม่ได้หมายความว่าถ่านหินหมดความสำคัญ เพราะการใช้ถ่านหิน ภาคอุตสาหกรรม และความต้องการไฟฟ้ายังเป็นตัวแปรชี้ขาดต่อการปล่อยทั้งปีของจีน แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า การลดเชื้อเพลิงขนส่งจากน้ำมันสามารถส่งผลต่อยอดปล่อยระดับประเทศได้แล้ว
การหยุดชะงักของการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับตลาดเอเชีย ทำให้อุปทานตึงตัวและราคาน้ำมันสูงขึ้น จีนจึงลดการนำเข้าน้ำมันดิบสุทธิในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนลงราว 30% เมื่อเทียบรายปี หรือประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยยอดนำเข้าเดือนมิถุนายนต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2016 1
ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนว่าความต้องการหายไปทั้งหมด จีนสะสมสต็อกไว้ในช่วงราคาน้ำมันต่ำกว่าเดิม จึงเบิกน้ำมันจากคลังมาใช้ได้เมื่อนำเข้าแพงและยากขึ้น อีกทั้งยังมีเส้นทางจัดหาบางส่วนที่ไม่ต้องผ่านฮอร์มุซ 1
15
ความต้องการพื้นฐานก็อ่อนแรงอยู่ก่อนแล้ว ข้อมูลโดยนัยที่ศูนย์นโยบายพลังงานโลก มหาวิทยาลัยโคลัมเบียอ้างถึง ชี้ว่าความต้องการเบนซินลดลง 5% และดีเซลลดลง 13% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบรายปี 1 เมื่อราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันแพงขึ้น ครัวเรือนและธุรกิจจึงมีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะประหยัดหรือเปลี่ยนไปใช้ทางเลือกอื่น
สิ่งที่ทำให้จีนรับแรงกระแทกจากอุปทานได้มากขึ้น คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เริ่มมาก่อนวิกฤต นั่นคือการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ในวงกว้าง
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่า EV ช่วยทดแทนความต้องการเชื้อเพลิงบนถนนของจีนได้มากกว่า 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มจากราว 600,000 บาร์เรลต่อวันในปีก่อน 9 ขณะที่อีกประมาณการหนึ่งประเมินการทดแทนเฉลี่ยในครึ่งแรกของปีไว้ราว 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
10
แม้ตัวเลขต่างกันตามวิธีคำนวณ แต่ทิศทางตรงกันชัดเจน: EV ลดความต้องการเบนซินและดีเซลในระดับที่มีนัยต่อการนำเข้าน้ำมันของประเทศ ราคาน้ำมันที่สูงไม่ได้สร้างเทรนด์นี้ขึ้นมา แต่ทำให้รถยนต์และรถบรรทุกไฟฟ้า ระบบราง และอุปกรณ์อุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้า มีความคุ้มค่ากว่าเชื้อเพลิงปิโตรเลียม 8
ดังนั้น จีนจึงลดการซื้อน้ำมันดิบได้มากในช่วงอุปทานสะดุด โดยไม่จำเป็นต้องแลกกับการเดินทางหรือกิจกรรมเศรษฐกิจที่หยุดชะงักในสัดส่วนเดียวกัน
ประธาน Sinopec บริษัทกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของรัฐจีน ระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่การใช้น้ำมันของจีนแตะจุดสูงสุดในปี 2025 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมหลายปี 6
เหตุผลหลักอยู่ในภาคขนส่ง เบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยานเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการน้ำมันจีน แต่การใช้ไฟฟ้าในระบบขนส่งกำลังกัดเซาะบทบาทนั้นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ดี การหดตัวในไตรมาสเดียวที่มีวิกฤตอุปทานยังไม่เพียงพอจะยืนยันแนวโน้มถาวร ความต้องการน้ำมันสำหรับวัตถุดิบปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมอาจเคลื่อนไหวต่างจากเชื้อเพลิงบนถนนได้ แต่เมื่อ EV ทดแทนน้ำมันได้ในระดับสูง จีนอาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มการซื้อน้ำมันดิบมากเหมือนในอดีต แม้จำนวนรถและปริมาณขนส่งสินค้าจะยังเติบโต 7
9
ในระยะสั้น IEA ไม่ได้มองว่าตลาดน้ำมันกำลังเผชิญภาวะล้นตลาด รายงานเดือนสิงหาคมคาดว่าความต้องการน้ำมันโลกปี 2026 จะลดลง 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่กำลังผลิตจะลดลงมากกว่าที่ 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 102 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากการหยุดชะงักรอบฮอร์มุซและการสูญเสียกำลังผลิตในตะวันออกกลางกับรัสเซีย
การเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงรายปีอย่างเดียวไม่ใช่สูตรคำนวณดุลตลาดทั้งหมด เพราะต้องดูระดับตั้งต้นของอุปสงค์และอุปทานด้วย อย่างไรก็ตาม IEA ระบุว่าอุปทานตกต่ำกว่าอุปสงค์ในช่วงที่การหยุดชะงักยังดำเนินอยู่
ความเสี่ยงระยะกลางเป็นอีกเรื่องหนึ่ง IEA คาดว่าอุปทานโลกอาจฟื้นเพิ่ม 8.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2027 หากการผลิตที่หยุดไปกลับคืนมา หากอุปทานฟื้นตัวในจังหวะที่ความต้องการน้ำมันภาคขนส่งของจีนอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องจาก EV ตลาดอาจพลิกไปสู่ภาวะอุปทานส่วนเกินได้รวดเร็ว
สำหรับผู้ส่งออกน้ำมัน จีนซึ่งเป็นตลาดนำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกอาจไม่ใช่แหล่งความต้องการที่เติบโตทางเดียวเหมือนในอดีต ผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียและผู้ส่งออกจากแอฟริกาตะวันตกอาจต้องแข่งขันกันมากขึ้นเพื่อขายให้โรงกลั่นจีน และมีอำนาจกำหนดราคาลดลง หากอุปทานฟื้นเร็วกว่าการบริโภค
นี่เป็นความเสี่ยง ไม่ใช่ข้อสรุปที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะตราบใดที่ฮอร์มุซยังมีปัญหา อุปทานที่หายไปก็อาจคงความตึงตัวของตลาดได้แม้อุปสงค์จะอ่อนลง แต่หากการใช้น้ำมันขนส่งของจีนลดลงอย่างยั่งยืน ตลาดน้ำมันโลกจะสูญเสียแหล่งความต้องการเพิ่มขึ้นที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง
การใช้น้ำมันที่ลดลงช่วยเพิ่มโอกาสที่จีนจะทำให้การปล่อยคาร์บอนแตะจุดสูงสุดก่อนปี 2030 โดยเฉพาะหากเป็นผลจากการเปลี่ยนเทคโนโลยี เช่น EV ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเศรษฐกิจชะลอตัว ไตรมาส 2 ปี 2026 จึงเป็นสัญญาณว่าการขนส่งด้วยไฟฟ้าเริ่มส่งผลต่อเส้นทางการปล่อยของจีนในภาพรวมแล้ว
แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าจีนผ่านจุดพีคของการปล่อยทั้งประเทศแล้ว ข้อมูล CREA ที่รายงานในเดือนกันยายนระบุว่า การปล่อยเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรก ส่งผลให้ยอดครึ่งปีแรกยังสูงกว่าปีก่อนเล็กน้อย การใช้ถ่านหิน ความต้องการไฟฟ้า สภาพอากาศ ผลผลิตอุตสาหกรรม และความเร็วในการเพิ่มพลังงานสะอาด ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ
ข้อสรุปที่ชัดเจนกว่าคือ ความต้องการน้ำมันของจีนไม่ได้มีแต่จะเพิ่มขึ้นอีกต่อไป การขยายตัวของขนส่งไฟฟ้าช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า บรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันผันผวน และลดการปล่อย CO2 ได้โดยตรง แม้ในช่วงที่ไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้นก็ตาม
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
การปล่อย CO2 ของจีนลดลง 1% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาส 2 ปี 2026 เพราะการใช้น้ำมันลดลง 9% และเชื้อเพลิงขนส่งลดลง 16% มากพอจะหักล้างการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่เพิ่มขึ้น 2.4%
การปล่อย CO2 ของจีนลดลง 1% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาส 2 ปี 2026 เพราะการใช้น้ำมันลดลง 9% และเชื้อเพลิงขนส่งลดลง 16% มากพอจะหักล้างการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่เพิ่มขึ้น 2.4% วิกฤตเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่จีนใช้สต็อกน้ำมันและแหล่งนำเข้าทางเลือก ขณะที่ EV ช่วยลดความจำเป็นต้องใช้น้ำมันบนท้องถนน
ตลาดน้ำมันโลกยังตึงตัวในปี 2026 แต่หากกำลังผลิตกลับคืนเร็วกว่าความต้องการ โดยเฉพาะเมื่อจีนใช้น้ำมันขนส่งลดลงต่อเนื่อง ความเสี่ยงน้ำมันล้นตลาดอาจเพิ่มขึ้น