คำยอมรับของวลาดิเมียร์ ปูตินมีความตรงไปตรงมาผิดปกติ เขาระบุว่าทางการรัสเซียเคยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าโรงกลั่นน้ำมันจะไม่ถูกโจมตี เพราะมองว่าเป็นสถานที่พลเรือน แต่แล้วสรุปว่า “ในเรื่องนี้ เราคิดผิด” ระหว่างการประชุม Eastern Economic Forum ตามรายงานข่าว
6
8
คำกล่าวนี้เกิดขึ้นหลังยูเครนยกระดับการใช้โดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของรัสเซียต่อเนื่องหลายเดือน ปูตินยังยืนยันว่าภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง “ไม่ถึงขั้นวิกฤต” แต่ทั้งมาตรการของรัฐและรายงานภาคอุตสาหกรรมสะท้อนผลกระทบที่ขยายจากโรงกลั่นไปสู่การกระจายสินค้าและผู้ใช้น้ำมันทั่วประเทศ
2
3
โรงกลั่นที่ได้รับผลกระทบ และขนาดความเสียหาย
Reuters คำนวณว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 การโจมตีด้วยโดรนของยูเครนกระทบกำลังการกลั่นของรัสเซียราว 700,000 บาร์เรลต่อวัน ครอบคลุมโรงกลั่น 16 แห่ง ซึ่งเป็นจำนวนโรงงานเป้าหมายราวสองเท่าของช่วงเดียวกันในปี 2568
22
ในเดือนพฤษภาคม Reuters รายงานว่าโรงกลั่นหลักแทบทั้งหมดในรัสเซียตอนกลางต้องหยุดเดินเครื่องหรือลดกำลังผลิตหลังถูกโจมตี โดยกำลังการผลิตที่ได้รับผลกระทบรวมมากกว่า 83 ล้านตันต่อปี หรือราวหนึ่งในสี่ของกำลังกลั่นทั้งหมดของรัสเซีย
21
การโจมตีระลอกต่อมายิ่งเพิ่มแรงกดดัน เช่น
- โรงกลั่นมอสโก ซึ่งเป็นผู้จัดหาเชื้อเพลิงหลักให้ภูมิภาคมอสโก หยุดดำเนินการหลังถูกโดรนโจมตีในเดือนมิถุนายน โดย Reuters รายงานว่าอาจต้องปิดอย่างน้อย 6 เดือนจากความเสียหายหนัก
- โรงกลั่นเพิร์ม ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของรัสเซียตามปริมาณการกลั่น หยุดดำเนินการหลังการโจมตีเมื่อ 21 สิงหาคม ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมที่ Reuters อ้างถึง
- โรงกลั่น NORSI ของบริษัทลูคอยล์ระงับการกลั่นน้ำมันดิบหลังถูกโจมตีในเดือนสิงหาคม โรงงานแห่งนี้เป็นโรงกลั่นใหญ่เป็นอันดับ 4 ของรัสเซีย และเป็นผู้ผลิตน้ำมันเบนซินรายใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ
17
ส่วน KINEF หรือโรงกลั่นคิริชี มีรายงานว่าถูกโจมตีและเกิดเพลิงไหม้ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่มีอยู่ยืนยันได้เพียงการโจมตีและเหตุเพลิงไหม้ ยังไม่สามารถยืนยันโดยอิสระว่าโรงงานหยุดดำเนินการทั้งหมดนานเพียงใด หรือสูญเสียกำลังการผลิตเท่าไร ดังนั้นข้ออ้างที่เจาะจงกว่านั้นควรได้รับการพิจารณาอย่างระมัดระวัง
ผลกระทบถึงปั๊มน้ำมันและภาคธุรกิจ
เมื่อโรงกลั่นหยุดหรือผลิตได้น้อยลง ช่องว่างระหว่างปริมาณน้ำมันเบนซินในประเทศกับความต้องการก็ขยายตัว Reuters รายงานในเดือนกรกฎาคมว่า ผลผลิตลดลงเหลือราว 65% ของการบริโภคเฉลี่ยตามฤดูกาล หลังโรงกลั่นขนาดใหญ่หลายแห่งหยุดเดินเครื่อง
ปลายเดือนสิงหาคม ผลผลิตน้ำมันเบนซินถูกประเมินไว้ที่ประมาณ 80,000 ตันต่อวัน หรือราว 70% ของความต้องการรายวันซึ่งอยู่ที่ 115,000 ตัน
ผลที่ประชาชนและธุรกิจพบเห็นคือการต่อคิวที่สถานีบริการ การหาน้ำมันบางเกรดได้ยาก และการขาดแคลนที่กระทบทั้งผู้ขับขี่กับกิจการ ปูตินเองยอมรับว่า “ปัญหายังคงอยู่” และยังมีคิวตามปั๊มน้ำมัน
2
3
บางพื้นที่เริ่มใช้มาตรการจำกัดการซื้อหรือปันส่วนเชื้อเพลิง รายงานระบุถึงการกำหนดเพดานซื้อ รวมถึงในไครเมีย ขณะที่เจ้าหน้าที่พยายามโยกอุปทานไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลน
11
มอสโกตอบสนองอย่างไร
แนวทางของรัสเซียมุ่งประคองอุปทานภายในประเทศควบคู่กับการฟื้นฟูโรงกลั่นที่เสียหาย
- ตั้งคณะทำงานดูแลอุปทานเชื้อเพลิง — ปูตินระบุว่ารัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานเพื่อให้ภูมิภาคต่าง ๆ ได้รับเชื้อเพลิงในปริมาณเพียงพอ
3
- เร่งซ่อมและปรับเส้นทางขนส่ง — เขากล่าวว่ารัสเซียจะเร่งซ่อมสถานีและโรงงานน้ำมัน พร้อมใช้การขนส่งทางบกและทางทะเลแก้ปัญหาขาดแคลน รวมถึงในไครเมีย
10
- จำกัดการส่งออก — มอสโกออกข้อจำกัดชั่วคราวต่อการส่งออกดีเซล น้ำมันเบนซิน และเชื้อเพลิงอากาศยาน เพื่อพยุงตลาดภายในประเทศ
18 Reuters ยังรายงานว่ารัสเซียห้ามส่งออกเชื้อเพลิงและเพิ่มการนำเข้าเมื่อปัญหาขาดแคลนเริ่มน่ากังวล
- เพิ่มการนำเข้า — รัสเซียหันไปนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและพิจารณาซื้อน้ำมันเบนซินทางทะเลเมื่อความสูญเสียจากโรงกลั่นสะสม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ให้มายังไม่เพียงพอสำหรับยืนยันปริมาณหรือการส่งมอบเฉพาะเจาะจงจากอินเดีย โมร็อกโก หรือตุรกี และยังไม่อาจสรุปได้ว่ารัสเซียกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันเบนซินสุทธิอย่างต่อเนื่อง
- เสริมการป้องกันทางอากาศ — ปูตินให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการผลิตระบบป้องกันภัยทางอากาศและคุ้มครองสถานที่น้ำมันให้มากขึ้น ซึ่งสะท้อนโดยนัยว่าระบบเดิมไม่สามารถป้องกันความเสียหายได้
2
4
การขู่ตอบโต้ และสงครามพลังงานที่กว้างขึ้น
ปูตินควบคู่มาตรการบรรเทาผลกระทบด้วยการขู่ตอบโต้ เขากล่าวในเดือนสิงหาคมว่ายูเครนได้เปิด “กล่องแพนดอรา” ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจของรัสเซีย และเตือนว่ารัสเซียจะโจมตี “ภาคเศรษฐกิจที่อ่อนไหวที่สุด” ของยูเครน
1
ฝ่ายยูเครนระบุว่า การโจมตีระยะไกลต่อโรงกลั่น ท่าเทียบเรือ คลังเก็บ และสินทรัพย์พลังงานอื่น ๆ มีเป้าหมายเพื่อลดรายได้และเชื้อเพลิงที่สนับสนุนความพยายามทำสงครามของรัสเซีย
19 การโจมตีเหล่านี้ดำเนินไปพร้อมกับการที่รัสเซียโจมตีระบบพลังงานของยูเครนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานกลายเป็นแนวรบสำคัญของสงคราม ไม่ใช่เพียงเป้าหมายทางเศรษฐกิจรองลงมา
ความหมายเชิงยุทธศาสตร์
หลักฐานที่มีไม่ได้บ่งชี้ว่ารัสเซียหมดเชื้อเพลิง แต่ชี้ว่ายูเครนสร้างคอขวดซ้ำ ๆ ในหลายจุดพร้อมกัน ตั้งแต่กำลังกลั่น ความสามารถในการซ่อม การกระจายเชื้อเพลิงในภูมิภาค การส่งออก ไปจนถึงการจัดสรรระบบป้องกันภัยทางอากาศ
การยอมรับว่ามอสโกประเมินภัยคุกคามผิดจึงมีนัยสำคัญ เพราะสะท้อนว่าการโจมตีได้เปลี่ยนสมมติฐานในการวางแผนของรัสเซีย ไม่ใช่แค่ทำให้ตารางซ่อมบำรุงโรงกลั่นสะดุด
6
22