ข้อจำกัดหลักของตลาดน้ำมันกำลังอยู่ที่การกลั่น ไม่ใช่ปริมาณน้ำมันดิบ: โรงกลั่นที่เสียหาย เดินเครื่องต่ำ และการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ลดลง ทำให้ดีเซล เชื้อเพลิงอากาศยาน และแนฟทาตึงตัว จนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เหนือราคาน้ำมันดิ... กำลังกลั่นทั่วโลกในครึ่งหลังของปี 2026 คาดว่าจะเฉลี่ย 80.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าคาดการณ์เดิม...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How are refinery outages and damage in the Middle East and Russia, Russian fuel-export bans, China’s earlier fuel-export controls, and insuf. Article summary: The key distortion is a refining bottleneck: crude can still be produced and stored, but damaged, offline, or policy-constrained refineries cannot turn enough of it into diesel, jet fuel, gasoline and petrochemical feeds. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
น้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูปไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นตลาดเดียวกันอีกต่อไป แม้จะมีน้ำมันดิบอยู่ในตลาด แต่ยังต้องนำไปผ่านโรงกลั่นให้กลายเป็นดีเซล เบนซิน เชื้อเพลิงอากาศยาน และวัตถุดิบปิโตรเคมีเสียก่อน เมื่อโรงกลั่นเสียหาย หยุดเดินเครื่อง หรือผลิตได้ต่ำกว่าศักยภาพ รวมถึงเมื่อผู้ส่งออกรายใหญ่จำกัดการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภาวะขาดแคลนจึงย้ายไปเกิดในปลายน้ำ
ผลคือ ส่วนต่างราคาการกลั่น หรือ crack spread ซึ่งหมายถึงช่องว่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาผลิตภัณฑ์ที่กลั่นจากน้ำมันดิบ ขยายกว้างขึ้น
กำลังการกลั่นไม่สามารถทดแทนกันได้ทั้งหมด โรงกลั่นที่มีความซับซ้อนแห่งหนึ่งหยุดชะงัก อาจทำให้ผลิตภัณฑ์บางชนิดหายไปจากตลาดมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันกลั่นช่วงกลาง (middle distillates) เช่น ดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยาน แม้ประเทศอื่นจะยังมีสต็อกน้ำมันดิบ หรือมีกำลังกลั่นแบบง่ายที่ว่างอยู่ก็ตาม
แรงกระแทกด้านอุปทานยิ่งรุนแรงจากการเดินเครื่องโรงกลั่นทั่วโลกที่ลดลง S&P Global Energy ประเมินว่าปริมาณการกลั่นทั่วโลกต่ำกว่าระดับเดือนกรกฎาคม 2025 อยู่ 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคาดว่าการเดินเครื่องเฉลี่ยในครึ่งหลังของปี 2026 จะอยู่ที่ 80.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าประมาณการเดิม 2.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน12 ด้าน Goldman Sachs ระบุว่ากิจกรรมโรงกลั่นในเดือนกรกฎาคมอ่อนแอที่สุดตามฤดูกาลนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 โดยดีเซลเป็นจุดศูนย์กลางของภาวะตึงตัว
11
ระบบโรงกลั่นของรัสเซียเผชิญความเสียหายจากโดรนอย่างหนัก Reuters รายงานเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า โรงกลั่นที่หยุดหรือชะลอการผลิตบางส่วนจากการโจมตีมีกำลังการผลิตร่วมกันมากกว่า 83 ล้านตันต่อปี หรือราวหนึ่งในสี่ของกำลังกลั่นทั้งหมดของรัสเซีย และมอสโกได้ห้ามส่งออกเบนซินตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคม การหยุดชะงักเช่นนี้ทำให้เชื้อเพลิงที่เหลือสำหรับใช้ในประเทศและส่งออกลดลง แม้รัสเซียยังผลิตน้ำมันดิบได้
จีนมีความสำคัญเพราะเป็นเจ้าของภาคการกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสามารถเป็นผู้ส่งออกส่วนเพิ่มที่สำคัญของเชื้อเพลิงขนส่งในเอเชียได้ ในเดือนมีนาคม ปักกิ่งระงับการส่งออกดีเซล เบนซิน และเชื้อเพลิงอากาศยาน เพื่อคุ้มครองอุปทานภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมและขนส่งในเอเชียเผชิญภาวะขาดแคลนมากขึ้น8
ต่อมา การส่งออกไปยังจุดหมายปลายทางนอกฮ่องกงและมาเก๊าถูกจำกัดไว้ที่ 400,000–500,000 ตันในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ก่อนที่ทางการจะเพิ่มโควตาเดือนกรกฎาคมเป็น 800,000 ตัน6 จีนผ่อนคลายข้อจำกัดมากขึ้นในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม โดย Reuters รายงานว่าโรงกลั่นถูกคาดหมายว่าจะส่งออกเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยานรวมกันมากกว่า 4 ล้านตันเล็กน้อยในเดือนกันยายน
1
การผ่อนคลายดังกล่าวมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้ทำให้ระบบการกลั่นโดยรวมฟื้นตัวทันที อัตราการเดินเครื่องของจีนลดลงเหลือ 58% ของกำลังการผลิตในเดือนมิถุนายน เทียบกับโรงกลั่นในเอเชียนอกจีนที่เดินเครื่องราว 93%–95% ของระดับก่อนสงคราม5 การกลั่นที่ต่ำของจีนและข้อจำกัดส่งออกก่อนหน้านี้จึงลดหนึ่งในกันชนไม่กี่แห่งที่ตลาดเชื้อเพลิงภูมิภาคพึ่งพาได้
ดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักของรถบรรทุก การขนส่งทางเรือ ภาคเกษตร เหมืองแร่ ก่อสร้าง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง และกิจกรรมอุตสาหกรรม ดังนั้นการสูญเสียอุปทานจากโรงกลั่นที่ผลิตน้ำมันกลั่นช่วงกลางจำนวนมากจึงส่งผลต่อความพร้อมใช้และส่วนต่างกำไรของดีเซลอย่างไม่สมส่วน
Goldman Sachs เตือนว่าการโจมตีโรงกลั่นในตะวันออกกลางและรัสเซียทำให้ระบบกลั่นที่ตึงตัวอยู่แล้วถูกจำกัดหนักขึ้น และระบุว่าดีเซลยังคงเป็น “ศูนย์กลาง” ของการปรับขึ้นของราคา11 ธนาคารได้ปรับเพิ่มประมาณการส่วนต่างกำไรดีเซลในปี 2027 มากกว่าสองเท่า สะท้อนมุมมองว่าการหยุดเดินเครื่อง สต็อกที่ตึงตัว และกำลังการแปรรูปสำรองที่จำกัดต้องใช้เวลาแก้ไข
11
ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าน้ำมันดิบไม่มีผล ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นยังผลักดันราคาเชื้อเพลิงได้ แต่เมื่อระบบแปรรูปติดคอขวด ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปอาจแพงกว่าวัตถุดิบน้ำมันดิบมาก และอาจอยู่ในระดับนั้นต่อไปจนกว่าโรงกลั่นที่เสียหายจะซ่อมเสร็จ การเดินเครื่องเพิ่มขึ้น หรือการค้าผลิตภัณฑ์กลับสู่ภาวะปกติ
แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่ที่เชื้อเพลิงขนส่ง แนฟทาเป็นวัตถุดิบหลักของปิโตรเคมี ดังนั้นราคาและความไม่แน่นอนด้านการจัดหาจึงบีบผู้ผลิตเอทิลีน พลาสติก และเคมีภัณฑ์อื่น ๆ
สื่อญี่ปุ่นใช้คำว่า “การล้มละลายจากแนฟทา” เพื่อสะท้อนความกังวลเรื่องต้นทุนและการเข้าถึงวัตถุดิบจากน้ำมัน ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานของการล้มละลายเป็นวงกว้างที่มีนิยามอย่างเป็นทางการ แต่แรงกดดันที่อยู่เบื้องหลังมีอยู่จริง: ผลสำรวจของ Tokyo Shoko Research ในเดือนมิถุนายน ซึ่ง South China Morning Post อ้างถึง พบว่าบริษัทราว 80% จากผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 7,000 แห่งประสบปัญหาในการจัดหาผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน11
สำหรับผู้ผลิตปลายน้ำ ความเสี่ยงคือการถูกกระทบสองทางพร้อมกัน คือ ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น และความสามารถในการผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้าลดลง ซึ่งกดดันอัตรากำไรไปไกลกว่าภาคพลังงาน
โรงกลั่นที่หยุดชะงักอาจทำให้ปริมาณน้ำมันดิบที่ถูกแปรรูปในประเทศลดลงก่อนที่การผลิตน้ำมันดิบจะลดตาม ในระยะสั้น น้ำมันดิบที่ไม่ได้ผ่านการกลั่นอาจถูกส่งเข้าเก็บในคลังหรือส่งออก แต่ท้ายที่สุดข้อจำกัดของคลัง ท่าเรือ โลจิสติกส์ และการส่งออก อาจบังคับให้ต้องปรับลดการผลิต
Reuters รายงานว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบและคอนเดนเสทของรัสเซียเพิ่มขึ้นราว 100,000 บาร์เรลต่อวันจากเดือนก่อนหน้า สู่ระดับมากกว่า 9 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่งและการฟื้นตัวของปริมาณการกลั่น นี่ไม่ได้ขัดแย้งกับภาวะเชื้อเพลิงตึงตัว แต่ชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญ: รัสเซียอาจยังผลิตน้ำมันดิบได้มาก ขณะที่ความสามารถในการเปลี่ยนน้ำมันดิบเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป หรือส่งออกผลิตภัณฑ์เหล่านั้น กลับเปราะบางกว่ามาก
การที่ช่องว่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูปจะแคบลงอย่างยั่งยืน น่าจะต้องอาศัยหลายปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่
จนกว่าจะถึงตอนนั้น ตลาดยังอ่อนไหวต่อเหตุขัดข้องหรือข้อจำกัดเชิงนโยบายครั้งใหม่ น้ำมันดิบที่มีอยู่มากเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ภาวะขาดแคลนดีเซล เชื้อเพลิงอากาศยาน หรือแนฟทาได้ หากระบบโลกยังขาดกำลังการกลั่นและการส่งมอบที่เชื่อถือได้
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ข้อจำกัดหลักของตลาดน้ำมันกำลังอยู่ที่การกลั่น ไม่ใช่ปริมาณน้ำมันดิบ: โรงกลั่นที่เสียหาย เดินเครื่องต่ำ และการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ลดลง ทำให้ดีเซล เชื้อเพลิงอากาศยาน และแนฟทาตึงตัว จนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เหนือราคาน้ำมันดิ...
ข้อจำกัดหลักของตลาดน้ำมันกำลังอยู่ที่การกลั่น ไม่ใช่ปริมาณน้ำมันดิบ: โรงกลั่นที่เสียหาย เดินเครื่องต่ำ และการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ลดลง ทำให้ดีเซล เชื้อเพลิงอากาศยาน และแนฟทาตึงตัว จนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เหนือราคาน้ำมันดิ... กำลังกลั่นทั่วโลกในครึ่งหลังของปี 2026 คาดว่าจะเฉลี่ย 80.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าคาดการณ์เดิม 2.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่จีนเดินเครื่องเพียง 58% ของกำลังการผลิตในเดือนมิถุนายน[12][5]
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้ใช้รถยนต์: แนฟทาที่ราคาแพงและหาซื้อยากกำลังกดดันห่วงโซ่ปิโตรเคมีของญี่ปุ่น โดยผลสำรวจเดือนมิถุนายนพบว่าราว 80% ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจมากกว่า 7,000 แห่งประสบปัญหาจัดหาผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน[11]
ข้อจำกัดหลักของตลาดน้ำมันกำลังอยู่ที่การกลั่น ไม่ใช่ปริมาณน้ำมันดิบ: โรงกลั่นที่เสียหาย เดินเครื่องต่ำ และการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ลดลง ทำให้ดีเซล เชื้อเพลิงอากาศยาน และแนฟทาตึงตัว จนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เหนือราคาน้ำมันดิ... กำลังกลั่นทั่วโลกในครึ่งหลังของปี 2026 คาดว่าจะเฉลี่ย 80.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าคาดการณ์เดิม...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How are refinery outages and damage in the Middle East and Russia, Russian fuel-export bans, China’s earlier fuel-export controls, and insuf. Article summary: The key distortion is a refining bottleneck: crude can still be produced and stored, but damaged, offline, or policy-constrained refineries cannot turn enough of it into diesel, jet fuel, gasoline and petrochemical feeds. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
น้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูปไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นตลาดเดียวกันอีกต่อไป แม้จะมีน้ำมันดิบอยู่ในตลาด แต่ยังต้องนำไปผ่านโรงกลั่นให้กลายเป็นดีเซล เบนซิน เชื้อเพลิงอากาศยาน และวัตถุดิบปิโตรเคมีเสียก่อน เมื่อโรงกลั่นเสียหาย หยุดเดินเครื่อง หรือผลิตได้ต่ำกว่าศักยภาพ รวมถึงเมื่อผู้ส่งออกรายใหญ่จำกัดการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภาวะขาดแคลนจึงย้ายไปเกิดในปลายน้ำ
ผลคือ ส่วนต่างราคาการกลั่น หรือ crack spread ซึ่งหมายถึงช่องว่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาผลิตภัณฑ์ที่กลั่นจากน้ำมันดิบ ขยายกว้างขึ้น
กำลังการกลั่นไม่สามารถทดแทนกันได้ทั้งหมด โรงกลั่นที่มีความซับซ้อนแห่งหนึ่งหยุดชะงัก อาจทำให้ผลิตภัณฑ์บางชนิดหายไปจากตลาดมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันกลั่นช่วงกลาง (middle distillates) เช่น ดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยาน แม้ประเทศอื่นจะยังมีสต็อกน้ำมันดิบ หรือมีกำลังกลั่นแบบง่ายที่ว่างอยู่ก็ตาม
แรงกระแทกด้านอุปทานยิ่งรุนแรงจากการเดินเครื่องโรงกลั่นทั่วโลกที่ลดลง S&P Global Energy ประเมินว่าปริมาณการกลั่นทั่วโลกต่ำกว่าระดับเดือนกรกฎาคม 2025 อยู่ 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคาดว่าการเดินเครื่องเฉลี่ยในครึ่งหลังของปี 2026 จะอยู่ที่ 80.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าประมาณการเดิม 2.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน12 ด้าน Goldman Sachs ระบุว่ากิจกรรมโรงกลั่นในเดือนกรกฎาคมอ่อนแอที่สุดตามฤดูกาลนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 โดยดีเซลเป็นจุดศูนย์กลางของภาวะตึงตัว
11
ระบบโรงกลั่นของรัสเซียเผชิญความเสียหายจากโดรนอย่างหนัก Reuters รายงานเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า โรงกลั่นที่หยุดหรือชะลอการผลิตบางส่วนจากการโจมตีมีกำลังการผลิตร่วมกันมากกว่า 83 ล้านตันต่อปี หรือราวหนึ่งในสี่ของกำลังกลั่นทั้งหมดของรัสเซีย และมอสโกได้ห้ามส่งออกเบนซินตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคม การหยุดชะงักเช่นนี้ทำให้เชื้อเพลิงที่เหลือสำหรับใช้ในประเทศและส่งออกลดลง แม้รัสเซียยังผลิตน้ำมันดิบได้
จีนมีความสำคัญเพราะเป็นเจ้าของภาคการกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสามารถเป็นผู้ส่งออกส่วนเพิ่มที่สำคัญของเชื้อเพลิงขนส่งในเอเชียได้ ในเดือนมีนาคม ปักกิ่งระงับการส่งออกดีเซล เบนซิน และเชื้อเพลิงอากาศยาน เพื่อคุ้มครองอุปทานภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมและขนส่งในเอเชียเผชิญภาวะขาดแคลนมากขึ้น8
ต่อมา การส่งออกไปยังจุดหมายปลายทางนอกฮ่องกงและมาเก๊าถูกจำกัดไว้ที่ 400,000–500,000 ตันในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ก่อนที่ทางการจะเพิ่มโควตาเดือนกรกฎาคมเป็น 800,000 ตัน6 จีนผ่อนคลายข้อจำกัดมากขึ้นในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม โดย Reuters รายงานว่าโรงกลั่นถูกคาดหมายว่าจะส่งออกเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยานรวมกันมากกว่า 4 ล้านตันเล็กน้อยในเดือนกันยายน
1
การผ่อนคลายดังกล่าวมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้ทำให้ระบบการกลั่นโดยรวมฟื้นตัวทันที อัตราการเดินเครื่องของจีนลดลงเหลือ 58% ของกำลังการผลิตในเดือนมิถุนายน เทียบกับโรงกลั่นในเอเชียนอกจีนที่เดินเครื่องราว 93%–95% ของระดับก่อนสงคราม5 การกลั่นที่ต่ำของจีนและข้อจำกัดส่งออกก่อนหน้านี้จึงลดหนึ่งในกันชนไม่กี่แห่งที่ตลาดเชื้อเพลิงภูมิภาคพึ่งพาได้
ดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักของรถบรรทุก การขนส่งทางเรือ ภาคเกษตร เหมืองแร่ ก่อสร้าง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง และกิจกรรมอุตสาหกรรม ดังนั้นการสูญเสียอุปทานจากโรงกลั่นที่ผลิตน้ำมันกลั่นช่วงกลางจำนวนมากจึงส่งผลต่อความพร้อมใช้และส่วนต่างกำไรของดีเซลอย่างไม่สมส่วน
Goldman Sachs เตือนว่าการโจมตีโรงกลั่นในตะวันออกกลางและรัสเซียทำให้ระบบกลั่นที่ตึงตัวอยู่แล้วถูกจำกัดหนักขึ้น และระบุว่าดีเซลยังคงเป็น “ศูนย์กลาง” ของการปรับขึ้นของราคา11 ธนาคารได้ปรับเพิ่มประมาณการส่วนต่างกำไรดีเซลในปี 2027 มากกว่าสองเท่า สะท้อนมุมมองว่าการหยุดเดินเครื่อง สต็อกที่ตึงตัว และกำลังการแปรรูปสำรองที่จำกัดต้องใช้เวลาแก้ไข
11
ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าน้ำมันดิบไม่มีผล ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นยังผลักดันราคาเชื้อเพลิงได้ แต่เมื่อระบบแปรรูปติดคอขวด ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปอาจแพงกว่าวัตถุดิบน้ำมันดิบมาก และอาจอยู่ในระดับนั้นต่อไปจนกว่าโรงกลั่นที่เสียหายจะซ่อมเสร็จ การเดินเครื่องเพิ่มขึ้น หรือการค้าผลิตภัณฑ์กลับสู่ภาวะปกติ
แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่ที่เชื้อเพลิงขนส่ง แนฟทาเป็นวัตถุดิบหลักของปิโตรเคมี ดังนั้นราคาและความไม่แน่นอนด้านการจัดหาจึงบีบผู้ผลิตเอทิลีน พลาสติก และเคมีภัณฑ์อื่น ๆ
สื่อญี่ปุ่นใช้คำว่า “การล้มละลายจากแนฟทา” เพื่อสะท้อนความกังวลเรื่องต้นทุนและการเข้าถึงวัตถุดิบจากน้ำมัน ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานของการล้มละลายเป็นวงกว้างที่มีนิยามอย่างเป็นทางการ แต่แรงกดดันที่อยู่เบื้องหลังมีอยู่จริง: ผลสำรวจของ Tokyo Shoko Research ในเดือนมิถุนายน ซึ่ง South China Morning Post อ้างถึง พบว่าบริษัทราว 80% จากผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 7,000 แห่งประสบปัญหาในการจัดหาผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน11
สำหรับผู้ผลิตปลายน้ำ ความเสี่ยงคือการถูกกระทบสองทางพร้อมกัน คือ ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น และความสามารถในการผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้าลดลง ซึ่งกดดันอัตรากำไรไปไกลกว่าภาคพลังงาน
โรงกลั่นที่หยุดชะงักอาจทำให้ปริมาณน้ำมันดิบที่ถูกแปรรูปในประเทศลดลงก่อนที่การผลิตน้ำมันดิบจะลดตาม ในระยะสั้น น้ำมันดิบที่ไม่ได้ผ่านการกลั่นอาจถูกส่งเข้าเก็บในคลังหรือส่งออก แต่ท้ายที่สุดข้อจำกัดของคลัง ท่าเรือ โลจิสติกส์ และการส่งออก อาจบังคับให้ต้องปรับลดการผลิต
Reuters รายงานว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบและคอนเดนเสทของรัสเซียเพิ่มขึ้นราว 100,000 บาร์เรลต่อวันจากเดือนก่อนหน้า สู่ระดับมากกว่า 9 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่งและการฟื้นตัวของปริมาณการกลั่น นี่ไม่ได้ขัดแย้งกับภาวะเชื้อเพลิงตึงตัว แต่ชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญ: รัสเซียอาจยังผลิตน้ำมันดิบได้มาก ขณะที่ความสามารถในการเปลี่ยนน้ำมันดิบเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป หรือส่งออกผลิตภัณฑ์เหล่านั้น กลับเปราะบางกว่ามาก
การที่ช่องว่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูปจะแคบลงอย่างยั่งยืน น่าจะต้องอาศัยหลายปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่
จนกว่าจะถึงตอนนั้น ตลาดยังอ่อนไหวต่อเหตุขัดข้องหรือข้อจำกัดเชิงนโยบายครั้งใหม่ น้ำมันดิบที่มีอยู่มากเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ภาวะขาดแคลนดีเซล เชื้อเพลิงอากาศยาน หรือแนฟทาได้ หากระบบโลกยังขาดกำลังการกลั่นและการส่งมอบที่เชื่อถือได้
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ข้อจำกัดหลักของตลาดน้ำมันกำลังอยู่ที่การกลั่น ไม่ใช่ปริมาณน้ำมันดิบ: โรงกลั่นที่เสียหาย เดินเครื่องต่ำ และการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ลดลง ทำให้ดีเซล เชื้อเพลิงอากาศยาน และแนฟทาตึงตัว จนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เหนือราคาน้ำมันดิ...
ข้อจำกัดหลักของตลาดน้ำมันกำลังอยู่ที่การกลั่น ไม่ใช่ปริมาณน้ำมันดิบ: โรงกลั่นที่เสียหาย เดินเครื่องต่ำ และการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ลดลง ทำให้ดีเซล เชื้อเพลิงอากาศยาน และแนฟทาตึงตัว จนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เหนือราคาน้ำมันดิ... กำลังกลั่นทั่วโลกในครึ่งหลังของปี 2026 คาดว่าจะเฉลี่ย 80.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าคาดการณ์เดิม 2.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่จีนเดินเครื่องเพียง 58% ของกำลังการผลิตในเดือนมิถุนายน[12][5]
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้ใช้รถยนต์: แนฟทาที่ราคาแพงและหาซื้อยากกำลังกดดันห่วงโซ่ปิโตรเคมีของญี่ปุ่น โดยผลสำรวจเดือนมิถุนายนพบว่าราว 80% ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจมากกว่า 7,000 แห่งประสบปัญหาจัดหาผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน[11]