ห้องปฏิบัติการของ Benjamin Lev แห่งสแตนฟอร์ดสาธิตการเรียกคืนรูปแบบจากข้อมูลที่ไม่ครบหรือมีสัญญาณรบกวน ด้วยเครือข่ายอะตอม–โฟตอนขนาดสูงสุด 20 สปิน จุดต่างจากเครือข่าย Hopfield แบบเดิมคือ การเชื่อมต่อไม่ตายตัว: การเคลื่อนที่ของอะตอมปรับแรงเชื่อมที่โฟตอนส่งผ่านระหว่างการเรียกคืนข้อมูล ในการทดสอบ 16 สปิน ระบบเรียกคืนความ...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did Benjamin Lev’s Stanford team create a proof-of-principle associative-memory network from up to 20 ultracold Bose–Einstein-condensate. Article summary: Lev’s group built a physical associative-memory demonstrator—not yet a practical AI processor—by encoding each collective Bose–Einstein condensate as an effective Ising “super-atom” spin and coupling up to 20 such spins . Topic tags: general, government, education, academic, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermark
การจำใบหน้าที่เห็นไม่ชัดจากภาพบางส่วน หรือการเดาคำที่ขาดหายจากบริบท คือภาพจำง่าย ๆ ของ ความจำเชื่อมโยง (associative memory): ระบบสามารถกู้รูปแบบที่เก็บไว้ให้กลับมาเกือบสมบูรณ์ แม้ข้อมูลตั้งต้นจะไม่ครบหรือถูกรบกวน
ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นำโดย Benjamin Lev สาธิตพฤติกรรมนี้ในเครือข่ายทางกายภาพที่ประกอบด้วยก๊าซอะตอมเย็นจัดและแสงภายในโพรงแสงหลายโหมด (multimode optical cavity) ผลงานนี้เป็นการพิสูจน์แนวคิดในระดับห้องแล็บ ไม่ใช่ชิปความจำสำหรับ AI ที่พร้อมนำไปใช้งานแล้ว 9
นักวิจัยใช้ก๊าซอะตอมในสถานะโบส–ไอน์สไตน์คอนเดนเสต (Bose–Einstein condensate) เป็นสปินแบบไอซิงเชิงผลรวม หรือหน่วยสองสถานะที่ใช้แทน “นิวรอน” ได้ พวกเขาทดลองการเรียกคืนความจำในเครือข่ายขนาดสูงสุด 20 สปิน และศึกษาระบบขนาดไม่เกิน 16 สปินอย่างละเอียด 9
คอนเดนเสตเหล่านี้ถูกวางไว้ในโพรงแสงที่เกิดจากกระจกสองบาน เมื่อฉายแสงขับ อะตอมจะกระเจิงโฟตอนเข้าสู่โหมดที่สั่นพ้องในโพรง โฟตอนเหล่านั้นจึงส่งอิทธิพลต่อกลุ่มอะตอมอื่นก่อนออกจากโพรง ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระยะไกลที่โดยผลแล้วเชื่อมสปินเข้าหากันเกือบทั้งหมด ในอุปมาแบบโครงข่ายประสาท กลุ่มอะตอมคือเซลล์ประสาท ส่วนโหมดของโพรงแสงทำหน้าที่คล้ายไซแนปส์หรือจุดเชื่อม 3
9
แต่โครงสร้างเช่นนี้ยังสร้างสิ่งที่เรียกว่า สปินกลาส ซึ่งมีแรงปฏิสัมพันธ์ที่แข่งขันและขัดแย้งกัน ทำให้มีสถานะเสถียรที่เป็นไปได้จำนวนมาก ปกติแล้ว ความซับซ้อนนี้ทำให้การเรียกคืนความจำยาก เพราะระบบอาจติดอยู่ในสถานะปลอม (spurious states) ที่ไม่ใช่ความจำเป้าหมาย 2
โมเดล Hopfield แบบคลาสสิกเก็บรูปแบบผ่านสปินที่เชื่อมต่อกันทั้งหมด และแก้ข้อมูลนำเข้าที่มีสัญญาณรบกวนได้ด้วยการปล่อยให้ระบบวิวัฒน์ไปยังรูปแบบที่เคยเก็บไว้ แต่เมื่อเพิ่มจำนวนรูปแบบมากขึ้น การรบกวนข้ามกันและสถานะปลอมจะเพิ่มขึ้น จนการเรียกคืนอย่างน่าเชื่อถือพังลง
ทีมของ Lev ไม่ได้เพียงสร้าง Hopfield network ด้วยอะตอม ความต่างสำคัญคือ การเชื่อมต่อทางกายภาพเปลี่ยนแปลงได้ระหว่างที่ระบบกำลังเรียกคืนความจำ
การจัดเรียงของสปินส่งผลต่อสภาวะการเคลื่อนที่ของคอนเดนเสต การเคลื่อนที่นี้เปลี่ยนระดับการซ้อนทับระหว่างอะตอมกับสนามแสงในโพรง และท้ายที่สุดเปลี่ยนความแรงของปฏิสัมพันธ์ที่โฟตอนส่งผ่านระหว่างสปิน นักวิจัยเรียกการตอบสนองนี้ว่า polaronic elasticity และเปรียบกับความยืดหยุ่นระยะสั้นของไซแนปส์ในระบบชีวภาพ 2
9
พูดให้เห็นภาพ เครือข่ายนี้ไม่ได้เดินบนแผนที่การเชื่อมต่อเดิมตลอดเวลา อะตอมกับสนามแสงวิวัฒน์ร่วมกัน จึงสามารถเปลี่ยนสถานะที่น่าจะเป็นอุปสรรคในระบบสมดุล ให้กลายเป็นความจำที่เรียกคืนได้ภายใต้พลวัตแบบมีการขับและมีการสูญเสียพลังงาน (driven-dissipative dynamics) 2
9
สำหรับเครือข่าย 16 สปิน ทีมรายงานผลโดยประมาณว่า
ผลเปรียบเทียบที่มากที่สุดจึงสูงกว่า Hopfield benchmark ในงานนี้ได้ถึง ราว 7 เท่า อย่างไรก็ตาม นี่เป็นผลของระบบขนาดจำกัด ภายใต้ชุดทดสอบ วิธีวัดการเรียกคืน และการเปรียบเทียบเฉพาะแบบหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าฮาร์ดแวร์ควอนตัมจะเหนือกว่า Hopfield network หรือระบบ AI สมัยใหม่โดยทั่วไปเมื่อขยายขนาด 9
แพลตฟอร์มนี้เป็นระบบควอนตัมเชิงแสงที่ทำงานแบบมีการขับและสูญเสียพลังงาน แต่สิ่งที่สาธิตคือการเรียกคืนความจำในระบบกายภาพ ไม่ใช่การคำนวณควอนตัมอเนกประสงค์ จุดน่าสนใจคือการทำงานหลัก—การพาสัญญาณนำเข้าที่เสียหายให้เข้าใกล้รูปแบบที่เก็บไว้—เกิดขึ้นจากพลวัตของอะตอมและโฟตอนเอง 9
แนวคิดนี้จึงน่าสนใจต่อวงการฮาร์ดแวร์นิวโรมอร์ฟิก เพราะในทางหลักการ อาจลดการย้ายข้อมูลและการคำนวณดิจิทัลซ้ำ ๆ ที่จำเป็นเมื่อจำลองเครือข่ายวนกลับด้วยอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่การทดลองนี้ยัง ไม่ได้ แสดงข้อได้เปรียบด้านพลังงานในระดับทั้งระบบเมื่อเทียบกับฮาร์ดแวร์ AI อิเล็กทรอนิกส์
การติดตั้งต้องใช้ก๊าซอะตอมเย็นจัด ระบบสุญญากาศ เลเซอร์ความแม่นยำสูง กับดักแสง และการควบคุมโพรงแสงหลายโหมดอย่างเสถียร จึงยังเป็นเครื่องมือวิจัยชั้นสูง ไม่ใช่ตัวแทนของชิปเร่งความเร็ว AI ในระยะใกล้
การขยายให้ใช้งานได้จริงต้องเพิ่มจำนวนกลุ่มสปินที่ควบคุมได้อย่างอิสระ ทำให้การบรรจุและการอ่านผลมีความทนทาน ควบคุมโหมดในโพรงได้มากขึ้น และจัดการการสูญเสียโฟตอนรวมถึงสัญญาณรบกวนจากการเคลื่อนที่ของอะตอม รายงานความจุสูงฉบับหลักยังอยู่บน arXiv และเว็บไซต์ของห้องปฏิบัติการระบุว่าอยู่ระหว่างการจัดทำเพื่อ Science ดังนั้นสมรรถนะเมื่อขยายสเกลจึงยังเป็นคำถามวิจัยที่เปิดอยู่ 9
สภาพแวดล้อม cavity QED เดียวกันนี้ยังถูกใช้ศึกษาปรากฏการณ์ควอนตัมหลายอนุภาคอย่างแท้จริง งานที่เกี่ยวข้องจากกลุ่มวิจัยได้สำรวจบทบาทของการพัวพันควอนตัม (entanglement) และการแตกสมมาตรแบบเรพลิกา (replica-symmetry breaking) ในสปินกลาสควอนตัมชนิด driven-dissipative ซึ่งเชื่อมการทดลองด้านความจำเข้ากับคำถามพื้นฐานของพลวัตควอนตัมที่ซับซ้อน
การทดลองของสแตนฟอร์ดแสดงให้เห็นว่าสปินกลาสจากอะตอมและโฟตอนสามารถเป็นความจำเชื่อมโยงได้ และในระบบ 16 สปินสามารถเก็บกับเรียกคืนรูปแบบได้มากกว่า Hopfield benchmark ที่มีการเชื่อมต่อคงที่ เหตุผลหลักคือวงจรป้อนกลับทางกายภาพ: การเคลื่อนที่ของอะตอมช่วยปรับปฏิสัมพันธ์เชิงแสงระหว่างการเรียกคืนข้อมูล 2
9
จึงควรมองผลงานนี้เป็นสัญญาณที่น่าจับตาของ “หน่วยความจำที่ให้ฟิสิกส์ทำหน้าที่คำนวณ” มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่าเครื่องอะตอมเย็นจัดพร้อมแทนที่ GPU คำตอบว่าวิธีนี้ยังรักษาข้อได้เปรียบด้านความจุได้หรือไม่ เมื่อระบบใหญ่ขึ้น เสถียรขึ้น และประหยัดพลังงานขึ้น ยังต้องรอการพิสูจน์ต่อไป
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ห้องปฏิบัติการของ Benjamin Lev แห่งสแตนฟอร์ดสาธิตการเรียกคืนรูปแบบจากข้อมูลที่ไม่ครบหรือมีสัญญาณรบกวน ด้วยเครือข่ายอะตอม–โฟตอนขนาดสูงสุด 20 สปิน
ห้องปฏิบัติการของ Benjamin Lev แห่งสแตนฟอร์ดสาธิตการเรียกคืนรูปแบบจากข้อมูลที่ไม่ครบหรือมีสัญญาณรบกวน ด้วยเครือข่ายอะตอม–โฟตอนขนาดสูงสุด 20 สปิน จุดต่างจากเครือข่าย Hopfield แบบเดิมคือ การเชื่อมต่อไม่ตายตัว: การเคลื่อนที่ของอะตอมปรับแรงเชื่อมที่โฟตอนส่งผ่านระหว่างการเรียกคืนข้อมูล
ในการทดสอบ 16 สปิน ระบบเรียกคืนความจำได้ราว 12 รูปแบบในสภาวะปกติ และสูงสุด 25 รูปแบบเมื่อปรับกับดักอะตอมให้หลวมขึ้น เทียบกับราว 3.6 รูปแบบของ Hopfield benchmark
ห้องปฏิบัติการของ Benjamin Lev แห่งสแตนฟอร์ดสาธิตการเรียกคืนรูปแบบจากข้อมูลที่ไม่ครบหรือมีสัญญาณรบกวน ด้วยเครือข่ายอะตอม–โฟตอนขนาดสูงสุด 20 สปิน จุดต่างจากเครือข่าย Hopfield แบบเดิมคือ การเชื่อมต่อไม่ตายตัว: การเคลื่อนที่ของอะตอมปรับแรงเชื่อมที่โฟตอนส่งผ่านระหว่างการเรียกคืนข้อมูล ในการทดสอบ 16 สปิน ระบบเรียกคืนความ...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did Benjamin Lev’s Stanford team create a proof-of-principle associative-memory network from up to 20 ultracold Bose–Einstein-condensate. Article summary: Lev’s group built a physical associative-memory demonstrator—not yet a practical AI processor—by encoding each collective Bose–Einstein condensate as an effective Ising “super-atom” spin and coupling up to 20 such spins . Topic tags: general, government, education, academic, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermark
การจำใบหน้าที่เห็นไม่ชัดจากภาพบางส่วน หรือการเดาคำที่ขาดหายจากบริบท คือภาพจำง่าย ๆ ของ ความจำเชื่อมโยง (associative memory): ระบบสามารถกู้รูปแบบที่เก็บไว้ให้กลับมาเกือบสมบูรณ์ แม้ข้อมูลตั้งต้นจะไม่ครบหรือถูกรบกวน
ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นำโดย Benjamin Lev สาธิตพฤติกรรมนี้ในเครือข่ายทางกายภาพที่ประกอบด้วยก๊าซอะตอมเย็นจัดและแสงภายในโพรงแสงหลายโหมด (multimode optical cavity) ผลงานนี้เป็นการพิสูจน์แนวคิดในระดับห้องแล็บ ไม่ใช่ชิปความจำสำหรับ AI ที่พร้อมนำไปใช้งานแล้ว 9
นักวิจัยใช้ก๊าซอะตอมในสถานะโบส–ไอน์สไตน์คอนเดนเสต (Bose–Einstein condensate) เป็นสปินแบบไอซิงเชิงผลรวม หรือหน่วยสองสถานะที่ใช้แทน “นิวรอน” ได้ พวกเขาทดลองการเรียกคืนความจำในเครือข่ายขนาดสูงสุด 20 สปิน และศึกษาระบบขนาดไม่เกิน 16 สปินอย่างละเอียด 9
คอนเดนเสตเหล่านี้ถูกวางไว้ในโพรงแสงที่เกิดจากกระจกสองบาน เมื่อฉายแสงขับ อะตอมจะกระเจิงโฟตอนเข้าสู่โหมดที่สั่นพ้องในโพรง โฟตอนเหล่านั้นจึงส่งอิทธิพลต่อกลุ่มอะตอมอื่นก่อนออกจากโพรง ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระยะไกลที่โดยผลแล้วเชื่อมสปินเข้าหากันเกือบทั้งหมด ในอุปมาแบบโครงข่ายประสาท กลุ่มอะตอมคือเซลล์ประสาท ส่วนโหมดของโพรงแสงทำหน้าที่คล้ายไซแนปส์หรือจุดเชื่อม 3
9
แต่โครงสร้างเช่นนี้ยังสร้างสิ่งที่เรียกว่า สปินกลาส ซึ่งมีแรงปฏิสัมพันธ์ที่แข่งขันและขัดแย้งกัน ทำให้มีสถานะเสถียรที่เป็นไปได้จำนวนมาก ปกติแล้ว ความซับซ้อนนี้ทำให้การเรียกคืนความจำยาก เพราะระบบอาจติดอยู่ในสถานะปลอม (spurious states) ที่ไม่ใช่ความจำเป้าหมาย 2
โมเดล Hopfield แบบคลาสสิกเก็บรูปแบบผ่านสปินที่เชื่อมต่อกันทั้งหมด และแก้ข้อมูลนำเข้าที่มีสัญญาณรบกวนได้ด้วยการปล่อยให้ระบบวิวัฒน์ไปยังรูปแบบที่เคยเก็บไว้ แต่เมื่อเพิ่มจำนวนรูปแบบมากขึ้น การรบกวนข้ามกันและสถานะปลอมจะเพิ่มขึ้น จนการเรียกคืนอย่างน่าเชื่อถือพังลง
ทีมของ Lev ไม่ได้เพียงสร้าง Hopfield network ด้วยอะตอม ความต่างสำคัญคือ การเชื่อมต่อทางกายภาพเปลี่ยนแปลงได้ระหว่างที่ระบบกำลังเรียกคืนความจำ
การจัดเรียงของสปินส่งผลต่อสภาวะการเคลื่อนที่ของคอนเดนเสต การเคลื่อนที่นี้เปลี่ยนระดับการซ้อนทับระหว่างอะตอมกับสนามแสงในโพรง และท้ายที่สุดเปลี่ยนความแรงของปฏิสัมพันธ์ที่โฟตอนส่งผ่านระหว่างสปิน นักวิจัยเรียกการตอบสนองนี้ว่า polaronic elasticity และเปรียบกับความยืดหยุ่นระยะสั้นของไซแนปส์ในระบบชีวภาพ 2
9
พูดให้เห็นภาพ เครือข่ายนี้ไม่ได้เดินบนแผนที่การเชื่อมต่อเดิมตลอดเวลา อะตอมกับสนามแสงวิวัฒน์ร่วมกัน จึงสามารถเปลี่ยนสถานะที่น่าจะเป็นอุปสรรคในระบบสมดุล ให้กลายเป็นความจำที่เรียกคืนได้ภายใต้พลวัตแบบมีการขับและมีการสูญเสียพลังงาน (driven-dissipative dynamics) 2
9
สำหรับเครือข่าย 16 สปิน ทีมรายงานผลโดยประมาณว่า
ผลเปรียบเทียบที่มากที่สุดจึงสูงกว่า Hopfield benchmark ในงานนี้ได้ถึง ราว 7 เท่า อย่างไรก็ตาม นี่เป็นผลของระบบขนาดจำกัด ภายใต้ชุดทดสอบ วิธีวัดการเรียกคืน และการเปรียบเทียบเฉพาะแบบหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าฮาร์ดแวร์ควอนตัมจะเหนือกว่า Hopfield network หรือระบบ AI สมัยใหม่โดยทั่วไปเมื่อขยายขนาด 9
แพลตฟอร์มนี้เป็นระบบควอนตัมเชิงแสงที่ทำงานแบบมีการขับและสูญเสียพลังงาน แต่สิ่งที่สาธิตคือการเรียกคืนความจำในระบบกายภาพ ไม่ใช่การคำนวณควอนตัมอเนกประสงค์ จุดน่าสนใจคือการทำงานหลัก—การพาสัญญาณนำเข้าที่เสียหายให้เข้าใกล้รูปแบบที่เก็บไว้—เกิดขึ้นจากพลวัตของอะตอมและโฟตอนเอง 9
แนวคิดนี้จึงน่าสนใจต่อวงการฮาร์ดแวร์นิวโรมอร์ฟิก เพราะในทางหลักการ อาจลดการย้ายข้อมูลและการคำนวณดิจิทัลซ้ำ ๆ ที่จำเป็นเมื่อจำลองเครือข่ายวนกลับด้วยอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่การทดลองนี้ยัง ไม่ได้ แสดงข้อได้เปรียบด้านพลังงานในระดับทั้งระบบเมื่อเทียบกับฮาร์ดแวร์ AI อิเล็กทรอนิกส์
การติดตั้งต้องใช้ก๊าซอะตอมเย็นจัด ระบบสุญญากาศ เลเซอร์ความแม่นยำสูง กับดักแสง และการควบคุมโพรงแสงหลายโหมดอย่างเสถียร จึงยังเป็นเครื่องมือวิจัยชั้นสูง ไม่ใช่ตัวแทนของชิปเร่งความเร็ว AI ในระยะใกล้
การขยายให้ใช้งานได้จริงต้องเพิ่มจำนวนกลุ่มสปินที่ควบคุมได้อย่างอิสระ ทำให้การบรรจุและการอ่านผลมีความทนทาน ควบคุมโหมดในโพรงได้มากขึ้น และจัดการการสูญเสียโฟตอนรวมถึงสัญญาณรบกวนจากการเคลื่อนที่ของอะตอม รายงานความจุสูงฉบับหลักยังอยู่บน arXiv และเว็บไซต์ของห้องปฏิบัติการระบุว่าอยู่ระหว่างการจัดทำเพื่อ Science ดังนั้นสมรรถนะเมื่อขยายสเกลจึงยังเป็นคำถามวิจัยที่เปิดอยู่ 9
สภาพแวดล้อม cavity QED เดียวกันนี้ยังถูกใช้ศึกษาปรากฏการณ์ควอนตัมหลายอนุภาคอย่างแท้จริง งานที่เกี่ยวข้องจากกลุ่มวิจัยได้สำรวจบทบาทของการพัวพันควอนตัม (entanglement) และการแตกสมมาตรแบบเรพลิกา (replica-symmetry breaking) ในสปินกลาสควอนตัมชนิด driven-dissipative ซึ่งเชื่อมการทดลองด้านความจำเข้ากับคำถามพื้นฐานของพลวัตควอนตัมที่ซับซ้อน
การทดลองของสแตนฟอร์ดแสดงให้เห็นว่าสปินกลาสจากอะตอมและโฟตอนสามารถเป็นความจำเชื่อมโยงได้ และในระบบ 16 สปินสามารถเก็บกับเรียกคืนรูปแบบได้มากกว่า Hopfield benchmark ที่มีการเชื่อมต่อคงที่ เหตุผลหลักคือวงจรป้อนกลับทางกายภาพ: การเคลื่อนที่ของอะตอมช่วยปรับปฏิสัมพันธ์เชิงแสงระหว่างการเรียกคืนข้อมูล 2
9
จึงควรมองผลงานนี้เป็นสัญญาณที่น่าจับตาของ “หน่วยความจำที่ให้ฟิสิกส์ทำหน้าที่คำนวณ” มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่าเครื่องอะตอมเย็นจัดพร้อมแทนที่ GPU คำตอบว่าวิธีนี้ยังรักษาข้อได้เปรียบด้านความจุได้หรือไม่ เมื่อระบบใหญ่ขึ้น เสถียรขึ้น และประหยัดพลังงานขึ้น ยังต้องรอการพิสูจน์ต่อไป
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ห้องปฏิบัติการของ Benjamin Lev แห่งสแตนฟอร์ดสาธิตการเรียกคืนรูปแบบจากข้อมูลที่ไม่ครบหรือมีสัญญาณรบกวน ด้วยเครือข่ายอะตอม–โฟตอนขนาดสูงสุด 20 สปิน
ห้องปฏิบัติการของ Benjamin Lev แห่งสแตนฟอร์ดสาธิตการเรียกคืนรูปแบบจากข้อมูลที่ไม่ครบหรือมีสัญญาณรบกวน ด้วยเครือข่ายอะตอม–โฟตอนขนาดสูงสุด 20 สปิน จุดต่างจากเครือข่าย Hopfield แบบเดิมคือ การเชื่อมต่อไม่ตายตัว: การเคลื่อนที่ของอะตอมปรับแรงเชื่อมที่โฟตอนส่งผ่านระหว่างการเรียกคืนข้อมูล
ในการทดสอบ 16 สปิน ระบบเรียกคืนความจำได้ราว 12 รูปแบบในสภาวะปกติ และสูงสุด 25 รูปแบบเมื่อปรับกับดักอะตอมให้หลวมขึ้น เทียบกับราว 3.6 รูปแบบของ Hopfield benchmark