Qualcomm ขึ้นราคาชิปในอัตราเปอร์เซ็นต์เลขสองหลักสำหรับสินค้าที่จัดส่งตั้งแต่ 1 กันยายน 2569 หลังแจ้งลูกค้าในเดือนกรกฎาคม บริษัทไม่ได้เปิดเผยอัตราที่แน่นอน และข้อมูลที่มีสนับสนุนว่าเป็นการส่งต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในวงกว้าง ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการขึ้นราคาปลีกแบบเดียวกันทุกผลิตภัณฑ์หรือมุ่งเพิ่มอัตรากำไรโดยตรง [2] ซีอีโอ...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What are Qualcomm’s double digit chip price increases taking effect on September 1, 2026, why does Qualcomm CEO Cristiano Amon describe them. Article summary: Qualcomm has imposed an unspecified double digit percentage increase on chips shipped from September 1, after notifying customers in July.. Topic tags: general web, ai, workflow, productivity, marketing. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts.
การขึ้นราคาของ Qualcomm ครั้งนี้เริ่มมีผลกับชิปที่จัดส่งหลังวันที่ 1 กันยายน 2569 โดยบริษัทแจ้งลูกค้าไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคมว่า ราคาจะเพิ่มขึ้นในอัตราเปอร์เซ็นต์เลขสองหลัก แต่ยังไม่ได้ระบุตัวเลขที่แน่นอนต่อสาธารณะ
ข้อมูลที่มีจึงรองรับภาพของการส่งต่อต้นทุนที่สูงขึ้นในวงกว้าง มากกว่าจะสรุปว่า Qualcomm ใช้การขึ้นราคาครั้งนี้เพื่อขยายอัตรากำไรโดยตรง หรือปรับราคาสินค้าทุกรุ่นในอัตราเดียวกัน 2
Cristiano Amon ซีอีโอของ Qualcomm กล่าวว่า บริษัทไม่สามารถดูดซับต้นทุนจากซัพพลายเออร์ที่เพิ่มขึ้นได้อีก และอธิบายว่า “เรากำลังส่งต่อต้นทุนก้อนใหญ่ที่เราแบกรับอยู่” 2
ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มีแค่หน่วยความจำ แต่ยังรวมถึงการผลิตเวเฟอร์ การประกอบ การทดสอบ และแพ็กเกจขั้นสูง ดังนั้นราคาชิปที่สูงขึ้นจึงมีเป้าหมายเพื่อชดเชยฐานต้นทุนใหม่ ไม่ได้หมายความว่าเงินทุกส่วนจะกลายเป็นกำไรขั้นต้นของ Qualcomm โดยอัตโนมัติ แม้บริษัทจะเคยระบุว่าต้องการให้อัตรากำไรกลับเข้าสู่ระดับในอดีตก็ตาม 1
2
การลงทุนด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ได้ดึงกำลังการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่มีจำกัดไปยังหน่วยความจำและผลิตภัณฑ์โครงสร้างพื้นฐานที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทำให้เหลือชิ้นส่วนสำหรับสมาร์ทโฟน รถยนต์ และอุปกรณ์ผู้บริโภคน้อยลง 5
TrendForce คาดว่าราคา DRAM แบบสัญญาจะพุ่งขึ้น 90–95% ในไตรมาส 1 ปี 2569 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากความต้องการจาก AI และดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้สมดุลอุปสงค์กับอุปทานแย่ลง 4 นอกจากนี้ยังประเมินว่าราคา DRAM ในไตรมาส 3 จะเพิ่มขึ้นอีก 13–18% และ NAND flash จะเพิ่มขึ้น 10–15%
3
ภาพรวมจึงเป็นห่วงโซ่ต้นทุนที่เชื่อมโยงกันดังนี้: หน่วยความจำและพื้นที่เก็บข้อมูลที่แพงขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตมือถือสูงขึ้น ขณะที่เวเฟอร์ แพ็กเกจ และการทดสอบที่แพงขึ้นก็กดดันต้นทุนของผู้ผลิตชิป จากนั้นผู้ผลิตอุปกรณ์จะต้องเลือกระหว่างการลดกำไร ลดสเปก ลดโปรโมชั่น หรือปรับราคาขายปลีก
Samsung, Xiaomi, Oppo และผู้ผลิตรายอื่นที่ใช้ชิป Snapdragon ต้องตัดสินใจว่าจะรับภาระต้นทุนไว้เองมากน้อยเพียงใด รุ่นเรือธงมีโอกาสรองรับหรือส่งต่อต้นทุนได้ง่ายกว่า ส่วนรุ่นระดับกลางและรุ่นเริ่มต้นอาจเผชิญกับการลดความจุหน่วยความจำหรือพื้นที่เก็บข้อมูล การอัปเกรดฟีเจอร์ที่ช้าลง โปรโมชั่นที่น้อยลง หรือราคาขายที่สูงขึ้น 5
ผลกระทบจริงจะแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขสัญญา สัดส่วนชิปที่แต่ละบริษัทซื้อ สต็อกที่จัดซื้อก่อนวันที่ 1 กันยายน และอำนาจต่อรองของผู้ผลิตแต่ละราย
อย่างไรก็ตาม การขึ้นราคาชิ้นส่วน Qualcomm ในอัตราเลขสองหลักไม่ได้แปลว่าราคาโทรศัพท์จะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน เพราะชิปประมวลผลและโมเด็มเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนรวมของเครื่อง แต่เมื่อเกิดแรงกดดันพร้อมกันจากหน่วยความจำ พื้นที่เก็บข้อมูล จอแสดงผล และซิลิคอนรุ่นใหม่ โอกาสที่โทรศัพท์ พีซี และอุปกรณ์เชื่อมต่อจะมีราคาสูงขึ้น หรือให้สเปกเริ่มต้นน้อยลง ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย 3
4
การขึ้นราคาช่วยเสริมอำนาจต่อรองของ Qualcomm ในตลาดที่บริษัทมีเทคโนโลยีโมเด็ม ระบบคลื่นวิทยุ และแพลตฟอร์ม Snapdragon ระดับเรือธงที่แตกต่างจากคู่แข่ง แต่ลูกค้าก็ยังมีทางเลือก เช่น ทำสัญญาซื้อระยะยาวเพื่อแลกกับเงื่อนไขที่ดีขึ้น ใช้ชิปทางเลือก หรือปรับแบบผลิตภัณฑ์
นักลงทุนมองว่าต้นทุนที่สูงขึ้นประกอบกับรายได้จาก Apple ที่ลดลงเป็นความเสี่ยงต่อกำไรระยะใกล้ หุ้น Qualcomm ร่วงประมาณ 5% หลังบริษัทเปิดเผยแนวโน้มในเดือนกรกฎาคม 2 การขึ้นราคาจะช่วยปกป้องผลประกอบการได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้ายอมรับราคาใหม่โดยไม่ลดจำนวนการสั่งซื้อหรือเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์อื่นอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
ความพยายามพัฒนาโมเด็มใช้เองของ Apple ลดอำนาจต่อรองระยะยาวของ Qualcomm แม้จะไม่ได้ทำให้ Qualcomm หายไปจากห่วงโซ่อุปทานของ Apple ในทันที
Qualcomm ระบุว่ารายได้ที่เกี่ยวข้องกับ Apple มีแนวโน้มลดลงเร็วกว่าที่คาด โดยมีรายงานว่าอาจลดลงประมาณ 50% จากไตรมาสกันยายนถึงไตรมาสธันวาคม บริษัทอธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดด้านอุปทาน ซึ่งจะทำให้สัดส่วนชิ้นส่วนที่ Qualcomm จัดหาให้ลดลง 1
โมเด็ม C1X ของ Apple และรุ่นต่อยอดที่คาดว่าจะใช้ชื่อ C2 สะท้อนทิศทางการลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์ภายนอก แต่รายงานที่ระบุว่า iPhone 18 Pro ในสหรัฐฯ จะยังใช้โมเด็ม Qualcomm ขณะที่รุ่นจำหน่ายต่างประเทศจะใช้ C2 ยังเป็นข้อมูลจากข่าวหลุด ไม่ใช่สเปกที่ Apple ยืนยันอย่างเป็นทางการ 6
รายงานคาดว่า iPhone 18 Pro จะใช้ชิป A20 Pro ที่ผลิตด้วยกระบวนการ 2 นาโนเมตรรุ่นแรกของ TSMC ซึ่งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน แต่ก็ทำให้ Apple ต้องรับความเสี่ยงจากต้นทุนซิลิคอนระดับแนวหน้าที่สูงขึ้น 14
ขณะเดียวกัน ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะยืนยันว่า Apple ได้จัดหาจอ OLED ที่ราคาถูกลงโดยเฉพาะเพื่อชดเชยต้นทุนดังกล่าว แนวคิดนี้อาจสอดคล้องกับตรรกะด้านการจัดซื้อ แต่ควรถือว่ายังไม่ได้รับการยืนยันจนกว่าจะมีข้อมูลจาก Apple ซัพพลายเออร์ หรือรายงานที่มีน้ำหนักมากกว่านี้
การขึ้นราคาของ Qualcomm ควรถูกมองว่าเป็นการปรับราคาเชิงป้องกันท่ามกลางเงินเฟ้อต้นทุนซัพพลายเชน มากกว่าจะเป็นการประกาศเพิ่มกำไรอย่างชัดเจน บริษัทอาจลดแรงกดดันต่อต้นทุนของตนเองได้บางส่วน แต่ภาระจะถูกส่งต่อไปยังผู้ผลิตมือถือ Android ในช่วงเวลาเดียวกับที่ Apple กำลังเดินหน้าใช้โมเด็มของตัวเองเพื่อลดการพึ่งพา Qualcomm
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Qualcomm ขึ้นราคาชิปในอัตราเปอร์เซ็นต์เลขสองหลักสำหรับสินค้าที่จัดส่งตั้งแต่ 1 กันยายน 2569 หลังแจ้งลูกค้าในเดือนกรกฎาคม
Qualcomm ขึ้นราคาชิปในอัตราเปอร์เซ็นต์เลขสองหลักสำหรับสินค้าที่จัดส่งตั้งแต่ 1 กันยายน 2569 หลังแจ้งลูกค้าในเดือนกรกฎาคม บริษัทไม่ได้เปิดเผยอัตราที่แน่นอน และข้อมูลที่มีสนับสนุนว่าเป็นการส่งต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในวงกว้าง ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการขึ้นราคาปลีกแบบเดียวกันทุกผลิตภัณฑ์หรือมุ่งเพิ่มอัตรากำไรโดยตรง [2]
ซีอีโอ Cristiano Amon กล่าวว่า Qualcomm ไม่สามารถแบกรับต้นทุนจากซัพพลายเออร์ที่สูงขึ้นได้อีก โดยต้นทุนดังกล่าวครอบคลุมการผลิตเวเฟอร์ การประกอบ การทดสอบ และแพ็กเกจขั้นสูง [2]