NASA ปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman สำเร็จเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2026 เวลา 7:26 น. หลังแยกตัวจากจรวด Roman จะเดินทางไปราว 1 ล้านไมล์ หรือ 1.5 ล้านกิโลเมตร เพื่อเข้าสู่วงโคจรแบบฮาโลรอบจุดลากร็องจ์ที่สองระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก หรือ L2 [1][3][4] กล้อง Wide Field Instrument ความละเอียด 300 ล้านพิกเซลให้ความค...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What happened during NASA’s $4.3 billion launch of the Nancy Grace Roman Space Telescope—including when, where, and aboard which rocket it l. Article summary: NASA’s Nancy Grace Roman Space Telescope launched successfully at 7:26 a.m.. Topic tags: general web, workflow, privacy, education, climate. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evide
NASA ส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman ขึ้นสู่อวกาศสำเร็จเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2026 เวลา 7:26 น. ตามชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (EDT) หรือ 18:26 น. ตามเวลาไทย จากฐานปล่อย Launch Complex 39A ภายในศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา โดยใช้จรวด Falcon Heavy ของ SpaceX 1
3
7
หลังทะยานขึ้น Roman แยกตัวออกจากส่วนบนของจรวดตามแผนเมื่อเวลา 7:57 น. EDT หรือประมาณ 31 นาทีหลังการปล่อย จากนั้นจะเริ่มขั้นตอนกางแผงโซลาร์เซลล์ ตรวจสอบระบบ และปรับเส้นทางระหว่างเดินทางสู่จุดหมาย
จุดหมายของมันคือวงโคจรแบบฮาโลรอบจุดลากร็องจ์ที่สองระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก หรือ Sun–Earth L2 ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 1 ล้านไมล์ (1.5 ล้านกิโลเมตร) หรือประมาณสี่เท่าของระยะทางไปดวงจันทร์ 1
3
4
6 บริเวณนี้เป็นตำแหน่งที่แรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์และโลกช่วยให้ยานรักษาตำแหน่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดมุมมองที่เหมาะกับการสังเกตจักรวาลอย่างต่อเนื่อง
จุดเด่นของ Roman ไม่ใช่การถ่ายภาพวัตถุชิ้นเดียวให้ละเอียดที่สุด แต่คือการกวาดสำรวจท้องฟ้าผืนใหญ่ด้วยความคมชัดสูง เปรียบได้กับการเปลี่ยนจากการดูภาพโคลสอัปเป็นการทำแผนที่ทั้งเมือง
เครื่องมือหลักอย่าง Wide Field Instrument (WFI) เป็นกล้องถ่ายภาพในช่วงแสงที่มองเห็นได้ถึงอินฟราเรดใกล้ ความละเอียด 300 ล้านพิกเซล ให้ความละเอียดเชิงมุมใกล้เคียงกับ Hubble แต่มีขอบเขตการมองเห็นกว้างกว่าประมาณ 100 เท่า 4 ภาพหนึ่งภาพจะครอบคลุมพื้นที่ท้องฟ้าใหญ่กว่าขนาดปรากฏของดวงจันทร์เต็มดวง และช่วยให้ Roman สำรวจพื้นที่มหาศาลได้เร็วกว่ากล้อง Hubble อย่างมาก
ข้อมูลจากการสำรวจขนาดใหญ่เหล่านี้จะช่วยให้นักดาราศาสตร์ติดตามซูเปอร์โนวาที่อยู่ไกลออกไป ทำแผนที่กาแล็กซีและดาวฤกษ์ วัดการกระจายตัวของสสาร และตรวจสอบปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงอ่อน ซึ่งเกิดจากแรงโน้มถ่วงของสสาร—รวมถึงสสารมืด—ที่บิดเบือนเส้นทางแสงจากวัตถุที่อยู่ไกลกว่า
Roman จะค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบด้วยวิธี gravitational microlensing หรือไมโครเลนส์ความโน้มถ่วง เมื่อดาวฤกษ์หรือระบบดาวเคราะห์เคลื่อนผ่านแนวหน้าของดาวที่อยู่ไกลกว่า แรงโน้มถ่วงของมันจะทำหน้าที่เสมือนเลนส์ขยายแสง ทำให้นักดาราศาสตร์ตรวจพบดาวเคราะห์ที่วิธีอื่นอาจมองไม่เห็น
เทคนิคนี้อาจเผยให้พบดาวเคราะห์เย็น ดาวเคราะห์ที่ลอยอิสระโดยไม่ได้โคจรรอบดาวฤกษ์ และดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดาวแม่มาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตรวจจับได้ยากด้วยวิธีวัดการเคลื่อนผ่านหน้าดาวหรือการส่ายของดาวฤกษ์ 4
6 NASA ระบุว่าการสำรวจเชิงสถิติของ Roman อาจช่วยค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบจำนวนมากและทำให้เข้าใจการก่อตัวของระบบดาวเคราะห์ได้ดีขึ้น
อีกเครื่องมือหนึ่งคือ Coronagraph Instrument ซึ่งเป็นภารกิจสาธิตเทคโนโลยี ระบบจะใช้หน้ากากและอุปกรณ์ควบคุมคลื่นแสงเพื่อลดแสงจ้าจากดาวฤกษ์ ทำให้มีโอกาสถ่ายภาพดาวเคราะห์ยักษ์บางดวงและจานฝุ่นที่ก่อตัวเป็นระบบดาวเคราะห์ได้โดยตรง 4 อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการสาธิตเทคโนโลยี ไม่ใช่การรับประกันว่าจะถ่ายภาพดาวเคราะห์คล้ายโลกได้
กล้องโทรทรรศน์ชั้นนำเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่แทนกัน แต่เสริมกันคนละด้าน
เมื่อนำข้อมูลจากภารกิจเหล่านี้มาเปรียบเทียบกัน นักวิทยาศาสตร์จะสามารถศึกษาระยะทางของซูเปอร์โนวา การกระจุกตัวของกาแล็กซี และเลนส์ความโน้มถ่วงอ่อน เพื่อตรวจสอบว่าการขยายตัวของเอกภพที่กำลังเร่งขึ้นเกิดจากพลังงานมืดจริงหรืออาจสะท้อนว่าเรายังต้องปรับปรุงความเข้าใจเรื่องแรงโน้มถ่วง
Roman มีกระจกหลักขนาด 7.9 ฟุต หรือ 2.4 เมตร ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับกระจกของ Hubble 10
11 กระจกชิ้นนี้เดิมจัดหาไว้จากโครงการดาวเทียมลาดตระเวนของสหรัฐฯ การนำมาใช้ช่วยให้ NASA ได้องค์ประกอบออปติกขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ โดยไม่ต้องเริ่มพัฒนากระจกชนิดเดียวกันใหม่ทั้งหมด
แม้กระจกจะมีขนาดเท่ากับ Hubble แต่เทคโนโลยีการผลิตทำให้กระจกของ Roman มีน้ำหนักน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของ Hubble โดยมีน้ำหนักราว 186 กิโลกรัม 21
NASA วางแผนภารกิจหลักไว้ 5 ปี และมีเป้าหมายให้ปฏิบัติการได้นานถึง 10 ปี 14 เอกสารทางเทคนิคยังระบุว่า Roman สามารถรองรับการเติมเชื้อเพลิงโดยหุ่นยนต์ระหว่างปฏิบัติภารกิจได้ ซึ่งในหลักการอาจช่วยยืดอายุการใช้งานด้วยการเติมเชื้อเพลิงขับดัน
18
อย่างไรก็ตาม ภารกิจซ่อมบำรุงหรือเติมเชื้อเพลิงในอนาคตยังเป็นเพียงศักยภาพทางเทคนิค ไม่ใช่โครงการที่ได้รับการอนุมัติหรือจัดสรรงบประมาณแล้ว จึงยังไม่ควรสรุปว่า Roman จะได้รับการเติมเชื้อเพลิงอย่างแน่นอน
กำหนดการปล่อยครั้งนี้เร็วกว่าแผนเดิมประมาณ 8–9 เดือน โดย NASA เคยระบุว่า Roman มีกำหนดพร้อมปล่อยเร็วขึ้นจากกรอบเดิมในปี 2027 5
6 หลักฐานที่เผยแพร่สนับสนุนข้อเท็จจริงเรื่องการเร่งกำหนดการ แต่ยังไม่ได้ชี้เหตุผลเดียวที่ยืนยันได้ว่าเหตุใดภารกิจจึงเสร็จเร็วขึ้น
คำอธิบายที่สอดคล้องกับข้อมูลมากที่สุดคือการบูรณาการระบบ การทดสอบ และกระบวนการเตรียมปล่อยดำเนินไปอย่างเป็นระบบหลังประกอบยานเสร็จแล้ว 5
6 ส่วนคำกล่าวที่ว่าโครงการ “ต่ำกว่างบประมาณ” ยังไม่มีหลักฐานอิสระที่หนักแน่นพอในข้อมูลชุดนี้ จึงควรแยกออกจากข้อเท็จจริงเรื่องการปล่อยได้เร็วกว่าแผน
Nancy Grace Roman (1925–2018) เป็นนักดาราศาสตร์หญิงคนสำคัญของ NASA และเป็นหัวหน้านักดาราศาสตร์คนแรกของหน่วยงาน เธอมีบทบาทผลักดันให้ NASA พัฒนาหอดูดาวอวกาศ จนได้รับการเรียกขานว่าเป็น “มารดาแห่ง Hubble” 3
13
15
การตั้งชื่อหอดูดาวเรือธงแห่งนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ Roman จึงไม่ได้เป็นเพียงการยกย่องบุคคล แต่ยังสะท้อนบทบาทของเธอในการวางรากฐานโครงการดาราศาสตร์อวกาศสมัยใหม่ และช่วยให้ผลงานของผู้หญิงในวงการดาราศาสตร์ที่เคยถูกกล่าวถึงน้อยกว่าที่ควรได้รับการจดจำมากขึ้น
ถ้อยคำที่แม่นยำกว่าคือ Roman เป็น กล้องโทรทรรศน์อวกาศเรือธงลำแรกของ NASA ที่ตั้งชื่อตามผู้หญิง ไม่ใช่กล้องโทรทรรศน์อวกาศลำแรกของ NASA ที่ตั้งชื่อตามผู้หญิง 13
15
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
NASA ปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman สำเร็จเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2026 เวลา 7:26 น.
NASA ปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman สำเร็จเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2026 เวลา 7:26 น. หลังแยกตัวจากจรวด Roman จะเดินทางไปราว 1 ล้านไมล์ หรือ 1.5 ล้านกิโลเมตร เพื่อเข้าสู่วงโคจรแบบฮาโลรอบจุดลากร็องจ์ที่สองระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก หรือ L2 [1][3][4]
กล้อง Wide Field Instrument ความละเอียด 300 ล้านพิกเซลให้ความคมชัดใกล้เคียง Hubble แต่ครอบคลุมพื้นที่ท้องฟ้าต่อภาพมากกว่าประมาณ 100 เท่า เหมาะกับการทำแผนที่จักรวาลขนาดใหญ่ [4][42][46]
NASA ปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman สำเร็จเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2026 เวลา 7:26 น. หลังแยกตัวจากจรวด Roman จะเดินทางไปราว 1 ล้านไมล์ หรือ 1.5 ล้านกิโลเมตร เพื่อเข้าสู่วงโคจรแบบฮาโลรอบจุดลากร็องจ์ที่สองระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก หรือ L2 [1][3][4] กล้อง Wide Field Instrument ความละเอียด 300 ล้านพิกเซลให้ความค...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What happened during NASA’s $4.3 billion launch of the Nancy Grace Roman Space Telescope—including when, where, and aboard which rocket it l. Article summary: NASA’s Nancy Grace Roman Space Telescope launched successfully at 7:26 a.m.. Topic tags: general web, workflow, privacy, education, climate. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evide
NASA ส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman ขึ้นสู่อวกาศสำเร็จเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2026 เวลา 7:26 น. ตามชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (EDT) หรือ 18:26 น. ตามเวลาไทย จากฐานปล่อย Launch Complex 39A ภายในศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา โดยใช้จรวด Falcon Heavy ของ SpaceX 1
3
7
หลังทะยานขึ้น Roman แยกตัวออกจากส่วนบนของจรวดตามแผนเมื่อเวลา 7:57 น. EDT หรือประมาณ 31 นาทีหลังการปล่อย จากนั้นจะเริ่มขั้นตอนกางแผงโซลาร์เซลล์ ตรวจสอบระบบ และปรับเส้นทางระหว่างเดินทางสู่จุดหมาย
จุดหมายของมันคือวงโคจรแบบฮาโลรอบจุดลากร็องจ์ที่สองระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก หรือ Sun–Earth L2 ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 1 ล้านไมล์ (1.5 ล้านกิโลเมตร) หรือประมาณสี่เท่าของระยะทางไปดวงจันทร์ 1
3
4
6 บริเวณนี้เป็นตำแหน่งที่แรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์และโลกช่วยให้ยานรักษาตำแหน่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดมุมมองที่เหมาะกับการสังเกตจักรวาลอย่างต่อเนื่อง
จุดเด่นของ Roman ไม่ใช่การถ่ายภาพวัตถุชิ้นเดียวให้ละเอียดที่สุด แต่คือการกวาดสำรวจท้องฟ้าผืนใหญ่ด้วยความคมชัดสูง เปรียบได้กับการเปลี่ยนจากการดูภาพโคลสอัปเป็นการทำแผนที่ทั้งเมือง
เครื่องมือหลักอย่าง Wide Field Instrument (WFI) เป็นกล้องถ่ายภาพในช่วงแสงที่มองเห็นได้ถึงอินฟราเรดใกล้ ความละเอียด 300 ล้านพิกเซล ให้ความละเอียดเชิงมุมใกล้เคียงกับ Hubble แต่มีขอบเขตการมองเห็นกว้างกว่าประมาณ 100 เท่า 4 ภาพหนึ่งภาพจะครอบคลุมพื้นที่ท้องฟ้าใหญ่กว่าขนาดปรากฏของดวงจันทร์เต็มดวง และช่วยให้ Roman สำรวจพื้นที่มหาศาลได้เร็วกว่ากล้อง Hubble อย่างมาก
ข้อมูลจากการสำรวจขนาดใหญ่เหล่านี้จะช่วยให้นักดาราศาสตร์ติดตามซูเปอร์โนวาที่อยู่ไกลออกไป ทำแผนที่กาแล็กซีและดาวฤกษ์ วัดการกระจายตัวของสสาร และตรวจสอบปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงอ่อน ซึ่งเกิดจากแรงโน้มถ่วงของสสาร—รวมถึงสสารมืด—ที่บิดเบือนเส้นทางแสงจากวัตถุที่อยู่ไกลกว่า
Roman จะค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบด้วยวิธี gravitational microlensing หรือไมโครเลนส์ความโน้มถ่วง เมื่อดาวฤกษ์หรือระบบดาวเคราะห์เคลื่อนผ่านแนวหน้าของดาวที่อยู่ไกลกว่า แรงโน้มถ่วงของมันจะทำหน้าที่เสมือนเลนส์ขยายแสง ทำให้นักดาราศาสตร์ตรวจพบดาวเคราะห์ที่วิธีอื่นอาจมองไม่เห็น
เทคนิคนี้อาจเผยให้พบดาวเคราะห์เย็น ดาวเคราะห์ที่ลอยอิสระโดยไม่ได้โคจรรอบดาวฤกษ์ และดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดาวแม่มาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตรวจจับได้ยากด้วยวิธีวัดการเคลื่อนผ่านหน้าดาวหรือการส่ายของดาวฤกษ์ 4
6 NASA ระบุว่าการสำรวจเชิงสถิติของ Roman อาจช่วยค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบจำนวนมากและทำให้เข้าใจการก่อตัวของระบบดาวเคราะห์ได้ดีขึ้น
อีกเครื่องมือหนึ่งคือ Coronagraph Instrument ซึ่งเป็นภารกิจสาธิตเทคโนโลยี ระบบจะใช้หน้ากากและอุปกรณ์ควบคุมคลื่นแสงเพื่อลดแสงจ้าจากดาวฤกษ์ ทำให้มีโอกาสถ่ายภาพดาวเคราะห์ยักษ์บางดวงและจานฝุ่นที่ก่อตัวเป็นระบบดาวเคราะห์ได้โดยตรง 4 อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการสาธิตเทคโนโลยี ไม่ใช่การรับประกันว่าจะถ่ายภาพดาวเคราะห์คล้ายโลกได้
กล้องโทรทรรศน์ชั้นนำเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่แทนกัน แต่เสริมกันคนละด้าน
เมื่อนำข้อมูลจากภารกิจเหล่านี้มาเปรียบเทียบกัน นักวิทยาศาสตร์จะสามารถศึกษาระยะทางของซูเปอร์โนวา การกระจุกตัวของกาแล็กซี และเลนส์ความโน้มถ่วงอ่อน เพื่อตรวจสอบว่าการขยายตัวของเอกภพที่กำลังเร่งขึ้นเกิดจากพลังงานมืดจริงหรืออาจสะท้อนว่าเรายังต้องปรับปรุงความเข้าใจเรื่องแรงโน้มถ่วง
Roman มีกระจกหลักขนาด 7.9 ฟุต หรือ 2.4 เมตร ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับกระจกของ Hubble 10
11 กระจกชิ้นนี้เดิมจัดหาไว้จากโครงการดาวเทียมลาดตระเวนของสหรัฐฯ การนำมาใช้ช่วยให้ NASA ได้องค์ประกอบออปติกขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ โดยไม่ต้องเริ่มพัฒนากระจกชนิดเดียวกันใหม่ทั้งหมด
แม้กระจกจะมีขนาดเท่ากับ Hubble แต่เทคโนโลยีการผลิตทำให้กระจกของ Roman มีน้ำหนักน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของ Hubble โดยมีน้ำหนักราว 186 กิโลกรัม 21
NASA วางแผนภารกิจหลักไว้ 5 ปี และมีเป้าหมายให้ปฏิบัติการได้นานถึง 10 ปี 14 เอกสารทางเทคนิคยังระบุว่า Roman สามารถรองรับการเติมเชื้อเพลิงโดยหุ่นยนต์ระหว่างปฏิบัติภารกิจได้ ซึ่งในหลักการอาจช่วยยืดอายุการใช้งานด้วยการเติมเชื้อเพลิงขับดัน
18
อย่างไรก็ตาม ภารกิจซ่อมบำรุงหรือเติมเชื้อเพลิงในอนาคตยังเป็นเพียงศักยภาพทางเทคนิค ไม่ใช่โครงการที่ได้รับการอนุมัติหรือจัดสรรงบประมาณแล้ว จึงยังไม่ควรสรุปว่า Roman จะได้รับการเติมเชื้อเพลิงอย่างแน่นอน
กำหนดการปล่อยครั้งนี้เร็วกว่าแผนเดิมประมาณ 8–9 เดือน โดย NASA เคยระบุว่า Roman มีกำหนดพร้อมปล่อยเร็วขึ้นจากกรอบเดิมในปี 2027 5
6 หลักฐานที่เผยแพร่สนับสนุนข้อเท็จจริงเรื่องการเร่งกำหนดการ แต่ยังไม่ได้ชี้เหตุผลเดียวที่ยืนยันได้ว่าเหตุใดภารกิจจึงเสร็จเร็วขึ้น
คำอธิบายที่สอดคล้องกับข้อมูลมากที่สุดคือการบูรณาการระบบ การทดสอบ และกระบวนการเตรียมปล่อยดำเนินไปอย่างเป็นระบบหลังประกอบยานเสร็จแล้ว 5
6 ส่วนคำกล่าวที่ว่าโครงการ “ต่ำกว่างบประมาณ” ยังไม่มีหลักฐานอิสระที่หนักแน่นพอในข้อมูลชุดนี้ จึงควรแยกออกจากข้อเท็จจริงเรื่องการปล่อยได้เร็วกว่าแผน
Nancy Grace Roman (1925–2018) เป็นนักดาราศาสตร์หญิงคนสำคัญของ NASA และเป็นหัวหน้านักดาราศาสตร์คนแรกของหน่วยงาน เธอมีบทบาทผลักดันให้ NASA พัฒนาหอดูดาวอวกาศ จนได้รับการเรียกขานว่าเป็น “มารดาแห่ง Hubble” 3
13
15
การตั้งชื่อหอดูดาวเรือธงแห่งนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ Roman จึงไม่ได้เป็นเพียงการยกย่องบุคคล แต่ยังสะท้อนบทบาทของเธอในการวางรากฐานโครงการดาราศาสตร์อวกาศสมัยใหม่ และช่วยให้ผลงานของผู้หญิงในวงการดาราศาสตร์ที่เคยถูกกล่าวถึงน้อยกว่าที่ควรได้รับการจดจำมากขึ้น
ถ้อยคำที่แม่นยำกว่าคือ Roman เป็น กล้องโทรทรรศน์อวกาศเรือธงลำแรกของ NASA ที่ตั้งชื่อตามผู้หญิง ไม่ใช่กล้องโทรทรรศน์อวกาศลำแรกของ NASA ที่ตั้งชื่อตามผู้หญิง 13
15
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
NASA ปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman สำเร็จเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2026 เวลา 7:26 น.
NASA ปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman สำเร็จเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2026 เวลา 7:26 น. หลังแยกตัวจากจรวด Roman จะเดินทางไปราว 1 ล้านไมล์ หรือ 1.5 ล้านกิโลเมตร เพื่อเข้าสู่วงโคจรแบบฮาโลรอบจุดลากร็องจ์ที่สองระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก หรือ L2 [1][3][4]
กล้อง Wide Field Instrument ความละเอียด 300 ล้านพิกเซลให้ความคมชัดใกล้เคียง Hubble แต่ครอบคลุมพื้นที่ท้องฟ้าต่อภาพมากกว่าประมาณ 100 เท่า เหมาะกับการทำแผนที่จักรวาลขนาดใหญ่ [4][42][46]