ไอซ์แลนด์ลงประชามติเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2026 และปฏิเสธการเปิดการเจรจาเข้าร่วมสหภาพยุโรปอีกครั้ง โดยฝ่ายไม่เห็นด้วยได้ 52.8% ขณะที่ฝ่ายเห็นด้วยได้ 47.2% และมีผู้มาใช้สิทธิ 82.5% [3] ฝ่ายคัดค้านชูประเด็นการรักษาสิทธิในน่านน้ำประมง อธิปไตย และอำนาจกำหนดนโยบายของประเทศ ประชามติครั้งนี้ไม่ได้ตัดสินว่าไอซ์แลนด์จะเข้าร่ว...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did Iceland’s referendum on whether to resume negotiations to join the European Union decide, what were the final results and political. Article summary: Icelanders rejected reopening EU accession negotiations: 52.8% voted “no” and 47.2% “yes” in the August 29 referendum. The result keeps accession talks frozen and is a political setback for Prime Minister Kristrún Frosta. Topic tags: general, news, general web, government. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with
ไอซ์แลนด์ปฏิเสธการเปิดการเจรจาเข้าร่วมสหภาพยุโรป (EU) อีกครั้ง ในประชามติเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2026 โดยผู้ลงคะแนน 52.8% เลือก “ไม่เห็นด้วย” และ 47.2% เลือก “เห็นด้วย” ขณะที่มีผู้มาใช้สิทธิ 82.5% 3
อย่างไรก็ตาม ผลครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าไอซ์แลนด์ลงมติไม่เข้าร่วมอียูโดยตรง ในบัตรลงคะแนน ประชาชนถูกถามเพียงว่าจะอนุญาตให้รัฐบาลกลับไปเจรจากับอียูหรือไม่ หากผลออกมาเป็น “เห็นด้วย” ก็จะเป็นเพียงการเปิดทางให้เริ่มการเจรจา และข้อตกลงเข้าร่วมอียูในอนาคตยังต้องผ่านประชามติครั้งที่สอง 2
3
คำถามในบัตรลงคะแนนคือ ไอซ์แลนด์ควรกลับมาเปิดการเจรจาเข้าร่วมสหภาพยุโรปหรือไม่ การลงคะแนน “เห็นด้วย” จะทำให้รัฐบาลสามารถกลับไปหารือกับกรุงบรัสเซลส์ได้ แต่ไม่ได้ผูกมัดประเทศให้ต้องเข้าร่วมอียูในท้ายที่สุด 2
13
กระบวนการเจรจาจะครอบคลุมหลายประเด็น ตั้งแต่นโยบายเศรษฐกิจ สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการประมงและอำนาจอธิปไตย ก่อนที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจอีกครั้งต่อข้อตกลงสมาชิกภาพฉบับสมบูรณ์ 2
13
เมื่อฝ่าย “ไม่เห็นด้วย” เป็นผู้ชนะ รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีคริสตรุน ฟรอสตาดอตตีร์จึงประกาศว่าจะไม่เดินหน้าการเจรจา และจะมุ่งกระชับความสัมพันธ์กับยุโรปผ่านเขตเศรษฐกิจยุโรป หรือ EEA ต่อไป 9
ประเด็นที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือการประมง กฎของอียูกำหนดโควตาประมงโดยอิงจากรูปแบบการทำประมงในอดีต ทำให้ฝ่ายคัดค้านกังวลว่าไอซ์แลนด์อาจสูญเสียอำนาจควบคุมการเข้าถึงน่านน้ำและการจัดสรรโควตาบางส่วน 3
สำหรับประเทศเกาะในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทรัพยากรทางทะเลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจหรือกฎระเบียบ หากยังเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องเอกราชและอัตลักษณ์ของชาติด้วย ฝ่าย “ไม่เห็นด้วย” จึงนำเสนอประเด็นนี้ในฐานะคำถามเรื่องอธิปไตย มากกว่าจะเป็นเพียงข้อพิพาทด้านนโยบายประมง 4
7
ฝ่ายคัดค้านยังย้ำว่า การอยู่กับยุโรปไม่ได้แปลว่าต้องเป็นสมาชิกอียู ปัจจุบันไอซ์แลนด์เข้าถึงตลาดเดียวของอียูผ่าน EEA ซึ่งเปิดทางให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ เงินทุน และผู้คนในกรอบที่กว้างขวาง อีกทั้งยังอยู่ในเขตเชงเกนที่เอื้อต่อการเดินทางโดยไม่ต้องตรวจพรมแดนภายในระหว่างประเทศสมาชิกและประเทศที่เข้าร่วม 6
8
ด้วยเหตุนี้ ฝ่าย “ไม่เห็นด้วย” จึงมองว่าการรักษาสถานะเดิมให้ประโยชน์หลายด้าน ทั้งการเชื่อมโยงกับตลาดยุโรปและการเดินทางข้ามพรมแดน ขณะเดียวกันก็ยังรักษาอำนาจตัดสินใจของประเทศ โดยเฉพาะด้านประมงไว้ได้ การกลับไปเปิดการเจรจาจึงถูกมองว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยยังไม่มีหลักประกันว่าจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่า 2
4
ฝ่าย “เห็นด้วย” มองว่าการผนวกรวมกับยุโรปที่ลึกขึ้นอาจช่วยรับมือกับจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไอซ์แลนด์ โดยเฉพาะค่าเงินโครนาไอซ์แลนด์ที่ผันผวน อัตราดอกเบี้ยสูง เงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น 6
7
ผู้สนับสนุนยังเชื่อมโยงการเข้าร่วมอียูเข้ากับความเป็นไปได้ในการใช้เงินยูโร ซึ่งอาจช่วยสร้างเสถียรภาพด้านค่าเงินและลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจได้ แต่ประเด็นเหล่านี้เป็นข้อเสนอและความคาดหวังของฝ่ายสนับสนุน ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกันจากการเปิดเจรจา
การลงคะแนนครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและอาร์กติก หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความสนใจซ้ำ ๆ ต่อการควบคุมกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนใกล้เคียง และมีถ้อยแถลงบางช่วงที่ทำให้เกิดความสับสนระหว่างกรีนแลนด์กับไอซ์แลนด์ ประเด็นดังกล่าวทำให้คำถามเรื่องจุดยืนระหว่างประเทศของไอซ์แลนด์ถูกจับตามากขึ้น 3
6
7
ฝ่ายสนับสนุนจึงมองว่า การมีความสัมพันธ์เชิงสถาบันกับยุโรปที่แน่นแฟ้นกว่าเดิมอาจช่วยให้ไอซ์แลนด์มีหลักยึดทางการเมืองมากขึ้นในภูมิภาคที่ไม่แน่นอน 3
6
7 แต่ข้อโต้แย้งนี้เป็นเรื่องยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่คำมั่นว่าจะเกิดพันธมิตรทางทหารใหม่ เพราะไอซ์แลนด์เป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) อยู่แล้ว และมีความร่วมมือกับยุโรปผ่าน EEA และเชงเกนในปัจจุบัน
6
ไอซ์แลนด์ยื่นใบสมัครเข้าร่วมอียูในปี 2009 หลังเกิดวิกฤตธนาคารและการเงินในประเทศ การเจรจาเริ่มต้นในปี 2010 แต่ถูกระงับหลังรัฐบาลเปลี่ยนขั้วในปี 2013 และยุติลงอย่างเป็นทางการในปี 2015
ประชามติปี 2026 เป็นความพยายามของรัฐบาลฟรอสตาดอตตีร์และพรรคร่วมรัฐบาลที่จะนำคำถามดังกล่าวกลับมาพิจารณาอีกครั้ง หากประชาชนลงคะแนน “เห็นด้วย” รัฐบาลจะมีอำนาจกลับไปเจรจาเงื่อนไขต่าง ๆ รวมถึงมาตรการคุ้มครองผลประโยชน์ด้านประมงและอธิปไตย ก่อนนำข้อตกลงสุดท้ายกลับมาให้ประชาชนตัดสินใจ 1
2
แต่ผล “ไม่เห็นด้วย” ได้ปิดเส้นทางดังกล่าวลงในเวลานี้ ทำให้กระบวนการเข้าร่วมอียูยังคงถูกแช่แข็งต่อไป
ผลประชามติถือเป็นความพ่ายแพ้ของรัฐบาลที่มีแนวนโยบายสนับสนุนยุโรปของฟรอสตาดอตตีร์ และเป็นชัยชนะของกลุ่มการเมืองกับผู้ลงคะแนนที่ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมประมง เอกราช และการควบคุมโดยชาติไอซ์แลนด์เอง 3
4
ส่วนต่างคะแนนไม่มากนัก สะท้อนว่าประเด็นความสัมพันธ์กับอียูยังแบ่งสังคมไอซ์แลนด์อย่างสูสี แต่คะแนนดังกล่าวก็มากพอที่จะทำให้รัฐบาลไม่มีอาณัติเปิดการเจรจาอีกครั้ง 3
4
ในทางปฏิบัติ ไอซ์แลนด์จะยังคงเชื่อมโยงกับยุโรปอย่างใกล้ชิดผ่าน EEA และเชงเกน โดยไม่เป็นสมาชิกอียู ประเทศจึงยังคงเข้าถึงตลาดยุโรปและการเดินทางข้ามพรมแดนในหลายด้าน ขณะเดียวกันก็รักษาอำนาจควบคุมนโยบายสำคัญไว้ได้ 6
9
ดังนั้น ผลประชามติไม่ได้ยุติการถกเถียงเรื่องอียูอย่างถาวร แต่เลื่อนคำถามว่าไอซ์แลนด์ควรรักษาสมดุลระหว่างการเชื่อมโยงกับยุโรปและการคงอำนาจอธิปไตยไว้มากน้อยเพียงใดออกไปก่อน
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ไอซ์แลนด์ลงประชามติเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2026 และปฏิเสธการเปิดการเจรจาเข้าร่วมสหภาพยุโรปอีกครั้ง โดยฝ่ายไม่เห็นด้วยได้ 52.8% ขณะที่ฝ่ายเห็นด้วยได้ 47.2% และมีผู้มาใช้สิทธิ 82.5% [3]
ไอซ์แลนด์ลงประชามติเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2026 และปฏิเสธการเปิดการเจรจาเข้าร่วมสหภาพยุโรปอีกครั้ง โดยฝ่ายไม่เห็นด้วยได้ 52.8% ขณะที่ฝ่ายเห็นด้วยได้ 47.2% และมีผู้มาใช้สิทธิ 82.5% [3] ฝ่ายคัดค้านชูประเด็นการรักษาสิทธิในน่านน้ำประมง อธิปไตย และอำนาจกำหนดนโยบายของประเทศ
ประชามติครั้งนี้ไม่ได้ตัดสินว่าไอซ์แลนด์จะเข้าร่วมอียูหรือไม่ แต่เป็นการตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้รัฐบาลกลับไปเจรจาหรือไม่ โดยข้อตกลงเข้าร่วมใด ๆ จะต้องผ่านประชามติอีกครั้ง