ฤดูร้อนปี 2026 ทำให้ยุโรปเผชิญภัยแล้งและคลื่นความร้อนที่ไม่ได้กระทบเพียงการเกษตรหรือแม่น้ำเท่านั้น แต่ลุกลามเป็นวิกฤตเชื่อมโยงทั้งระบบ น้ำที่ลดลงและมีอุณหภูมิสูงทำให้ปลาและพื้นที่ชุ่มน้ำเสียหาย ขณะเดียวกันก็จำกัดการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าพลังความร้อน และเขื่อนพลังน้ำ ในช่วงเดียวกับที่ผู้คนใช้ไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศมากขึ้น
1
7
บ่อปลาแห้ง ปลาตาย และระบบนิเวศเสื่อมโทรม
ฮังการีได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำขาดแคลนและความร้อนต่อเนื่อง บ่อเลี้ยงปลารวม 1,588 เฮกตาร์แห้งขอด ส่งผลให้ปลาตายเกือบ 280 ตันในฟาร์ม 20 แห่ง ความเสียหายด้านรายได้ถูกประเมินไว้ที่ราว 1.3 พันล้านฟอรินต์ หรือประมาณ 4.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
10
11
เมื่อน้ำในแม่น้ำและบ่อลดระดับลง น้ำจะอุ่นขึ้นและมีออกซิเจนละลายน้อยลง อีกทั้งมลพิษจะมีความเข้มข้นมากขึ้น สภาพดังกล่าวยังเอื้อต่อการขยายตัวของพืชบางชนิด เช่น แห้วน้ำ ซึ่งอาจปกคลุมผิวน้ำและยิ่งลดออกซิเจนในระบบนิเวศ ที่ทะเลสาบปริสตาวาในสโลวีเนีย สภาพน้ำเช่นนี้นำไปสู่ปลาตายจำนวนมาก แม้จะมีการสูบน้ำฉุกเฉินเข้าช่วยเหลือแล้วก็ตาม
7
8
ฟาร์มปลาต้องเลือกระหว่าง “ระบายบ่อ” กับ “รักษาฝูงปลา”
สำหรับผู้เพาะเลี้ยงปลา ภัยแล้งสร้างปัญหาเฉพาะหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางรายต้องจับปลาหรือระบายน้ำออกก่อนกำหนดเพื่อรักษาปลาที่เหลือ บางรายต้องหยุดให้อาหารเมื่อปลาไม่สามารถอยู่รอดหรือเติบโตได้ และต้องรับภาระความเสียหายซ้ำ ๆ ซึ่งบั่นทอนความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของการเลี้ยงปลาในบ่อ
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด ในสโลวีเนีย ภัยแล้งและระดับออกซิเจนในน้ำที่ลดลงเคยทำให้ฟาร์มปลาเทราต์ต้องปิดบ่อบางส่วนมาแล้วในปี 2021 และ 2022
2
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ไม่ได้ปลอดภัยจากวิกฤตน้ำ
โรงไฟฟ้าที่ต้องใช้น้ำหล่อเย็นเผชิญข้อจำกัดสองด้านพร้อมกัน คือปริมาณน้ำในแม่น้ำไม่เพียงพอ และกฎสิ่งแวดล้อมที่จำกัดการปล่อยน้ำอุ่นกลับสู่แม่น้ำ ฝรั่งเศส โรมาเนีย และฮังการีจึงต้องลดกำลังการผลิตนิวเคลียร์ในช่วงคลื่นความร้อน
3
6
ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบที่ลดลงมากยังทำให้ระบบนิวเคลียร์ของโรมาเนียและฮังการีเข้าใกล้ภาวะต้องหยุดเดินเครื่อง หรือเผชิญเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การหยุดเครื่องโดยสิ้นเชิง
3
6 โรงไฟฟ้าพักส์ของฮังการีหลีกเลี่ยงการปิดทั้งหมดได้หลังมีการปรับสภาพทางวิศวกรรมของแม่น้ำเพื่อรักษาระดับน้ำบริเวณจุดรับน้ำให้เพียงพอ กรณีนี้สะท้อนว่างานโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อาจช่วยซื้อเวลาได้ แต่ไม่ได้ขจัดความเสี่ยงพื้นฐานจากสภาพอากาศและน้ำที่เปลี่ยนแปลง
2
ทำไมค่าไฟจึงมีแรงกดดันสูงขึ้น
ความร้อนจัดทำให้การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากเครื่องปรับอากาศ ขณะเดียวกันภัยแล้งกลับลดกำลังผลิตจากแหล่งพลังงานที่พึ่งพาน้ำ และทำให้การขนส่งเชื้อเพลิงทางแม่น้ำที่มีระดับน้ำต่ำทำได้ยากขึ้น เมื่ออุปทานตึงตัว ค่าไฟจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเย็นที่ความต้องการยังสูงแต่การผลิตจากแสงอาทิตย์เริ่มลดลง
12
15
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานสหภาพยุโรประบุว่าระบบไฟฟ้ายังมีเสถียรภาพและยังไม่พบความเสี่ยงด้านกำลังผลิตสำรองในระยะสั้น แม้คาดว่าสถานการณ์จะยังตึงตัวในสัปดาห์ถัดไป การประสานงานข้ามพรมแดนและตลาดไฟฟ้าเดียวของยุโรปช่วยให้สามารถส่งไฟฟ้าไปยังพื้นที่ที่ต้องการมากที่สุดได้
1
พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยได้ แต่ยังไม่พอสำหรับช่วงค่ำ
พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อโครงข่ายไฟฟ้าในช่วงกลางวัน เมื่อท้องฟ้าแจ่มใส การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ในวันที่เกิดคลื่นความร้อนเพิ่มขึ้นสูงสุด 17% ในประเทศอย่างฝรั่งเศสและฮังการี
5
7
ข้อจำกัดคือช่วงเวลาการผลิต พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยได้ดีในชั่วโมงที่มีแดด แต่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้าหลังพระอาทิตย์ตกได้โดยตรง หากไม่มีแบตเตอรี่ ระบบบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า สายส่งเชื่อมโยงระหว่างประเทศ หรือแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำที่สามารถสั่งจ่ายไฟได้ตามต้องการ
บทเรียนเชิงนโยบาย: ความมั่นคงทางพลังงานต้องเริ่มจากความมั่นคงทางน้ำ
เหตุการณ์ฤดูร้อนปีนี้ชี้ให้เห็นว่าแผนรับมือพลังงานไม่อาจแยกขาดจากการจัดการน้ำได้อีกต่อไป แนวทางสำคัญ ได้แก่
- วางแผนรับมือภัยแล้งในระดับลุ่มน้ำ
- ปกป้องและฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ รวมถึงระบบกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ
- กำหนดหลักเกณฑ์ที่โปร่งใสสำหรับจัดสรรน้ำระหว่างระบบนิเวศ เกษตรกร ครัวเรือน และโรงไฟฟ้า
- ปรับปรุงระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้าให้รับมือกับอากาศร้อนและระดับน้ำต่ำได้ดีขึ้น
- ลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้ไฟฟ้าโซลาร์ช่วงกลางวันนำมาใช้ในช่วงค่ำได้
หลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนความจำเป็นของการประสานงานที่เข้มแข็งขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันข้อกล่าวอ้างทางกฎหมายอย่างเฉพาะเจาะจงว่า ยุโรปไม่มีนโยบายจัดการภาวะขาดแคลนน้ำที่เป็นหนึ่งเดียวและมีผลผูกพันร่วมกัน