คำเรียกร้องของมิคาอิโล เฟโดรอฟเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 ให้สร้างช่องทางจัดการเลือกตั้งที่ “ชอบด้วยกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นจริงได้” เปลี่ยนข้อพิพาทหลังการปลดเขาจากรัฐมนตรีกลาโหมให้กลายเป็นความท้าทายภายในครั้งใหญ่ที่สุด... เฟโดรอฟกล่าวหาว่ายูเครนกำลังเผชิญ “วิกฤตเชิงระบบด้านธรรมาภิบาล” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทุจริต ระบบร...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What led 35-year-old Mykhailo Fedorov—formerly one of President Volodymyr Zelensky’s closest allies, a 2019 campaign team member and archite. Article summary: Fedorov’s challenge emerged from a political rupture over wartime management: he turned a technocratic reform agenda—especially faster drone procurement, digitalized oversight, and battlefield-performance reviews—into a . Topic tags: general, news, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers
การแตกหักระหว่างมิคาอิโล เฟโดรอฟกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ไม่ได้เป็นเพียงผลพวงจากการปรับคณะรัฐมนตรีเท่านั้น หลังถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม อดีตผู้ผลักดันการปฏิรูปดิจิทัลรายนี้เผยแพร่วิดีโอแถลงความยาวราว 9 นาที เพื่อโจมตีความชอบธรรมของรัฐบาลในช่วงสงครามและเรียกร้องให้หาทางกลับไปสู่การเลือกตั้งระดับชาติ นั่นทำให้เขากลายเป็นผู้ท้าชิงอำนาจภายในที่โดดเด่นที่สุดของเซเลนสกีนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากการรุกรานเต็มรูปแบบ 3
4
ใจกลางของความขัดแย้งมีอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ วิธีที่ยูเครนบริหารสงคราม ประสิทธิภาพของระบบการเมือง และคำถามว่าประชาชนควรได้กลับไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อใด
เฟโดรอฟเป็นบุคคลที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับนโยบายปรับประเทศให้เป็นดิจิทัลของยูเครน ข้อมูลจากฝ่ายประธานาธิบดีระบุว่าเขามีบทบาทในการเปลี่ยนบริการและกระบวนการภาครัฐให้เป็นดิจิทัล รวมถึงทำงานเกี่ยวกับโครงการโดรนของประเทศ ก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม 18 การสื่อสารของรัฐบาลยังนำเสนอว่าเขารับผิดชอบการวางแผนความต้องการด้านอาวุธและโดรน การเสริมระบบป้องกันภัยทางอากาศ และการจัดหาโดรนสกัดกั้น
17
ประวัติดังกล่าวทำให้เฟโดรอฟมีภาพลักษณ์ทางการเมืองที่แตกต่างจากรัฐมนตรีกลาโหมแบบเดิม เขาถูกมองว่าเป็นนักปฏิรูปสายเทคโนโลยีที่เข้ามารับผิดชอบหนึ่งในสถาบันรัฐที่ยากที่สุดในช่วงสงคราม รายงานเกี่ยวกับการปลดเขาระบุว่าเขาได้รับความนิยมและมีแนวคิดปฏิรูป ขณะที่การตัดสินใจดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงในกรุงเคียฟและเมืองอื่น ๆ เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปภาคกลาโหมและให้เขากลับมารับตำแหน่ง 2
16
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวที่มีอยู่ยังไม่ได้ยืนยันรายละเอียดทุกประเด็นเกี่ยวกับข้อขัดแย้งภายในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจสอบผลงานในสนามรบ หรือความสัมพันธ์กับผู้บัญชาการทหาร สิ่งที่ยืนยันได้คือ ลำดับเหตุการณ์ทางการเมืองในภาพรวม: เฟโดรอฟถูกปลด ตามมาด้วยการประท้วง การแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่ง และการที่เขาออกมาเรียกร้องต่อประชาชนยูเครนโดยตรง 1
2
10
ในคำแถลงเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม เฟโดรอฟกล่าวว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่ที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งหรือตำแหน่งของเขาเอง เขาอธิบายว่ายูเครนกำลังเผชิญ “วิกฤตเชิงระบบด้านธรรมาภิบาล” โดยเชื่อมโยงปัญหานี้กับการทุจริต ระบบราชการที่ขัดขวางการทำงาน ความไม่ไว้วางใจของประชาชน และการที่นวัตกรรมถูกนำมาใช้ไม่รวดเร็วพอ 5
12
15
เขายังเสนอภาพว่าสถานการณ์ทางทหารของประเทศกำลังแย่ลง และเรียกร้องให้การตัดสินใจด้านกลาโหมมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้มากขึ้น ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นจุดยืนทางการเมืองของอดีตรัฐมนตรี ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการวินิจฉัยโดยศาลหรือได้รับการยืนยันจากการสอบสวนอย่างเป็นทางการที่เสร็จสิ้นแล้ว
พลังของการท้าทายครั้งนี้อยู่ที่การยกระดับข้อพิพาทด้านการบริหารให้กลายเป็นคำฟ้องทางการเมืองในวงกว้าง ข้อความของเฟโดรอฟสื่อว่า ความยากลำบากของยูเครนในช่วงสงครามไม่ได้เกิดจากสถานการณ์ในสนามรบหรือแรงกดดันจากรัสเซียเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับวิธีที่อำนาจและทรัพยากรสาธารณะถูกบริหารจากกรุงเคียฟด้วย
ข้อเรียกร้องที่มีนัยสำคัญที่สุดของเฟโดรอฟคือการให้ยูเครนหา “กลไกที่ชอบด้วยกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นจริงได้” เพื่อฟื้นกระบวนการประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบในช่วงสงคราม เขากล่าวว่า “ประชาธิปไตยไม่ควรถูกจับเป็นตัวประกันโดยรัสเซีย” และนำเสนอการเลือกตั้งว่าเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่ยูเครนกำลังต่อสู้เพื่อปกป้อง 4
7
ข้อเรียกร้องนี้ปะทะโดยตรงกับกรอบกฎหมายในช่วงสงครามของยูเครน ประเทศจัดการเลือกตั้งระดับชาติครั้งล่าสุดในปี 2019 และอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากการรุกรานเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ขณะที่กฎหมายยูเครนห้ามจัดการเลือกตั้งระหว่างที่กฎอัยการศึกยังมีผลบังคับใช้
แม้จะแก้ไขกฎหมายได้ การจัดการเลือกตั้งยังมีคำถามในทางปฏิบัติอีกมาก เช่น จะรักษาความปลอดภัยของหน่วยเลือกตั้งท่ามกลางการโจมตีของรัสเซียอย่างไร ทหารและผู้พลัดถิ่นจะใช้สิทธิได้อย่างไร ชาวยูเครนที่อาศัยอยู่ต่างประเทศจะลงคะแนนอย่างไร และรัฐจะจัดการกับพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซียอย่างไร
ด้วยเหตุนี้ การถกเถียงเรื่องการเลือกตั้งจึงขยายตัวไปไกลกว่าอนาคตทางการเมืองส่วนตัวของเฟโดรอฟ มันกลายเป็นคำถามพื้นฐานว่า ในระหว่างการรุกรานที่ยังดำเนินอยู่ ยูเครนควรสร้างสมดุลระหว่างความรับผิดรับชอบต่อประชาชนกับความจำเป็นด้านความมั่นคงอย่างไร
เซเลนสกีปฏิเสธแนวคิดจัดการเลือกตั้งขณะที่การสู้รบยังดำเนินอยู่ ในคำกล่าวที่มีการรายงานเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม เขาระบุว่าการเลือกตั้งในช่วงสงครามอาจ “ทำลาย” ประเทศด้วยการแบ่งแยกชาวยูเครน และเปรียบการเลือกตั้งภายใต้เงื่อนไขปัจจุบันว่าอาจเป็น “สึนามิ” ทางการเมือง
จุดยืนของประธานาธิบดีคือ ยูเครนควรมุ่งยุติสงครามและรักษาประเทศให้เป็นรัฐเอกราชและมีอธิปไตย ก่อนจัดการแข่งขันทางการเมืองระดับชาติ ขณะเดียวกัน ตามรายงานของ Reuters เขากล่าวว่าอาจพร้อมจัดการเลือกตั้ง หากพันธมิตรของยูเครนสามารถช่วยรับประกันความปลอดภัยของการลงคะแนนได้
ข้อเรียกร้องของเฟโดรอฟจึงทำให้เซเลนสกีตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก การปฏิเสธการเลือกตั้งช่วยรักษากรอบการบริหารในช่วงสงคราม แต่เปิดช่องให้ถูกกล่าวหาว่าเลื่อนการฟื้นฟูประชาธิปไตยออกไปอย่างไม่มีกำหนด ส่วนการยอมรับข้อเรียกร้องจะสร้างความเสี่ยงครั้งใหญ่ทั้งด้านความปลอดภัย กฎหมาย และการบริหาร ในขณะที่การโจมตีของรัสเซียยังดำเนินต่อไป
การประท้วงหลังการปลดเฟโดรอฟแสดงให้เห็นว่าเขามีผู้สนับสนุน และความไม่พอใจต่อการบริหารภาคกลาโหมและปัญหาทุจริตมีอยู่จริง แต่รายงานเกี่ยวกับการรณรงค์เรื่องการเลือกตั้งของเขาระบุว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่มีความเสี่ยงทางการเมือง และยังไม่สามารถสร้างฉันทามติระดับชาติที่ชัดเจนว่าควรจัดการเลือกตั้งทันที 2
3
ผลสำรวจที่มีอยู่สะท้อนภาพ 2 ด้านพร้อมกัน ชาวยูเครนจำนวนมากต้องการเห็นการปรับเปลี่ยนรัฐบาล แต่ผลสำรวจหลายชุดก็ชี้อย่างต่อเนื่องว่า คนส่วนใหญ่ต้องการให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นหลังสงครามยุติ มากกว่าระหว่างที่การสู้รบยังดำเนินอยู่
อย่างไรก็ดี เฟโดรอฟดูเหมือนจะมีความน่าเชื่อถือส่วนตัวในระดับสูง ผลสำรวจที่จัดทำช่วงปลายเดือนกรกฎาคมโดยสถาบันสังคมวิทยานานาชาติเคียฟพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามไว้วางใจอดีตผู้บัญชาการทหาร วาเลรี ซาลุจนี 66% เฟโดรอฟ 63% และเซเลนสกี 56% ตัวเลขเหล่านี้วัดระดับความไว้วางใจ ไม่ใช่ผลการเลือกตั้งหรือสัดส่วนคะแนนเสียงที่รับประกันได้
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ ผลสำรวจบ่งชี้ว่าเฟโดรอฟอาจกลายเป็นบุคคลทางการเมืองที่จริงจังได้ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเขามีเสียงข้างมากแล้ว หรือชาวยูเครนต้องการเลือกตั้งภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน
ข้อพิพาทเรื่องการเลือกตั้งเกิดขึ้นพร้อมกับการที่หน่วยงานต่อต้านการทุจริตของยูเครนประกาศปฏิบัติการพิเศษต่อองค์กรอาชญากรรมที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับสมาชิกรัฐสภาในปัจจุบันและอดีต รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสำนักงานประธานาธิบดี รายงานระบุว่าการสอบสวนเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาฟอกเงิน 150 ล้านฮรีฟเนีย
นอกจากนี้ เฟโดรอฟยังถูกคณะกรรมาธิการสอบสวนชั่วคราวของรัฐสภาเรียกเข้าชี้แจงในการพิจารณาวันที่ 31 สิงหาคม เกี่ยวกับ “ปฏิบัติการไมดาส” คณะกรรมาธิการระบุว่าต้องการคำตอบเรื่องความเป็นไปได้ของการละเมิดมาตรการต่อต้านการทุจริต การใช้เงินสาธารณะ และทรัพย์สินของรัฐในช่วงกฎอัยการศึก การถูกเรียกชี้แจงเป็นขั้นตอนของการสอบสวนหรือการทำงานของรัฐสภา ไม่ใช่คำตัดสินว่ามีความผิด
กรณีดังกล่าวยังทำให้ความสนใจพุ่งไปที่อิรินา มุดรา อดีตรองหัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดี รายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนค้นบ้านของเธอ และต่อมาเซเลนสกีมีคำสั่งปลดเธอ แม้รายงานที่ถูกอ้างถึงจะไม่ได้ระบุเหตุผลอย่างเป็นทางการของการปลด
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ข้อกล่าวหาของเฟโดรอฟมีฉากหลังทางการเมืองที่ทรงพลังขึ้น แต่ไม่ควรนำเรื่องต่าง ๆ มาปะปนกัน การมีการสอบสวนต่อต้านการทุจริตไม่ได้พิสูจน์ข้อกล่าวหาของเฟโดรอฟ และการค้นบ้าน การปลด หรือการออกหมายเรียกก็ไม่ได้ยืนยันความผิดทางอาญาของบุคคลใดโดยตัวมันเอง ข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ยืนยันความรับผิดทางอาญาของเฟโดรอฟ
เฟโดรอฟกลายเป็นผู้ท้าชิง เพราะความขัดแย้งหลายด้านมาบรรจบกันในเวลาเดียวกัน ทั้งการปลดบุคคลที่มีชื่อเสียง ข้อพิพาทเรื่องการบริหารประเทศในช่วงสงคราม ความไม่พอใจของประชาชนต่อการทุจริตและระบบราชการ และการโต้เถียงเรื่องการเลือกตั้งที่มีความอ่อนไหวสูง
กลยุทธ์ของเขาเปลี่ยนประเด็นจากคำถามว่าเขาควรได้กลับไปเป็นรัฐมนตรีกลาโหมหรือไม่ ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าว่า รัฐบาลยูเครนในช่วงสงครามจำเป็นต้องขออาณัติประชาธิปไตยใหม่หรือไม่ ขณะที่คำตอบของเซเลนสกีแสดงให้เห็นว่าเขามองการเลือกตั้งระหว่างการรุกรานเป็นภัยต่อความเป็นเอกภาพของชาติและเสถียรภาพของรัฐ
สำหรับตอนนี้ หลักฐานสนับสนุนข้อสรุปที่ระมัดระวังมากกว่าถ้อยแถลงทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เฟโดรอฟประสบความสำเร็จในการทำลายข้อห้ามทางการเมืองช่วงสงคราม ด้วยการนำเรื่องการเลือกตั้งเข้าสู่การถกเถียงกระแสหลักของยูเครน แต่ข้อจำกัดทางกฎหมายยังคงอยู่ ปัญหาด้านความปลอดภัยยังไม่ได้รับการแก้ไข และผลสำรวจที่มีอยู่ยังไม่แสดงให้เห็นการสนับสนุนอย่างกว้างขวางให้จัดการเลือกตั้งก่อนสงครามยุติ
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
คำเรียกร้องของมิคาอิโล เฟโดรอฟเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 ให้สร้างช่องทางจัดการเลือกตั้งที่ “ชอบด้วยกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นจริงได้” เปลี่ยนข้อพิพาทหลังการปลดเขาจากรัฐมนตรีกลาโหมให้กลายเป็นความท้าทายภายในครั้งใหญ่ที่สุด...
คำเรียกร้องของมิคาอิโล เฟโดรอฟเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 ให้สร้างช่องทางจัดการเลือกตั้งที่ “ชอบด้วยกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นจริงได้” เปลี่ยนข้อพิพาทหลังการปลดเขาจากรัฐมนตรีกลาโหมให้กลายเป็นความท้าทายภายในครั้งใหญ่ที่สุด... เฟโดรอฟกล่าวหาว่ายูเครนกำลังเผชิญ “วิกฤตเชิงระบบด้านธรรมาภิบาล” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทุจริต ระบบราชการล่าช้า การใช้นวัตกรรมไม่เพียงพอ และสถานการณ์ทางทหารที่ย่ำแย่ลง ขณะที่เซเลนสกีเตือนว่าการเลือกตั้งในช่วงสงครามอาจทำให...
ความขัดแย้งเกิดขึ้นพร้อมการสอบสวนคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐและอดีตเจ้าหน้าที่หลายราย แต่ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันความรับผิดทางอาญาของเฟโดรอฟหรือบุคคลใดจากข้อกล่าวหาเหล่านี้
คำเรียกร้องของมิคาอิโล เฟโดรอฟเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 ให้สร้างช่องทางจัดการเลือกตั้งที่ “ชอบด้วยกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นจริงได้” เปลี่ยนข้อพิพาทหลังการปลดเขาจากรัฐมนตรีกลาโหมให้กลายเป็นความท้าทายภายในครั้งใหญ่ที่สุด... เฟโดรอฟกล่าวหาว่ายูเครนกำลังเผชิญ “วิกฤตเชิงระบบด้านธรรมาภิบาล” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทุจริต ระบบร...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What led 35-year-old Mykhailo Fedorov—formerly one of President Volodymyr Zelensky’s closest allies, a 2019 campaign team member and archite. Article summary: Fedorov’s challenge emerged from a political rupture over wartime management: he turned a technocratic reform agenda—especially faster drone procurement, digitalized oversight, and battlefield-performance reviews—into a . Topic tags: general, news, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers
การแตกหักระหว่างมิคาอิโล เฟโดรอฟกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ไม่ได้เป็นเพียงผลพวงจากการปรับคณะรัฐมนตรีเท่านั้น หลังถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม อดีตผู้ผลักดันการปฏิรูปดิจิทัลรายนี้เผยแพร่วิดีโอแถลงความยาวราว 9 นาที เพื่อโจมตีความชอบธรรมของรัฐบาลในช่วงสงครามและเรียกร้องให้หาทางกลับไปสู่การเลือกตั้งระดับชาติ นั่นทำให้เขากลายเป็นผู้ท้าชิงอำนาจภายในที่โดดเด่นที่สุดของเซเลนสกีนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากการรุกรานเต็มรูปแบบ 3
4
ใจกลางของความขัดแย้งมีอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ วิธีที่ยูเครนบริหารสงคราม ประสิทธิภาพของระบบการเมือง และคำถามว่าประชาชนควรได้กลับไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อใด
เฟโดรอฟเป็นบุคคลที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับนโยบายปรับประเทศให้เป็นดิจิทัลของยูเครน ข้อมูลจากฝ่ายประธานาธิบดีระบุว่าเขามีบทบาทในการเปลี่ยนบริการและกระบวนการภาครัฐให้เป็นดิจิทัล รวมถึงทำงานเกี่ยวกับโครงการโดรนของประเทศ ก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม 18 การสื่อสารของรัฐบาลยังนำเสนอว่าเขารับผิดชอบการวางแผนความต้องการด้านอาวุธและโดรน การเสริมระบบป้องกันภัยทางอากาศ และการจัดหาโดรนสกัดกั้น
17
ประวัติดังกล่าวทำให้เฟโดรอฟมีภาพลักษณ์ทางการเมืองที่แตกต่างจากรัฐมนตรีกลาโหมแบบเดิม เขาถูกมองว่าเป็นนักปฏิรูปสายเทคโนโลยีที่เข้ามารับผิดชอบหนึ่งในสถาบันรัฐที่ยากที่สุดในช่วงสงคราม รายงานเกี่ยวกับการปลดเขาระบุว่าเขาได้รับความนิยมและมีแนวคิดปฏิรูป ขณะที่การตัดสินใจดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงในกรุงเคียฟและเมืองอื่น ๆ เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปภาคกลาโหมและให้เขากลับมารับตำแหน่ง 2
16
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวที่มีอยู่ยังไม่ได้ยืนยันรายละเอียดทุกประเด็นเกี่ยวกับข้อขัดแย้งภายในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจสอบผลงานในสนามรบ หรือความสัมพันธ์กับผู้บัญชาการทหาร สิ่งที่ยืนยันได้คือ ลำดับเหตุการณ์ทางการเมืองในภาพรวม: เฟโดรอฟถูกปลด ตามมาด้วยการประท้วง การแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่ง และการที่เขาออกมาเรียกร้องต่อประชาชนยูเครนโดยตรง 1
2
10
ในคำแถลงเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม เฟโดรอฟกล่าวว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่ที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งหรือตำแหน่งของเขาเอง เขาอธิบายว่ายูเครนกำลังเผชิญ “วิกฤตเชิงระบบด้านธรรมาภิบาล” โดยเชื่อมโยงปัญหานี้กับการทุจริต ระบบราชการที่ขัดขวางการทำงาน ความไม่ไว้วางใจของประชาชน และการที่นวัตกรรมถูกนำมาใช้ไม่รวดเร็วพอ 5
12
15
เขายังเสนอภาพว่าสถานการณ์ทางทหารของประเทศกำลังแย่ลง และเรียกร้องให้การตัดสินใจด้านกลาโหมมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้มากขึ้น ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นจุดยืนทางการเมืองของอดีตรัฐมนตรี ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการวินิจฉัยโดยศาลหรือได้รับการยืนยันจากการสอบสวนอย่างเป็นทางการที่เสร็จสิ้นแล้ว
พลังของการท้าทายครั้งนี้อยู่ที่การยกระดับข้อพิพาทด้านการบริหารให้กลายเป็นคำฟ้องทางการเมืองในวงกว้าง ข้อความของเฟโดรอฟสื่อว่า ความยากลำบากของยูเครนในช่วงสงครามไม่ได้เกิดจากสถานการณ์ในสนามรบหรือแรงกดดันจากรัสเซียเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับวิธีที่อำนาจและทรัพยากรสาธารณะถูกบริหารจากกรุงเคียฟด้วย
ข้อเรียกร้องที่มีนัยสำคัญที่สุดของเฟโดรอฟคือการให้ยูเครนหา “กลไกที่ชอบด้วยกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นจริงได้” เพื่อฟื้นกระบวนการประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบในช่วงสงคราม เขากล่าวว่า “ประชาธิปไตยไม่ควรถูกจับเป็นตัวประกันโดยรัสเซีย” และนำเสนอการเลือกตั้งว่าเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่ยูเครนกำลังต่อสู้เพื่อปกป้อง 4
7
ข้อเรียกร้องนี้ปะทะโดยตรงกับกรอบกฎหมายในช่วงสงครามของยูเครน ประเทศจัดการเลือกตั้งระดับชาติครั้งล่าสุดในปี 2019 และอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากการรุกรานเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ขณะที่กฎหมายยูเครนห้ามจัดการเลือกตั้งระหว่างที่กฎอัยการศึกยังมีผลบังคับใช้
แม้จะแก้ไขกฎหมายได้ การจัดการเลือกตั้งยังมีคำถามในทางปฏิบัติอีกมาก เช่น จะรักษาความปลอดภัยของหน่วยเลือกตั้งท่ามกลางการโจมตีของรัสเซียอย่างไร ทหารและผู้พลัดถิ่นจะใช้สิทธิได้อย่างไร ชาวยูเครนที่อาศัยอยู่ต่างประเทศจะลงคะแนนอย่างไร และรัฐจะจัดการกับพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซียอย่างไร
ด้วยเหตุนี้ การถกเถียงเรื่องการเลือกตั้งจึงขยายตัวไปไกลกว่าอนาคตทางการเมืองส่วนตัวของเฟโดรอฟ มันกลายเป็นคำถามพื้นฐานว่า ในระหว่างการรุกรานที่ยังดำเนินอยู่ ยูเครนควรสร้างสมดุลระหว่างความรับผิดรับชอบต่อประชาชนกับความจำเป็นด้านความมั่นคงอย่างไร
เซเลนสกีปฏิเสธแนวคิดจัดการเลือกตั้งขณะที่การสู้รบยังดำเนินอยู่ ในคำกล่าวที่มีการรายงานเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม เขาระบุว่าการเลือกตั้งในช่วงสงครามอาจ “ทำลาย” ประเทศด้วยการแบ่งแยกชาวยูเครน และเปรียบการเลือกตั้งภายใต้เงื่อนไขปัจจุบันว่าอาจเป็น “สึนามิ” ทางการเมือง
จุดยืนของประธานาธิบดีคือ ยูเครนควรมุ่งยุติสงครามและรักษาประเทศให้เป็นรัฐเอกราชและมีอธิปไตย ก่อนจัดการแข่งขันทางการเมืองระดับชาติ ขณะเดียวกัน ตามรายงานของ Reuters เขากล่าวว่าอาจพร้อมจัดการเลือกตั้ง หากพันธมิตรของยูเครนสามารถช่วยรับประกันความปลอดภัยของการลงคะแนนได้
ข้อเรียกร้องของเฟโดรอฟจึงทำให้เซเลนสกีตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก การปฏิเสธการเลือกตั้งช่วยรักษากรอบการบริหารในช่วงสงคราม แต่เปิดช่องให้ถูกกล่าวหาว่าเลื่อนการฟื้นฟูประชาธิปไตยออกไปอย่างไม่มีกำหนด ส่วนการยอมรับข้อเรียกร้องจะสร้างความเสี่ยงครั้งใหญ่ทั้งด้านความปลอดภัย กฎหมาย และการบริหาร ในขณะที่การโจมตีของรัสเซียยังดำเนินต่อไป
การประท้วงหลังการปลดเฟโดรอฟแสดงให้เห็นว่าเขามีผู้สนับสนุน และความไม่พอใจต่อการบริหารภาคกลาโหมและปัญหาทุจริตมีอยู่จริง แต่รายงานเกี่ยวกับการรณรงค์เรื่องการเลือกตั้งของเขาระบุว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่มีความเสี่ยงทางการเมือง และยังไม่สามารถสร้างฉันทามติระดับชาติที่ชัดเจนว่าควรจัดการเลือกตั้งทันที 2
3
ผลสำรวจที่มีอยู่สะท้อนภาพ 2 ด้านพร้อมกัน ชาวยูเครนจำนวนมากต้องการเห็นการปรับเปลี่ยนรัฐบาล แต่ผลสำรวจหลายชุดก็ชี้อย่างต่อเนื่องว่า คนส่วนใหญ่ต้องการให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นหลังสงครามยุติ มากกว่าระหว่างที่การสู้รบยังดำเนินอยู่
อย่างไรก็ดี เฟโดรอฟดูเหมือนจะมีความน่าเชื่อถือส่วนตัวในระดับสูง ผลสำรวจที่จัดทำช่วงปลายเดือนกรกฎาคมโดยสถาบันสังคมวิทยานานาชาติเคียฟพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามไว้วางใจอดีตผู้บัญชาการทหาร วาเลรี ซาลุจนี 66% เฟโดรอฟ 63% และเซเลนสกี 56% ตัวเลขเหล่านี้วัดระดับความไว้วางใจ ไม่ใช่ผลการเลือกตั้งหรือสัดส่วนคะแนนเสียงที่รับประกันได้
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ ผลสำรวจบ่งชี้ว่าเฟโดรอฟอาจกลายเป็นบุคคลทางการเมืองที่จริงจังได้ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเขามีเสียงข้างมากแล้ว หรือชาวยูเครนต้องการเลือกตั้งภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน
ข้อพิพาทเรื่องการเลือกตั้งเกิดขึ้นพร้อมกับการที่หน่วยงานต่อต้านการทุจริตของยูเครนประกาศปฏิบัติการพิเศษต่อองค์กรอาชญากรรมที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับสมาชิกรัฐสภาในปัจจุบันและอดีต รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสำนักงานประธานาธิบดี รายงานระบุว่าการสอบสวนเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาฟอกเงิน 150 ล้านฮรีฟเนีย
นอกจากนี้ เฟโดรอฟยังถูกคณะกรรมาธิการสอบสวนชั่วคราวของรัฐสภาเรียกเข้าชี้แจงในการพิจารณาวันที่ 31 สิงหาคม เกี่ยวกับ “ปฏิบัติการไมดาส” คณะกรรมาธิการระบุว่าต้องการคำตอบเรื่องความเป็นไปได้ของการละเมิดมาตรการต่อต้านการทุจริต การใช้เงินสาธารณะ และทรัพย์สินของรัฐในช่วงกฎอัยการศึก การถูกเรียกชี้แจงเป็นขั้นตอนของการสอบสวนหรือการทำงานของรัฐสภา ไม่ใช่คำตัดสินว่ามีความผิด
กรณีดังกล่าวยังทำให้ความสนใจพุ่งไปที่อิรินา มุดรา อดีตรองหัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดี รายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนค้นบ้านของเธอ และต่อมาเซเลนสกีมีคำสั่งปลดเธอ แม้รายงานที่ถูกอ้างถึงจะไม่ได้ระบุเหตุผลอย่างเป็นทางการของการปลด
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ข้อกล่าวหาของเฟโดรอฟมีฉากหลังทางการเมืองที่ทรงพลังขึ้น แต่ไม่ควรนำเรื่องต่าง ๆ มาปะปนกัน การมีการสอบสวนต่อต้านการทุจริตไม่ได้พิสูจน์ข้อกล่าวหาของเฟโดรอฟ และการค้นบ้าน การปลด หรือการออกหมายเรียกก็ไม่ได้ยืนยันความผิดทางอาญาของบุคคลใดโดยตัวมันเอง ข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ยืนยันความรับผิดทางอาญาของเฟโดรอฟ
เฟโดรอฟกลายเป็นผู้ท้าชิง เพราะความขัดแย้งหลายด้านมาบรรจบกันในเวลาเดียวกัน ทั้งการปลดบุคคลที่มีชื่อเสียง ข้อพิพาทเรื่องการบริหารประเทศในช่วงสงคราม ความไม่พอใจของประชาชนต่อการทุจริตและระบบราชการ และการโต้เถียงเรื่องการเลือกตั้งที่มีความอ่อนไหวสูง
กลยุทธ์ของเขาเปลี่ยนประเด็นจากคำถามว่าเขาควรได้กลับไปเป็นรัฐมนตรีกลาโหมหรือไม่ ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าว่า รัฐบาลยูเครนในช่วงสงครามจำเป็นต้องขออาณัติประชาธิปไตยใหม่หรือไม่ ขณะที่คำตอบของเซเลนสกีแสดงให้เห็นว่าเขามองการเลือกตั้งระหว่างการรุกรานเป็นภัยต่อความเป็นเอกภาพของชาติและเสถียรภาพของรัฐ
สำหรับตอนนี้ หลักฐานสนับสนุนข้อสรุปที่ระมัดระวังมากกว่าถ้อยแถลงทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เฟโดรอฟประสบความสำเร็จในการทำลายข้อห้ามทางการเมืองช่วงสงคราม ด้วยการนำเรื่องการเลือกตั้งเข้าสู่การถกเถียงกระแสหลักของยูเครน แต่ข้อจำกัดทางกฎหมายยังคงอยู่ ปัญหาด้านความปลอดภัยยังไม่ได้รับการแก้ไข และผลสำรวจที่มีอยู่ยังไม่แสดงให้เห็นการสนับสนุนอย่างกว้างขวางให้จัดการเลือกตั้งก่อนสงครามยุติ
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
คำเรียกร้องของมิคาอิโล เฟโดรอฟเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 ให้สร้างช่องทางจัดการเลือกตั้งที่ “ชอบด้วยกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นจริงได้” เปลี่ยนข้อพิพาทหลังการปลดเขาจากรัฐมนตรีกลาโหมให้กลายเป็นความท้าทายภายในครั้งใหญ่ที่สุด...
คำเรียกร้องของมิคาอิโล เฟโดรอฟเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 ให้สร้างช่องทางจัดการเลือกตั้งที่ “ชอบด้วยกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นจริงได้” เปลี่ยนข้อพิพาทหลังการปลดเขาจากรัฐมนตรีกลาโหมให้กลายเป็นความท้าทายภายในครั้งใหญ่ที่สุด... เฟโดรอฟกล่าวหาว่ายูเครนกำลังเผชิญ “วิกฤตเชิงระบบด้านธรรมาภิบาล” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทุจริต ระบบราชการล่าช้า การใช้นวัตกรรมไม่เพียงพอ และสถานการณ์ทางทหารที่ย่ำแย่ลง ขณะที่เซเลนสกีเตือนว่าการเลือกตั้งในช่วงสงครามอาจทำให...
ความขัดแย้งเกิดขึ้นพร้อมการสอบสวนคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐและอดีตเจ้าหน้าที่หลายราย แต่ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันความรับผิดทางอาญาของเฟโดรอฟหรือบุคคลใดจากข้อกล่าวหาเหล่านี้