ส่วนแบ่งการจ้างนักวิจัยและวิศวกรขั้นสูงของ Google DeepMind ในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ลดจาก 49% ในปี 2022–23 เหลือ 18.6% ในปี 2025–26 อัตราพนักงานเข้าใหม่ต่อผู้ลาออกลดจากประมาณ 12 ต่อ 1 ในไตรมาส 2 ปี 2023 เหลือราว 2 ต่อ 1 ในไตรมาส 3 ปี 2026 ขณะที่การเติบโตด้านการจ้างงานตามหลัง OpenAI และ Anthropic บุคลากรระดับส...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How has Google DeepMind’s dominance in hiring elite AI researchers and engineers across Europe, the Middle East, and Africa changed from 202. Article summary: Google DeepMind has moved from a dominant EMEA recruiter to a still-large but materially less dominant employer of elite AI talent. The data and senior exits point to a loss of relative—not absolute—strength: DeepMind re. Topic tags: general, general web, user generated, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
Google DeepMind ยังไม่ใช่ห้องทดลอง AI ที่กำลังล่มสลาย และยังคงดึงดูดนักวิจัยชั้นนำได้อยู่ แต่ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่าอำนาจนำของบริษัทกำลังลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในตลาดบุคลากร AI ของยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา หรือ EMEA
ข้อมูลจาก Zeki Data ระบุว่า ส่วนแบ่งของ DeepMind ในการจ้างนักวิจัยและวิศวกรขั้นสูงในภูมิภาค EMEA ลดลงจาก 49% ในช่วงปี 2022–23 เหลือ 18.6% ในช่วงปี 2025–26 หรือลดลง 30.4 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดที่ Zeki บันทึกไว้สำหรับห้องทดลอง AI รายใหญ่ในภูมิภาคใด ๆ 2
ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การที่ DeepMind หยุดเติบโต แต่เป็นการที่คู่แข่งอย่าง Anthropic และ OpenAI ขยายตัวเร็วกว่า จนส่วนแบ่งและแรงดึงดูดของ DeepMind ในกลุ่มบุคลากร AI ระดับแนวหน้าถูกแย่งไปมากขึ้น
ในระดับโลก DeepMind ยังคงรับนักวิจัยและวิศวกรขั้นสูงเข้ามามากกว่าจำนวนที่ลาออก อย่างไรก็ตาม อัตราพนักงานเข้าใหม่ต่อผู้ลาออกลดลงจากประมาณ 12 ต่อ 1 ในไตรมาส 2 ปี 2023 เหลือราว 2 ต่อ 1 ในไตรมาส 3 ปี 2026 2
3
อัตราการเติบโตด้านการจ้างงานของ DeepMind ยังตามหลังคู่แข่งอย่างมาก โดยข้อมูลที่เชื่อมโยงกับ Zeki ระบุว่า DeepMind เติบโตประมาณ 27% เทียบกับ 97% ของ OpenAI และ 152% ของ Anthropic 1
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เพราะตัวเลขไม่ได้บอกว่า DeepMind กำลังสูญเสียบุคลากรทั้งหมด แต่บอกว่าบริษัทซึ่งยังมีขนาดใหญ่กำลังเสียความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ขณะที่คู่แข่งเดินหน้าเพิ่มทีมและดึงความสนใจจากตลาดได้เร็วกว่า
เมื่อดูข้อมูลการรักษาพนักงานในช่วงสองปี ภาพกลับมีความซับซ้อนมากขึ้น Anthropic มีอัตราการรักษาพนักงานสูงสุดที่ 80% ตามด้วย DeepMind ที่ 78% ขณะที่ OpenAI อยู่ที่ 67% และ Meta อยู่ที่ 64% 14
กล่าวได้ว่าอัตรา 78% ของ DeepMind ไม่ได้แย่กว่า Anthropic อย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาที่น่ากังวลกว่าคือการผสมกันของการจ้างงานที่เติบโตช้าลง อัตราพนักงานเข้าใหม่ต่อผู้ลาออกที่ลดลงมาก และการไหลออกของบุคลากรไปยังคู่แข่ง
Zeki ยังพบว่าวิศวกรของ DeepMind มีแนวโน้มย้ายไป Anthropic มากกว่าการย้ายสวนทางกันเกือบ 11 เท่า 14 ในกลุ่มนักวิจัยและวิศวกรขั้นสูงที่ออกจาก DeepMind ช่วงที่ผ่านมา มีรายงานว่า 25% ย้ายไป Anthropic, 21% ไป Meta และ 14% ไป OpenAI
4
12
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ Anthropic กลายเป็นจุดหมายสำคัญของบุคลากรที่ออกจากห้องทดลอง AI รายใหญ่ รวมถึง DeepMind และ OpenAI
การลาออกของบุคคลสำคัญหลายรายทำให้แนวโน้มดังกล่าวยากจะมองข้าม ได้แก่
ความสำคัญของการลาออกเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียงของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงครอบคลุมทั้งงานวิจัย วิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการ Gemini
หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดชี้ไปที่ตลาดแรงงาน AI ที่แข่งขันกันรุนแรงขึ้น ห้องทดลองคู่แข่งเสนอค่าตอบแทนสูง รวมถึงหุ้นหรือสิทธิประโยชน์ในลักษณะเดียวกับสตาร์ตอัป ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงหากบริษัทเติบโต ขณะเดียวกัน Anthropic ก็กลายเป็นปลายทางสำคัญของนักวิจัยจากทั้ง DeepMind และ OpenAI 14
15
รายงานต่าง ๆ ยังวางการลาออกเหล่านี้ไว้ในบริบทของคำถามด้านโครงสร้างองค์กรด้วย นั่นคือ DeepMind ควรมีอิสระจาก Google มากเพียงใด ในช่วงที่ Google ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ Gemini การนำโมเดลไปใช้งานจริง และการสร้างรายได้เชิงพาณิชย์
การปรับโครงสร้างด้าน AI ของ Google ทำให้งานวิจัย โมเดลระดับแนวหน้า แอป Gemini และทีมพัฒนาสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ถูกประสานงานกันใกล้ชิดขึ้น 17 โครงสร้างนี้อาจช่วยให้ Google นำ AI ออกสู่ตลาดได้เร็วและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ข้อจำกัดด้านการเผยแพร่งานวิจัย แรงกดดันจาก Gemini หรือการผนวกรวมเข้ากับองค์กร Google เป็นสาเหตุโดยตรงของการลาออกของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ปัจจัยเหล่านี้จึงควรถูกมองเป็นบริบทด้านองค์กร ไม่ใช่คำอธิบายเชิงสาเหตุที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
ในเดือนสิงหาคม 2026 Demis Hassabis ลดบทบาทจากการบริหาร Google DeepMind ในแต่ละวัน โดยขึ้นเป็นประธาน Google DeepMind และหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ Alphabet ขณะที่ Koray Kavukcuoglu รับผิดชอบการดำเนินงานของหน่วย AI โดยตรง
Kavukcuoglu รายงานตรงต่อ Sundar Pichai ซีอีโอของ Google และดูแลทั้งการพัฒนา Gemini งานวิจัย AI ระดับแนวหน้า แอป Gemini และทีมสำหรับนักพัฒนา 17
19
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยของ DeepMind กับฝ่ายผลิตภัณฑ์โดยรวมของ Google เป็นทางการมากขึ้น ขณะเดียวกัน Hassabis มีเวลามากขึ้นเพื่อมุ่งเน้นเป้าหมายวิทยาศาสตร์และ AI ระยะยาว รวมถึงงานต่อเนื่องกับ Isomorphic Labs 19
จุดแข็งด้านวิทยาศาสตร์ของ DeepMind ยังคงมีน้ำหนักมาก โดยเฉพาะ AlphaFold ซึ่งใช้ AI ทำนายโครงสร้างโปรตีน และเป็นหนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดของห้องทดลอง ความสำคัญของการย้ายทีมของ Jumper ส่วนหนึ่งจึงอยู่ที่เขาเป็นบุคคลสำคัญจากสายงานนี้
แต่ในด้านโมเดล AI ระดับแนวหน้าที่นำไปใช้งานในวงกว้างและการแข่งขันด้านการเขียนโค้ด ตำแหน่งของ DeepMind ดูไม่มั่นคงเท่าเดิม การประเมินประสิทธิภาพจาก Artificial Analysis ที่ Fortune อ้างถึง ระบุว่า Gemini รุ่นที่ Google เปิดให้ใช้งานดีที่สุดในขณะนั้นตามหลังโมเดลชั้นนำจาก Anthropic, OpenAI, xAI, Meta และห้องทดลองจากจีนอย่างน้อยหนึ่งแห่ง
นี่เป็นการเปรียบเทียบ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่การจัดอันดับถาวร แต่สะท้อนว่า ความสามารถในการพัฒนาและส่งมอบ Gemini กลายเป็นโจทย์สำคัญต่อสถานะการแข่งขันของ Google DeepMind
ข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดไม่ใช่ DeepMind กำลังพังทลาย แต่คือบุคลากร AI ระดับแนวหน้ากลายเป็นทรัพยากรที่เคลื่อนย้ายได้สูง และ DeepMind ไม่ได้ครองตลาดแรงงานนี้เหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยเฉพาะในภูมิภาค EMEA
Google ยังคงมีข้อได้เปรียบขนาดใหญ่ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน พลังประมวลผล ช่องทางการกระจายผลิตภัณฑ์ และความลึกด้านวิทยาศาสตร์ แต่ข้อได้เปรียบเหล่านี้กำลังต้องแข่งขันกับอัตราการรักษาและการสรรหาบุคลากรของ Anthropic การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ OpenAI และความคล่องตัวของห้องทดลอง AI ขนาดเล็ก 1
14
ความท้าทายถัดไปของ DeepMind จึงไม่ได้มีแค่เรื่องเทคนิค แต่ยังเป็นเรื่องวัฒนธรรมองค์กรด้วย บริษัทต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการผนวกรวมเข้ากับ Google จะช่วยให้นักวิจัยทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น โดยไม่ทำลายความเป็นอิสระและอัตลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เคยทำให้ DeepMind เป็นจุดหมายปลายทางของบุคลากรชั้นนำ
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ส่วนแบ่งการจ้างนักวิจัยและวิศวกรขั้นสูงของ Google DeepMind ในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ลดจาก 49% ในปี 2022–23 เหลือ 18.6% ในปี 2025–26
ส่วนแบ่งการจ้างนักวิจัยและวิศวกรขั้นสูงของ Google DeepMind ในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ลดจาก 49% ในปี 2022–23 เหลือ 18.6% ในปี 2025–26 อัตราพนักงานเข้าใหม่ต่อผู้ลาออกลดจากประมาณ 12 ต่อ 1 ในไตรมาส 2 ปี 2023 เหลือราว 2 ต่อ 1 ในไตรมาส 3 ปี 2026 ขณะที่การเติบโตด้านการจ้างงานตามหลัง OpenAI และ Anthropic
บุคลากรระดับสูงที่ออกจาก Google ได้แก่ John Jumper ผู้ร่วมสร้าง AlphaFold ซึ่งย้ายไป Anthropic, Noam Shazeer ที่ย้ายไป OpenAI และ Jeff Dean พร้อมทีมผู้ร่วมก่อตั้ง Discovery Loop