ญี่ปุ่นรายงานว่าใช้เงิน 15.4 ล้านล้านเยน หรือราว 96,500 ล้านดอลลาร์ ในการแทรกแซงช่วง 30 กรกฎาคม–26 สิงหาคม ขณะที่บางรายงานประเมินยอดรวมใกล้ 98,700 ล้านดอลลาร์ [2][3] สหรัฐฯ ไม่เปิดเผยยอดใช้จ่ายอย่างเป็นทางการ แต่บันทึกของสก็อตต์ เบสเซนต์ระบุเป้าหมายซื้อเงินเยนราว 5,000–10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขบ่งชี้ ไม่ใช่ย...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What happened when the United States and Japan coordinated their first joint yen buying intervention since 2011—and the first U.S. Treasury. Article summary: The July 31 operation briefly arrested the yen’s slide: after approaching ¥164 per dollar, it strengthened sharply, but much of that move later faded toward ¥160.. Topic tags: general web, ai safety, regulation, marketing, social media. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, ic
ปฏิบัติการเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมช่วยหยุดการร่วงของเงินเยนได้ชั่วคราว หลังค่าเงินญี่ปุ่นอ่อนลงเกือบแตะ 164 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการแทรกแซง แต่ต่อมากลับอ่อนลงเข้าใกล้ 160 เยนต่อดอลลาร์อีกครั้ง
เหตุการณ์นี้มีความสำคัญทางการเมืองและการเงิน เพราะเป็นการแทรกแซงร่วมเพื่อซื้อเงินเยนครั้งแรกระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นนับตั้งแต่ปี 2011 และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998 ที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซื้อเงินเยนร่วมกับกระทรวงการคลังญี่ปุ่น 3
8
หลังการซื้อเงินเยนร่วมกัน ค่าเงินแข็งค่าขึ้นจากระดับเกือบ 164 เยนต่อดอลลาร์ ไปแตะช่วงประมาณ 155–157 เยนในระยะแรก ตลาดจึงรับรู้ว่ารัฐบาลทั้งสองประเทศพร้อมเข้ามาสกัดการเคลื่อนไหวที่รุนแรงและไร้ระเบียบ 6
7
11
เป้าหมายเฉพาะหน้าของวอชิงตันไม่ใช่การผลักดันให้เงินเยนแข็งค่าอย่างถาวร แต่คือการหยุดการอ่อนค่าที่รวดเร็วและการเก็งกำไรที่อาจลุกลามจากตลาดเงินตราไปยังพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นและตลาดระดมทุนทั่วโลก 1
2
จุดยืนนี้สามารถอยู่ร่วมกับความต้องการของรัฐบาลทรัมป์ที่อยากเห็นดอลลาร์ไม่แข็งค่าเกินไป เพื่อช่วยผู้ผลิตสหรัฐฯ ได้ กล่าวคือ สหรัฐฯ อาจสนับสนุนดอลลาร์ที่อ่อนลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเป็นระเบียบ ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการเห็นเงินเยนทรุดตัวอย่างฉับพลันจนทำให้พันธมิตรสำคัญและผู้ถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ รายใหญ่เกิดความปั่นป่วน
การที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ใช้การขายเงินยูโร ไม่ใช่การขายดอลลาร์โดยตรง ยิ่งสะท้อนว่าการดำเนินการครั้งนี้มุ่งรักษาเสถียรภาพของตลาดเฉพาะจุด มากกว่าจะเป็นนโยบายลดค่าดอลลาร์โดยรวม 6
9
เบสเซนต์เตือนว่าการอ่อนค่าและความผันผวนของเงินเยนอย่างไร้ระเบียบอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเนื่องหลายชั้น ได้แก่
แรงขายเหล่านี้อาจดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้สูงขึ้น และทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน การลดหนี้และขายสินทรัพย์ข้ามพรมแดนอย่างรวดเร็วอาจมีลักษณะคล้ายกลไกการแพร่กระจายของวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997–98 แม้การเปรียบเทียบดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยง ไม่ใช่การพยากรณ์ว่าจะเกิดวิกฤตซ้ำ 1
2
7
การแทรกแซงสามารถเปลี่ยนราคาแลกเปลี่ยนได้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้ลบแรงจูงใจพื้นฐานของการทำ “เยนแคร์รีเทรด” ซึ่งหมายถึงการกู้เงินเยนที่มีต้นทุนต่ำ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ตราบใดที่ญี่ปุ่นยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ อัตราผลตอบแทนในสหรัฐฯ ยังไม่ลดลง หรือผู้ลงทุนยังไม่เชื่อว่าเงินเยนจะแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ส่วนต่างผลตอบแทนก็ยังเอื้อให้ถือสถานะขายเยนอยู่ 2
3
ในบางมุม การแทรกแซงอาจทำให้แคร์รีเทรดน่าสนใจขึ้นด้วยซ้ำ เพราะการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลพร้อมป้องกันไม่ให้เงินเยนทรุดตัวอย่างไร้ระเบียบ อาจลดความเสี่ยงสุดขั้วที่นักลงทุนกังวล เมื่อความเสี่ยงดังกล่าวลดลง นักลงทุนก็อาจกล้ากู้เยนไปลงทุนในสินทรัพย์ผลตอบแทนสูงมากขึ้น กลไกนี้เป็นคำอธิบายที่เป็นไปได้ ไม่ใช่หลักฐานว่ารัฐบาลตั้งใจสนับสนุนแคร์รีเทรด
ผลที่เกิดขึ้นคือ เงินเยนแข็งค่าช่วงแรก ก่อนที่ตลาดจะหันกลับไปให้ความสำคัญกับส่วนต่างดอกเบี้ยและปัจจัยพื้นฐาน การแข็งค่าจึงค่อย ๆ จางลงและเงินเยนกลับเข้าใกล้ 160 เยนต่อดอลลาร์ 2
3
ญี่ปุ่นมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศและสินทรัพย์สภาพคล่องสูงราว 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ แต่จำนวนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดพร้อมนำมาใช้ได้ทันที การแทรกแซงด้วยขนาดใกล้เคียงกับครั้งล่าสุดซ้ำหลายรอบอาจทำให้เงินสดและสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินได้รวดเร็วลดลงเร็วกว่าที่ตัวเลขทุนสำรองรวมบอกไว้ 2
หากเงินสดและสินทรัพย์ต่างประเทศระยะสั้นไม่เพียงพอ ญี่ปุ่นอาจต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือหลักทรัพย์สกุลดอลลาร์อื่น ๆ เพื่อระดมทุน ตัวเลขระดับประมาณ 130,000 ล้านดอลลาร์ที่ถูกพูดถึงเป็นเพียงการประเมิน ไม่ใช่เกณฑ์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลญี่ปุ่น แต่ประเด็นสำคัญคือ การขายพันธบัตรในปริมาณมากอาจกดราคาพันธบัตรและดันผลตอบแทนให้สูงขึ้น ในช่วงที่สหรัฐฯ ต้องการให้ตลาดพันธบัตรมีเสถียรภาพ
ด้วยเหตุนี้ การสนับสนุนจากสหรัฐฯ จึงมีเงื่อนไข วอชิงตันอาจช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดเงินตราแบบจำกัดเป้าหมาย แต่ไม่น่าจะสนับสนุนการป้องกันค่าเงินที่ทำให้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปั่นป่วนอย่างมีนัยสำคัญ ญี่ปุ่นถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศจำนวนมาก จึงทำให้ความเครียดในตลาดญี่ปุ่นสามารถส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดโลกได้ 2
ทางเลือกหนึ่งคือการใช้กลไก FIMA Repo ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเปิดให้หน่วยงานการเงินต่างประเทศนำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มาใช้เป็นหลักประกันเพื่อกู้เงินดอลลาร์ แทนการขายพันธบัตรออกมาโดยตรง วิธีนี้อาจช่วยให้ญี่ปุ่นมีสภาพคล่องดอลลาร์สำหรับการแทรกแซง โดยไม่เพิ่มแรงขายในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เบสเซนต์เรียกร้องให้ขยายกลไกดังกล่าวสำหรับธนาคารกลางและหน่วยงานการเงินต่างประเทศ 1
การประสานงานระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศพร้อมสกัดความผันผวนของเงินเยนเมื่อเห็นว่าความเสี่ยงเริ่มลุกลามไปยังตลาดพันธบัตรและระบบการเงินโลก แต่การแทรกแซงเป็นเพียงการซื้อเวลา ไม่ใช่คำตอบต่อส่วนต่างดอกเบี้ยที่ทำให้เงินเยนอ่อนค่า
บททดสอบสำคัญอยู่ที่การเดินหน้านโยบายของญี่ปุ่น หากไม่มีเส้นทางที่น่าเชื่อถือไปสู่อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศที่สูงขึ้น รวมถึงความเชื่อมั่นต่อนโยบายการคลังและการเงิน การซื้อเงินเยนจำนวนมหาศาลก็อาจเป็นเพียง “ลูกระนาดราคาแพง” ที่ชะลอการร่วงชั่วคราว มากกว่าจะเป็นแนวรับถาวรของค่าเงินญี่ปุ่น
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ญี่ปุ่นรายงานว่าใช้เงิน 15.4 ล้านล้านเยน หรือราว 96,500 ล้านดอลลาร์ ในการแทรกแซงช่วง 30 กรกฎาคม–26 สิงหาคม ขณะที่บางรายงานประเมินยอดรวมใกล้ 98,700 ล้านดอลลาร์ [2][3]
ญี่ปุ่นรายงานว่าใช้เงิน 15.4 ล้านล้านเยน หรือราว 96,500 ล้านดอลลาร์ ในการแทรกแซงช่วง 30 กรกฎาคม–26 สิงหาคม ขณะที่บางรายงานประเมินยอดรวมใกล้ 98,700 ล้านดอลลาร์ [2][3] สหรัฐฯ ไม่เปิดเผยยอดใช้จ่ายอย่างเป็นทางการ แต่บันทึกของสก็อตต์ เบสเซนต์ระบุเป้าหมายซื้อเงินเยนราว 5,000–10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขบ่งชี้ ไม่ใช่ยอดยืนยันสุดท้าย [5][7]
เงินเยนแข็งค่าจากเกือบ 164 เยนต่อดอลลาร์ไปแตะราว 155–157 เยน ก่อนอ่อนกลับเข้าใกล้ 160 เยน เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ยังจูงใจให้ทำเยนแคร์รีเทรด