มาร์คัส เวลดอน อดีตประธาน Bell Labs และอดีต CTO ของ Nokia อ้างว่าจำนวนนักวิจัยลดจากกว่า 1,200 คนเหลือราว 600 คน แต่ Nokia ยังไม่ได้ยืนยันตัวเลขดังกล่าวต่อสาธารณะ [3][4] เวลดอนวิจารณ์การยกเลิกตำแหน่ง “President” ของหัวหน้า Bell Labs และการนำป้ายที่ระลึกอดีตผู้นำออก โดยมองว่าเป็นสัญญาณของการลบประวัติศาสตร์องค์กร [16]...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What is behind the dispute between former Bell Labs president and Nokia CTO Marcus Weldon and Nokia over the research institution’s future—i. Article summary: The dispute is fundamentally about whether Nokia is hollowing out Bell Labs’ distinctive, long horizon research culture—or modernizing it into a smaller, commercially focused AI and networking research unit.. Topic tags: general web, prompt engineering, ai, workflow, productivity. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, char
ข้อพิพาทระหว่างมาร์คัส เวลดอนกับ Nokia เป็นการปะทะกันระหว่างวิสัยทัศน์สองแบบต่ออนาคตของ Bell Labs: แบบแรกคือสถาบันวิจัยอิสระที่ทำงานระยะยาวและเปิดกว้างข้ามสาขา ส่วนแบบหลังคือหน่วยวิจัยที่มีขนาดกระชับกว่าและมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี AI กับเครือข่ายให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์เร็วขึ้น 3
4
เวลดอน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธาน Bell Labs และ CTO ของ Nokia ระหว่างปี 2016–2021 ระบุในโพสต์บน LinkedIn ว่า จำนวนบุคลากรวิจัยของ Bell Labs ลดลงจากกว่า 1,200 คนในช่วงที่เขาอยู่ เหลือประมาณ 600 คนในปัจจุบัน หากตัวเลขของเขาถูกต้อง นั่นหมายถึงการหายไปเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังคนด้านวิจัย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินของเวลดอน และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Nokia ในข้อมูลที่ตรวจสอบ 3
4
16
เขายังวิจารณ์การยกเลิกตำแหน่ง “President” ซึ่งใช้เรียกหัวหน้า Bell Labs มานานกว่าศตวรรษ รวมถึงการนำป้ายที่ระลึกอดีตประธานหรือผู้นำของสถาบันออกจากพื้นที่จัดแสดง เวลดอนมองว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อน “ความต้องการลบประวัติศาสตร์ขององค์กร” 16
สำหรับเวลดอน ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ป้ายหรือชื่อตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญลักษณ์ของสถานะ Bell Labs ภายใน Nokia หากสถาบันแห่งนี้ถูกลดบทบาทเหลือเพียงฝ่ายวิจัยที่ต้องตอบโจทย์ผลิตภัณฑ์ระยะสั้น ความโดดเด่นแบบเดิมอาจค่อย ๆ หายไป
Bell Labs มีชื่อเสียงจากงานวิจัยที่ก่อให้เกิดเทคโนโลยีสำคัญ ตั้งแต่ทรานซิสเตอร์ เลเซอร์ และทฤษฎีสารสนเทศ ไปจนถึงระบบปฏิบัติการ Unix และภาษา C/C++ 9
15 จุดแข็งในอดีตไม่ได้มาจากนักวิทยาศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของนักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ นักวิจัยซอฟต์แวร์ และวิศวกรเครือข่าย
เวลดอนเชื่อว่ารูปแบบการวิจัยข้ามสาขาและการเปิดพื้นที่ให้ศึกษาปัญหาพื้นฐานในระยะยาวยังจำเป็นต่อยุค AI ไม่ใช่สิ่งที่หมดความสำคัญไปเพราะ AI เข้ามาแทนที่ ตรงกันข้าม เขามองว่าความก้าวหน้าของ AI และเครือข่ายยุคถัดไปยิ่งต้องอาศัยงานวิจัยที่ไม่ถูกจำกัดด้วยแผนผลิตภัณฑ์ในระยะใกล้
Nokia ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ากำลังลดคุณค่าหรือทำลายมรดกของ Bell Labs บริษัทระบุว่า Bell Labs ยังคงเป็นส่วนสำคัญของ Nokia และมีภารกิจเปลี่ยนงานวิจัยระดับโลกให้กลายเป็นเทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจและมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรม 3
การแต่งตั้ง Guru Parulkar ให้เป็นผู้นำ Bell Labs จึงถูกนำเสนอในฐานะการปรับทิศทางสู่งานวิจัยสำหรับยุค AI ไม่ใช่การยุติการทำวิจัย Nokia มองว่า AI-RAN และ 6G เองก็เป็นโจทย์วิจัยระดับแนวหน้า ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของ Bell Labs ในยุคใหม่ 3
7
กล่าวอีกอย่างคือ ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เห็นต่างกันว่า Bell Labs ต้องเกี่ยวข้องกับ AI แต่เห็นต่างกันว่า “ความเกี่ยวข้อง” ควรเกิดขึ้นอย่างไร เวลดอนต้องการรักษาความเป็นสถาบันวิจัยที่มีอิสระ ขนาดใหญ่ และมีรากฐานทางวิทยาศาสตร์กว้างขวาง ขณะที่ Nokia ต้องการรวมทรัพยากรไว้กับโจทย์ที่เชื่อมโยงกับกลยุทธ์เครือข่ายและผลิตภัณฑ์ได้ชัดเจนขึ้น
Nokia มีแผนย้ายศูนย์วิจัยจากวิทยาเขตประวัติศาสตร์ที่ Murray Hill รัฐนิวเจอร์ซีย์ ไปยังศูนย์แห่งใหม่ใน New Brunswick ภายในปี 2028 โดยบริษัทอธิบายว่าจะเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาบนชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ
สำหรับ Nokia นี่อาจเป็นการตัดสินใจด้านสถานที่และโครงสร้างพื้นฐาน แต่สำหรับเวลดอนและผู้วิจารณ์ การย้ายดังกล่าวเมื่อพิจารณาร่วมกับข้อกล่าวหาเรื่องจำนวนบุคลากร ตำแหน่งผู้นำ และป้ายประวัติศาสตร์ อาจดูเหมือนหลักฐานสะสมของการลดขนาดสถาบัน
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าการย้ายสถานที่เพียงอย่างเดียวจะทำให้ศักยภาพด้านการวิจัยลดลงจริง
ข้อพิพาทเรื่อง Bell Labs เกิดขึ้นในช่วงที่ Nokia กำลังเปลี่ยนทิศทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญ บริษัทรับเงินลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์จาก Nvidia และประกาศแผนพัฒนาซอฟต์แวร์เครือข่ายวิทยุ หรือ RAN ให้ทำงานบนแพลตฟอร์ม CUDA พร้อมผลักดันให้ GPU เป็นส่วนสำคัญของผลิตภัณฑ์ 5G และ 6G ในอนาคต
ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ระบบใหม่จะอยู่ร่วมกับฮาร์ดแวร์เฉพาะทางเดิมบางส่วน แต่ Nokia ระบุว่าชิป custom silicon รุ่นใหม่ของบริษัทจะสิ้นสุดลงหลังผลิตภัณฑ์รุ่นปัจจุบัน ขณะที่ Ericsson ยังคงเดินหน้าพัฒนาชิป ASIC ที่ออกแบบเองภายในองค์กร และไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า GPU เป็นองค์ประกอบจำเป็นของ AI-RAN หรือ 6G
แนวทางที่ใช้ GPU และ CUDA อาจทำให้ Nokia ปรับระบบเครือข่ายได้ยืดหยุ่นขึ้น เชื่อมต่อกับระบบนิเวศนักพัฒนาของ Nvidia และเร่งการนำ AI ไปใช้ในเครือข่าย แต่ก็ทำให้บริษัทพึ่งพาแพลตฟอร์มภายนอกมากขึ้น และขยับเข้าใกล้การพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบแพลตฟอร์มมากกว่างานวิจัยพื้นฐานที่มีอิสระสูง
นี่คือจุดที่ความกังวลของเวลดอนปะทะกับยุทธศาสตร์ของ Nokia เขามองว่าการเน้นผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ในระยะใกล้ถึงกลางอาจเบียดขับงานวิจัยอิสระออกไป ส่วน Nokia มองว่าการสร้างเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้วย AI คือโจทย์วิจัยแนวหน้าในตัวมันเอง
รายงานเกี่ยวกับการยุติศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านวิทยุของ Nokia ในเมืองหางโจวภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งอาจกระทบตำแหน่งงานราว 1,600 ตำแหน่ง ยิ่งทำให้เกิดภาพว่าบริษัทกำลังรวมศูนย์ทรัพยากรทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และองค์กร
หลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนการลดขนาดงานวิจัยและพัฒนาของ Nokia ในจีนครั้งใหญ่ แต่ควรใช้ความระมัดระวังกับคำกล่าวว่าเป็นการ “ถอนตัวจากจีนทั้งหมด” เนื่องจากรายงานแต่ละแห่งมีขอบเขตไม่ตรงกัน และ Nokia ยังไม่ได้ยืนยันรายละเอียดของการปิดหน่วยงานเพิ่มเติมทั้งหมดอย่างเป็นทางการ
แก่นของข้อพิพาทจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า Bell Labs มีนักวิจัยเหลือกี่คน หรือจะย้ายไปอยู่ที่ใด แต่คือคำถามว่าองค์กรวิจัยระดับตำนานควรอยู่รอดด้วยโมเดลแบบไหนในยุค AI
เวลดอนเชื่อว่าอนาคตของ Bell Labs ต้องสร้างบนขนาด ความเป็นอิสระ ความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ และความหลากหลายทางวิทยาศาสตร์ Nokia เชื่อว่าอนาคตของสถาบันอยู่ที่การรวมพลังวิจัยเข้ากับ AI เครือข่าย และเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงเร็วขึ้น
ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า Bell Labs ต้องไม่หยุดนิ่ง แต่ยังต้องพิสูจน์กันต่อไปว่า การปรับให้ทันยุค AI จะเป็นการต่อยอดมรดกเดิม หรือเป็นการลดทอนสถาบันจนเหลือเพียงชื่อที่คุ้นเคย
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
มาร์คัส เวลดอน อดีตประธาน Bell Labs และอดีต CTO ของ Nokia อ้างว่าจำนวนนักวิจัยลดจากกว่า 1,200 คนเหลือราว 600 คน แต่ Nokia ยังไม่ได้ยืนยันตัวเลขดังกล่าวต่อสาธารณะ [3][4]
มาร์คัส เวลดอน อดีตประธาน Bell Labs และอดีต CTO ของ Nokia อ้างว่าจำนวนนักวิจัยลดจากกว่า 1,200 คนเหลือราว 600 คน แต่ Nokia ยังไม่ได้ยืนยันตัวเลขดังกล่าวต่อสาธารณะ [3][4] เวลดอนวิจารณ์การยกเลิกตำแหน่ง “President” ของหัวหน้า Bell Labs และการนำป้ายที่ระลึกอดีตผู้นำออก โดยมองว่าเป็นสัญญาณของการลบประวัติศาสตร์องค์กร [16]
Nokia ปฏิเสธว่ากำลังลดคุณค่าของ Bell Labs และระบุว่าสถาบันยังเป็นส่วนสำคัญของบริษัท พร้อมเปิด “บทใหม่” ที่มุ่งสู่งานวิจัยสำหรับยุค AI ภายใต้การนำของ Guru Parulkar [3][7]
มาร์คัส เวลดอน อดีตประธาน Bell Labs และอดีต CTO ของ Nokia อ้างว่าจำนวนนักวิจัยลดจากกว่า 1,200 คนเหลือราว 600 คน แต่ Nokia ยังไม่ได้ยืนยันตัวเลขดังกล่าวต่อสาธารณะ [3][4] เวลดอนวิจารณ์การยกเลิกตำแหน่ง “President” ของหัวหน้า Bell Labs และการนำป้ายที่ระลึกอดีตผู้นำออก โดยมองว่าเป็นสัญญาณของการลบประวัติศาสตร์องค์กร [16]...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What is behind the dispute between former Bell Labs president and Nokia CTO Marcus Weldon and Nokia over the research institution’s future—i. Article summary: The dispute is fundamentally about whether Nokia is hollowing out Bell Labs’ distinctive, long horizon research culture—or modernizing it into a smaller, commercially focused AI and networking research unit.. Topic tags: general web, prompt engineering, ai, workflow, productivity. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, char
ข้อพิพาทระหว่างมาร์คัส เวลดอนกับ Nokia เป็นการปะทะกันระหว่างวิสัยทัศน์สองแบบต่ออนาคตของ Bell Labs: แบบแรกคือสถาบันวิจัยอิสระที่ทำงานระยะยาวและเปิดกว้างข้ามสาขา ส่วนแบบหลังคือหน่วยวิจัยที่มีขนาดกระชับกว่าและมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี AI กับเครือข่ายให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์เร็วขึ้น 3
4
เวลดอน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธาน Bell Labs และ CTO ของ Nokia ระหว่างปี 2016–2021 ระบุในโพสต์บน LinkedIn ว่า จำนวนบุคลากรวิจัยของ Bell Labs ลดลงจากกว่า 1,200 คนในช่วงที่เขาอยู่ เหลือประมาณ 600 คนในปัจจุบัน หากตัวเลขของเขาถูกต้อง นั่นหมายถึงการหายไปเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังคนด้านวิจัย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินของเวลดอน และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Nokia ในข้อมูลที่ตรวจสอบ 3
4
16
เขายังวิจารณ์การยกเลิกตำแหน่ง “President” ซึ่งใช้เรียกหัวหน้า Bell Labs มานานกว่าศตวรรษ รวมถึงการนำป้ายที่ระลึกอดีตประธานหรือผู้นำของสถาบันออกจากพื้นที่จัดแสดง เวลดอนมองว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อน “ความต้องการลบประวัติศาสตร์ขององค์กร” 16
สำหรับเวลดอน ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ป้ายหรือชื่อตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญลักษณ์ของสถานะ Bell Labs ภายใน Nokia หากสถาบันแห่งนี้ถูกลดบทบาทเหลือเพียงฝ่ายวิจัยที่ต้องตอบโจทย์ผลิตภัณฑ์ระยะสั้น ความโดดเด่นแบบเดิมอาจค่อย ๆ หายไป
Bell Labs มีชื่อเสียงจากงานวิจัยที่ก่อให้เกิดเทคโนโลยีสำคัญ ตั้งแต่ทรานซิสเตอร์ เลเซอร์ และทฤษฎีสารสนเทศ ไปจนถึงระบบปฏิบัติการ Unix และภาษา C/C++ 9
15 จุดแข็งในอดีตไม่ได้มาจากนักวิทยาศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของนักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ นักวิจัยซอฟต์แวร์ และวิศวกรเครือข่าย
เวลดอนเชื่อว่ารูปแบบการวิจัยข้ามสาขาและการเปิดพื้นที่ให้ศึกษาปัญหาพื้นฐานในระยะยาวยังจำเป็นต่อยุค AI ไม่ใช่สิ่งที่หมดความสำคัญไปเพราะ AI เข้ามาแทนที่ ตรงกันข้าม เขามองว่าความก้าวหน้าของ AI และเครือข่ายยุคถัดไปยิ่งต้องอาศัยงานวิจัยที่ไม่ถูกจำกัดด้วยแผนผลิตภัณฑ์ในระยะใกล้
Nokia ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ากำลังลดคุณค่าหรือทำลายมรดกของ Bell Labs บริษัทระบุว่า Bell Labs ยังคงเป็นส่วนสำคัญของ Nokia และมีภารกิจเปลี่ยนงานวิจัยระดับโลกให้กลายเป็นเทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจและมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรม 3
การแต่งตั้ง Guru Parulkar ให้เป็นผู้นำ Bell Labs จึงถูกนำเสนอในฐานะการปรับทิศทางสู่งานวิจัยสำหรับยุค AI ไม่ใช่การยุติการทำวิจัย Nokia มองว่า AI-RAN และ 6G เองก็เป็นโจทย์วิจัยระดับแนวหน้า ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของ Bell Labs ในยุคใหม่ 3
7
กล่าวอีกอย่างคือ ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เห็นต่างกันว่า Bell Labs ต้องเกี่ยวข้องกับ AI แต่เห็นต่างกันว่า “ความเกี่ยวข้อง” ควรเกิดขึ้นอย่างไร เวลดอนต้องการรักษาความเป็นสถาบันวิจัยที่มีอิสระ ขนาดใหญ่ และมีรากฐานทางวิทยาศาสตร์กว้างขวาง ขณะที่ Nokia ต้องการรวมทรัพยากรไว้กับโจทย์ที่เชื่อมโยงกับกลยุทธ์เครือข่ายและผลิตภัณฑ์ได้ชัดเจนขึ้น
Nokia มีแผนย้ายศูนย์วิจัยจากวิทยาเขตประวัติศาสตร์ที่ Murray Hill รัฐนิวเจอร์ซีย์ ไปยังศูนย์แห่งใหม่ใน New Brunswick ภายในปี 2028 โดยบริษัทอธิบายว่าจะเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาบนชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ
สำหรับ Nokia นี่อาจเป็นการตัดสินใจด้านสถานที่และโครงสร้างพื้นฐาน แต่สำหรับเวลดอนและผู้วิจารณ์ การย้ายดังกล่าวเมื่อพิจารณาร่วมกับข้อกล่าวหาเรื่องจำนวนบุคลากร ตำแหน่งผู้นำ และป้ายประวัติศาสตร์ อาจดูเหมือนหลักฐานสะสมของการลดขนาดสถาบัน
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าการย้ายสถานที่เพียงอย่างเดียวจะทำให้ศักยภาพด้านการวิจัยลดลงจริง
ข้อพิพาทเรื่อง Bell Labs เกิดขึ้นในช่วงที่ Nokia กำลังเปลี่ยนทิศทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญ บริษัทรับเงินลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์จาก Nvidia และประกาศแผนพัฒนาซอฟต์แวร์เครือข่ายวิทยุ หรือ RAN ให้ทำงานบนแพลตฟอร์ม CUDA พร้อมผลักดันให้ GPU เป็นส่วนสำคัญของผลิตภัณฑ์ 5G และ 6G ในอนาคต
ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ระบบใหม่จะอยู่ร่วมกับฮาร์ดแวร์เฉพาะทางเดิมบางส่วน แต่ Nokia ระบุว่าชิป custom silicon รุ่นใหม่ของบริษัทจะสิ้นสุดลงหลังผลิตภัณฑ์รุ่นปัจจุบัน ขณะที่ Ericsson ยังคงเดินหน้าพัฒนาชิป ASIC ที่ออกแบบเองภายในองค์กร และไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า GPU เป็นองค์ประกอบจำเป็นของ AI-RAN หรือ 6G
แนวทางที่ใช้ GPU และ CUDA อาจทำให้ Nokia ปรับระบบเครือข่ายได้ยืดหยุ่นขึ้น เชื่อมต่อกับระบบนิเวศนักพัฒนาของ Nvidia และเร่งการนำ AI ไปใช้ในเครือข่าย แต่ก็ทำให้บริษัทพึ่งพาแพลตฟอร์มภายนอกมากขึ้น และขยับเข้าใกล้การพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบแพลตฟอร์มมากกว่างานวิจัยพื้นฐานที่มีอิสระสูง
นี่คือจุดที่ความกังวลของเวลดอนปะทะกับยุทธศาสตร์ของ Nokia เขามองว่าการเน้นผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ในระยะใกล้ถึงกลางอาจเบียดขับงานวิจัยอิสระออกไป ส่วน Nokia มองว่าการสร้างเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้วย AI คือโจทย์วิจัยแนวหน้าในตัวมันเอง
รายงานเกี่ยวกับการยุติศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านวิทยุของ Nokia ในเมืองหางโจวภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งอาจกระทบตำแหน่งงานราว 1,600 ตำแหน่ง ยิ่งทำให้เกิดภาพว่าบริษัทกำลังรวมศูนย์ทรัพยากรทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และองค์กร
หลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนการลดขนาดงานวิจัยและพัฒนาของ Nokia ในจีนครั้งใหญ่ แต่ควรใช้ความระมัดระวังกับคำกล่าวว่าเป็นการ “ถอนตัวจากจีนทั้งหมด” เนื่องจากรายงานแต่ละแห่งมีขอบเขตไม่ตรงกัน และ Nokia ยังไม่ได้ยืนยันรายละเอียดของการปิดหน่วยงานเพิ่มเติมทั้งหมดอย่างเป็นทางการ
แก่นของข้อพิพาทจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า Bell Labs มีนักวิจัยเหลือกี่คน หรือจะย้ายไปอยู่ที่ใด แต่คือคำถามว่าองค์กรวิจัยระดับตำนานควรอยู่รอดด้วยโมเดลแบบไหนในยุค AI
เวลดอนเชื่อว่าอนาคตของ Bell Labs ต้องสร้างบนขนาด ความเป็นอิสระ ความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ และความหลากหลายทางวิทยาศาสตร์ Nokia เชื่อว่าอนาคตของสถาบันอยู่ที่การรวมพลังวิจัยเข้ากับ AI เครือข่าย และเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงเร็วขึ้น
ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า Bell Labs ต้องไม่หยุดนิ่ง แต่ยังต้องพิสูจน์กันต่อไปว่า การปรับให้ทันยุค AI จะเป็นการต่อยอดมรดกเดิม หรือเป็นการลดทอนสถาบันจนเหลือเพียงชื่อที่คุ้นเคย
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
มาร์คัส เวลดอน อดีตประธาน Bell Labs และอดีต CTO ของ Nokia อ้างว่าจำนวนนักวิจัยลดจากกว่า 1,200 คนเหลือราว 600 คน แต่ Nokia ยังไม่ได้ยืนยันตัวเลขดังกล่าวต่อสาธารณะ [3][4]
มาร์คัส เวลดอน อดีตประธาน Bell Labs และอดีต CTO ของ Nokia อ้างว่าจำนวนนักวิจัยลดจากกว่า 1,200 คนเหลือราว 600 คน แต่ Nokia ยังไม่ได้ยืนยันตัวเลขดังกล่าวต่อสาธารณะ [3][4] เวลดอนวิจารณ์การยกเลิกตำแหน่ง “President” ของหัวหน้า Bell Labs และการนำป้ายที่ระลึกอดีตผู้นำออก โดยมองว่าเป็นสัญญาณของการลบประวัติศาสตร์องค์กร [16]
Nokia ปฏิเสธว่ากำลังลดคุณค่าของ Bell Labs และระบุว่าสถาบันยังเป็นส่วนสำคัญของบริษัท พร้อมเปิด “บทใหม่” ที่มุ่งสู่งานวิจัยสำหรับยุค AI ภายใต้การนำของ Guru Parulkar [3][7]