ตั้งแต่ 2 กันยายน 2026 Gemini Notebook จะยกเลิกโควตารายวันแยกตามฟีเจอร์ และเปลี่ยนเป็นงบการใช้งานร่วมที่คิดตามกำลังประมวลผล โควตาจะรีเฟรชทุก 5 ชั่วโมงจนกว่าจะถึงเพดานรายสัปดาห์ ทำให้ไม่ต้องรอถึงวันถัดไป แต่การใช้งานหนักหลายรอบอาจทำให้ชนเพดานเร็วขึ้น ผู้ใช้ไม่มีแพ็กเกจจะได้โควตามาตรฐาน ส่วน Google AI Plus ได้ 2 เท่า,...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What changes is Google making to Gemini Notebook’s usage-limit system starting September 2, 2026, including the replacement of fixed daily a. Article summary: Starting September 2, Gemini Notebook will replace separate per-feature generation quotas with a shared, compute-based usage budget. In practice, simple work should consume less of the budget than long, source-heavy chat. Topic tags: general, general web, documentation. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fak
Google กำลังปรับวิธีนับการใช้งานฟีเจอร์ AI ใน Gemini Notebook ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2026 โดยจะเลิกใช้โควตาแยกสำหรับแชต, Audio Overviews, Video Overviews และเครื่องมืออื่น ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นระบบโควตาร่วมที่คำนวณตามกำลังประมวลผล หรือ compute-based usage limits 67
พูดง่าย ๆ คือ ต่อไปจำนวนครั้งที่ใช้งานได้จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนับคำขอเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่างานนั้น “หนัก” แค่ไหน คำถามสั้น ๆ ที่ตอบด้วยข้อความอาจใช้โควตาน้อยกว่าการสนทนายาว ๆ ที่อ้างอิงแหล่งข้อมูลจำนวนมาก หรือการสร้างผลงานมัลติมีเดียที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง
ระบบเดิมของ Gemini Notebook แบ่งโควตาตามฟีเจอร์ เช่น จำกัดจำนวนแชตหรือจำนวนครั้งที่สร้าง Audio Overviews และ Video Overviews ต่อวัน ส่วนระบบใหม่จะรวมการใช้งานเหล่านี้ไว้ในงบก้อนเดียว โดยประเมินจากภาระการประมวลผลของแต่ละงาน
Google ระบุว่าปัจจัยที่ใช้คำนวณ ได้แก่
ดังนั้นผู้ใช้จะมีอิสระมากขึ้นในการเลือกว่าจะใช้โควตากับแชต เสียง วิดีโอ หรือผลงานจาก Studio อย่างไร แทนที่จะต้องคอยบริหารโควตาแยกกันหลายชุด 67
โควตาที่ทยอยกลับมาใช้ได้จะรีเฟรชทุก 5 ชั่วโมง แทนการรีเซ็ตวันละครั้ง อย่างไรก็ตาม การรีเฟรชจะดำเนินต่อไปจนกว่าผู้ใช้จะถึงเพดานการใช้งานโดยรวมประจำสัปดาห์ 6
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจสะดวกขึ้นสำหรับคนที่ใช้งานเป็นช่วง ๆ ระหว่างวัน เพราะการชนขีดจำกัดระยะสั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องรอถึงวันรุ่งขึ้นเสมอไป แต่ผู้ที่ใช้งานหนักต่อเนื่องหลายรอบก็อาจไปถึงเพดานรายสัปดาห์ได้ในที่สุด
Google ยังไม่ได้ประกาศตัวเลขกลางว่าผู้ใช้ทุกคนจะส่งพรอมต์ได้กี่ครั้ง เนื่องจากคำขอแต่ละแบบใช้กำลังประมวลผลไม่เท่ากัน การกำหนดเป็นจำนวนพรอมต์ตายตัวจึงไม่สามารถสะท้อนโควตาของผู้ใช้แต่ละรายได้อย่างแม่นยำ 6
โครงสร้างแพ็กเกจที่ Google เผยแพร่จะคิดเป็นสัดส่วนเมื่อเทียบกับสิทธิ์การใช้งานมาตรฐาน ดังนี้
ข้อมูลแพ็กเกจของ Google ระบุเช่นกันว่า Ultra แต่ละระดับมีขีดจำกัดการใช้งานสูงกว่า Pro 5 หรือ 20 เท่า 610
ตัวเลขเหล่านี้เป็นสัดส่วนของสิทธิ์การใช้งาน ไม่ใช่คำรับรองว่าผู้ใช้จะสร้างวิดีโอ แชต หรือผลงานประเภทใดประเภทหนึ่งได้เป็นจำนวนคงที่ เพราะปริมาณงานที่ทำได้จริงจะขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้ผสมผสานงานแต่ละประเภทอย่างไร
ระบบใหม่จะทำให้ผู้ใช้มองเห็นการใช้โควตาได้ชัดเจนขึ้น โดย Gemini Notebook จะแสดงข้อมูลการใช้งานและเวลาที่โควตาจะรีเฟรชครั้งถัดไปในหน้าต่างแชต นอกจากนี้ยังอาจแจ้งเตือนเมื่อผู้ใช้ใกล้ถึงขีดจำกัดหรือใช้โควตาครบแล้ว 67
สำหรับผลงานจาก Studio Google ระบุว่า Notebook จะแสดงตัวบ่งชี้ประมาณการว่าแต่ละคำขอจะใช้โควตามากน้อยเพียงใด หากผลงานที่ขอใช้ทรัพยากรมากกว่าโควตาที่เหลือ ระบบอาจเสนอทางเลือกอื่นที่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า 67
ฟีเจอร์นี้มีความสำคัญ เพราะหลังจากเปลี่ยนระบบแล้ว ผู้ใช้จะประเมินโควตาที่เหลือด้วยการนับจำนวนครั้งของฟีเจอร์ไม่ได้อีกต่อไป หน้าจอของ Notebook จะกลายเป็นช่องทางหลักในการดูว่างานหนึ่ง ๆ น่าจะใช้โควตาร่วมไปมากเพียงใด
หากโควตาที่ใช้งานได้ในขณะนั้นหมด ผู้ใช้ยังสามารถเลือกให้ Notebook สร้างผลงานจาก Studio บางประเภทในภายหลังได้ เช่น Video Overviews และ Slide Decks ตัวเลือกสร้างภายหลังนี้ใช้งานผ่านเว็บ และอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง โดย Notebook สามารถแจ้งเตือนเมื่อผลงานเสร็จแล้ว 67
วิธีนี้ช่วยให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องยกเลิกงานที่ใช้ทรัพยากรสูงทันที แต่ไม่ได้หมายความว่าผลงานจะไม่ถูกหักโควตา คำขอยังคงต้องผ่านการประมวลผลเมื่อระบบมีความจุเพียงพอ
การนับคำขอหนึ่งครั้งเป็นหน่วยวัดที่ไม่ค่อยสะท้อนต้นทุนจริง เมื่อผลิตภัณฑ์ AI ต้องจัดการกับบริบทที่ยาวขึ้น เวิร์กโฟลว์แบบเอเจนต์ โมเดลขั้นสูง งานค้นคว้า และการสร้างสื่อมัลติมีเดีย คำขอสองรายการที่ดูคล้ายกันจากมุมมองของผู้ใช้อาจต้องใช้กำลังประมวลผลแตกต่างกันมาก
Google เคยนำแนวทางแบบวัดตามกำลังประมวลผลมาใช้กับแอป Gemini แล้ว โดยระบบจะพิจารณาความซับซ้อนของพรอมต์ โมเดลและฟีเจอร์ที่ใช้ รวมถึงความยาวของแชต และโควตาจะรีเฟรชทุก 5 ชั่วโมงจนกว่าจะถึงเพดานรายสัปดาห์ 1
GitHub ก็ปรับแนวทางคล้ายกันกับ Copilot โดยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2026 แพ็กเกจของ Copilot เปลี่ยนจากการนับ premium requests มาเป็นการคิดตามการใช้งาน ต้นทุนจะผูกกับโมเดลและจำนวนโทเคนที่ใช้ พร้อมโควตาในรูปแบบ GitHub AI Credits
ทิศทางของบริการเหล่านี้สะท้อนแนวโน้มเดียวกันในอุตสาหกรรม AI: เมื่อระบบทำงานที่ยาวขึ้น เป็นอิสระมากขึ้น และใช้ทรัพยากรสูงขึ้น ผู้ให้บริการจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากแนวคิด “หนึ่งคำขอเท่ากับหนึ่งหน่วย” ไปสู่การวัดที่ใกล้เคียงกับการใช้ทรัพยากรจริงมากกว่า
สำหรับผู้ใช้ทั่วไป การเปลี่ยนระบบอาจให้ความยืดหยุ่นมากขึ้น หากการโต้ตอบง่าย ๆ ใช้โควตาร่วมน้อย แต่ผู้ที่ใช้ Audio Overviews, Video Overviews หรือฟีเจอร์ที่ใช้ทรัพยากรสูงเป็นประจำอาจวางแผนการใช้งานได้ยากกว่าเดิม เพราะ Google ยังไม่ได้เปิดเผยน้ำหนักต้นทุนของแต่ละฟีเจอร์ หรือสูตรแปลงที่ชัดเจนว่าการสร้างผลงานหนึ่งประเภทเทียบเท่ากับอีกประเภทกี่หน่วย
ผลกระทบที่แท้จริงจึงต้องรอดูจากการใช้งานจริง Google ระบุในเอกสารว่าโควตาอาจเปลี่ยนแปลงตามความพร้อมของระบบและการทดสอบ ทำให้ตัวคูณที่ประกาศในปัจจุบันควรมองเป็นกรอบการใช้งาน ณ ตอนนี้ ไม่ใช่การรับประกันถาวร 6
สิ่งที่คาดการณ์ได้ชัดเจนที่สุดคือ Gemini Notebook จะ ยืดหยุ่นขึ้น แต่คาดเดายากขึ้น ผู้ใช้สามารถจัดสรรโควตาร่วมระหว่างฟีเจอร์ต่าง ๆ และกลับมาใช้งานได้ทุก 5 ชั่วโมง แต่ปริมาณงานที่เหลือจะขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของสิ่งที่ขอให้ Notebook ทำ
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ตั้งแต่ 2 กันยายน 2026 Gemini Notebook จะยกเลิกโควตารายวันแยกตามฟีเจอร์ และเปลี่ยนเป็นงบการใช้งานร่วมที่คิดตามกำลังประมวลผล
ตั้งแต่ 2 กันยายน 2026 Gemini Notebook จะยกเลิกโควตารายวันแยกตามฟีเจอร์ และเปลี่ยนเป็นงบการใช้งานร่วมที่คิดตามกำลังประมวลผล โควตาจะรีเฟรชทุก 5 ชั่วโมงจนกว่าจะถึงเพดานรายสัปดาห์ ทำให้ไม่ต้องรอถึงวันถัดไป แต่การใช้งานหนักหลายรอบอาจทำให้ชนเพดานเร็วขึ้น
ผู้ใช้ไม่มีแพ็กเกจจะได้โควตามาตรฐาน ส่วน Google AI Plus ได้ 2 เท่า, AI Pro ได้ 4 เท่า และ AI Ultra ได้ 5 หรือ 20 เท่าของโควตา Pro ตามแพ็กเกจที่สมัคร