ส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันโลกของ OPEC+ ลดจากกว่า 48% ก่อนสงครามเหลือราว 40% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตหลัก 7 ประเทศมีสัดส่วนเพียงประมาณหนึ่งในสี่ของผลผลิตโลก [10][13][14] การประกาศเพิ่มกำลังผลิตของ OPEC+ หลายครั้งแทบไม่ส่งผลในทางปฏิบัติ เพราะน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างสม่ำเสมอ [...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How has the six month U.S. Israeli war with Iran and the resulting effective blockade of the Strait of Hormuz transformed global oil market. Article summary: The war has inverted the usual oil market hierarchy: OPEC+ still controls large volumes underground, but the Hormuz blockade has curtailed its ability to turn production policy into export supply.. Topic tags: general web, security, regulation, benchmarks, growth. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbe
สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านได้เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในตลาดน้ำมันโลกอย่างชัดเจน เดิมที OPEC+—กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร ซึ่งรวมถึงรัสเซีย—เป็นฝ่ายที่สามารถปรับปริมาณน้ำมันในตลาดและมีอิทธิพลต่อราคาได้ แต่การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซทำให้ความสามารถในการผลิตไม่เท่ากับความสามารถในการส่งออกอีกต่อไป
ในทางกลับกัน จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก กลายเป็นแรงถ่วงดุลระยะสั้นของตลาด เพราะการลดหรือเพิ่มการซื้อของจีนมีขนาดใหญ่พอที่จะเปลี่ยนสมดุลอุปสงค์และอุปทานได้ ขณะเดียวกัน สต็อกน้ำมันและเครื่องมือนโยบายฉุกเฉินของสหรัฐฯ ก็ทำให้วอชิงตันมีอิทธิพลต่อตลาดมากขึ้นเช่นกัน 7
13
14
ส่วนแบ่งผลผลิตน้ำมันโลกของ OPEC+ ลดจากมากกว่า 48% ก่อนสงครามเหลือประมาณ 40% ในเดือนกรกฎาคม โดยกลุ่มผู้ผลิตหลัก 7 ประเทศ ซึ่งรวมถึงซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย มีสัดส่วนเพียงราวหนึ่งในสี่ของผลผลิตโลก การถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จาก OPEC ในเดือนพฤษภาคมอธิบายการลดลงได้ประมาณ 4–5 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่ปัญหาที่สำคัญกว่านั้นคือข้อจำกัดทางกายภาพ: ต่อให้เพิ่มการผลิต น้ำมันก็อาจส่งไปถึงผู้ซื้อไม่ได้ หากเส้นทางผ่านฮอร์มุซยังไม่ปลอดภัย 10
13
14
นี่ต่างจากสถานการณ์ในปี 2019 อย่างมาก ในเวลานั้น OPEC+ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ยังสามารถลดหรือเพิ่มปริมาณน้ำมันที่ส่งถึงตลาดได้อย่างน่าเชื่อถือ กำลังการผลิตสำรองจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดราคา แต่ในปี 2026 การประกาศเพิ่มโควตาผลิตไม่สามารถรับประกันว่าจะมีน้ำมันขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้นจริง เพราะเส้นทางส่งออกถูกจำกัด โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย และค่าขนส่งพุ่งสูง 7
14
จีนลดการซื้อน้ำมันลงประมาณ 400 ล้านบาร์เรลเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การลดลงนี้ช่วยชดเชยน้ำมันจำนวนมากที่ติดค้างอยู่หลังช่องแคบฮอร์มุซ และทำหน้าที่คล้ายกันชนฝั่งอุปสงค์ให้ตลาดโลก 4
8
11
ในเดือนมิถุนายน จีนนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยเพียง 7.12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลง 41.3% จากปีก่อน ขณะที่โรงกลั่นแปรรูปน้ำมันอยู่ที่ 12.47 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลง 17.7% และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 6
การลดลงนี้ไม่ได้เกิดจากการชะลอการนำเข้าเพียงอย่างเดียว จีนยังจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิง ลดอัตราการเดินเครื่องโรงกลั่น ใช้น้ำมันจากคลังสำรอง และเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ปัจจัยเหล่านี้ลดความต้องการน้ำมันดิบจากต่างประเทศและช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อสินค้าที่มีอยู่จำกัด
บทบาทของจีนในครั้งนี้ยังเป็นการกลับด้านจากช่วงก่อนสงคราม ก่อนหน้านั้น การซื้อและการสะสมน้ำมันของจีนเป็นหนึ่งในแหล่งอุปสงค์ส่วนเพิ่มที่สำคัญของโลก โดยมีการประเมินว่าจีนอาจคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของการเติบโตของความต้องการน้ำมัน เมื่อจีนหยุดซื้อ ผู้ขายจึงสูญเสียอุปสงค์ปริมาณมหาศาล ซึ่งช่วยหักล้างผลกระทบจากอุปทานที่หายไปเพราะวิกฤตฮอร์มุซ 1
4
ช่วงที่วิกฤตรุนแรงที่สุด มีน้ำมันราว 13 ล้านบาร์เรลต่อวันติดค้างอยู่หลังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นหนึ่งในการหยุดชะงักด้านอุปทานครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่ตลาดเคยเผชิญ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งจากราว 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลไปแตะประมาณ 118 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมีนาคม กลับลดลงมาใกล้ระดับก่อนสงครามภายในต้นเดือนกรกฎาคม 4
5
นอกจากการลดการซื้อของจีนแล้ว การเพิ่มการผลิตจากนอกภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียและการดึงน้ำมันจากคลังสำรองทั่วโลกก็ช่วยดูดซับผลกระทบบางส่วน แต่จีนเป็นปัจจัยด้านอุปสงค์ที่มีขนาดใหญ่และรวดเร็วที่สุด จึงมีบทบาทสำคัญในการจำกัดเพดานราคา 4
13
การหยุดยิงชั่วคราวในช่วงฤดูร้อนเปิดเส้นทางเดินเรือได้บางส่วน ทำให้การนำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียของจีนเพิ่มขึ้นราวสองเท่า และทำให้การนำเข้ารวมในเดือนกรกฎาคมเพิ่มเป็น 8.41 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับต่ำสุดในรอบเกือบทศวรรษที่ 7.12 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมิถุนายน 1
7
แต่ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าปีก่อน 24.3% และการฟื้นตัวส่วนหนึ่งเกิดจากการเดินเครื่องโรงกลั่นที่อ่อนแอ รวมถึงการสะสมน้ำมันในคลังเพียงเล็กน้อย ไม่ได้สะท้อนการบริโภคที่ฟื้นตัวอย่างมั่นคง จีนมีน้ำมันส่วนเกินราว 210,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม แม้นำเข้าลดลงมาก เพราะโรงกลั่นใช้วัตถุดิบน้อยลงและก่อนหน้านี้มีการดึงน้ำมันจากคลังสำรอง 1
2
ดังนั้น หากความเสี่ยงด้านความมั่นคงกลับมาและนโยบายจำกัดการนำเข้ายังคงอยู่ ปริมาณนำเข้าของจีนก็มีแนวโน้มอ่อนตัวลงอีก การหยุดยิงจึงยังไม่ใช่หลักฐานว่าตลาดกลับสู่ภาวะปกติ
หากการขนส่งหยุดชะงักยืดเยื้อ ผู้ส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียจะยังมีน้ำมันติดอยู่ในภูมิภาค ขณะที่การตัดสินใจของจีนเกี่ยวกับการซื้อ การปล่อยน้ำมันสำรอง การเดินเครื่องโรงกลั่น และการส่งออกเชื้อเพลิงจะมีผลต่อตลาดโลกมากขึ้นอย่างผิดปกติ
ฝั่งสหรัฐฯ ก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะคลังสำรองน้ำมันกลั่น โดยเฉพาะดีเซล อยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ ความตึงตัวของดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานอาจกลายเป็นตัวเร่งราคา ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีทั้งแรงจูงใจและเครื่องมือในการใช้นโยบายคลังสำรอง มาตรการคว่ำบาตร การทูต และนโยบายเพิ่มอุปทานภายในประเทศเพื่อมีอิทธิพลต่อตลาด 4
14
ภาพรวมจึงไม่ใช่การที่จีนเข้ามาแทน OPEC+ แบบสมบูรณ์ แต่เป็นการเปลี่ยนจากตลาดที่ผู้ผลิตสามารถปรับอุปทานเพื่อชี้นำราคา ไปสู่ตลาดที่ผู้ซื้อรายใหญ่และนโยบายของรัฐมีบทบาทสูงขึ้น OPEC+ ยังคงถือครองปริมาณน้ำมันจำนวนมากใต้ดิน ทว่าความสามารถในการเปลี่ยนปริมาณนั้นให้เป็นน้ำมันที่ส่งถึงตลาดได้ถูกจำกัดอย่างหนัก
ระยะต่อไปตลาดอาจมีความผันผวนมากขึ้นและไม่ได้กลับไปอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ผลิตโดยอัตโนมัติ หากจีนยังคงยับยั้งการซื้อ ราคาก็อาจถูกกดไว้ต่อไป แต่หากจีนกลับมาซื้อเต็มที่หรือเกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงสำเร็จรูปอย่างรุนแรง แรงกดดันด้านราคาก็สามารถพลิกกลับขึ้นอย่างรวดเร็ว 4
14
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันโลกของ OPEC+ ลดจากกว่า 48% ก่อนสงครามเหลือราว 40% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตหลัก 7 ประเทศมีสัดส่วนเพียงประมาณหนึ่งในสี่ของผลผลิตโลก [10][13][14]
ส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันโลกของ OPEC+ ลดจากกว่า 48% ก่อนสงครามเหลือราว 40% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตหลัก 7 ประเทศมีสัดส่วนเพียงประมาณหนึ่งในสี่ของผลผลิตโลก [10][13][14] การประกาศเพิ่มกำลังผลิตของ OPEC+ หลายครั้งแทบไม่ส่งผลในทางปฏิบัติ เพราะน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างสม่ำเสมอ [7][14]
จีนลดการซื้อน้ำมันลงราว 400 ล้านบาร์เรลเมื่อเทียบกับปีก่อน จากข้อจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิง โรงกลั่นเดินเครื่องลดลง การใช้คลังสำรอง และการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า จนกลายเป็นผู้ซื้อที่ช่วยดูดซับแรงกระแทกด้านอุปทาน [4][6][13]
ส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันโลกของ OPEC+ ลดจากกว่า 48% ก่อนสงครามเหลือราว 40% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตหลัก 7 ประเทศมีสัดส่วนเพียงประมาณหนึ่งในสี่ของผลผลิตโลก [10][13][14] การประกาศเพิ่มกำลังผลิตของ OPEC+ หลายครั้งแทบไม่ส่งผลในทางปฏิบัติ เพราะน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างสม่ำเสมอ [...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How has the six month U.S. Israeli war with Iran and the resulting effective blockade of the Strait of Hormuz transformed global oil market. Article summary: The war has inverted the usual oil market hierarchy: OPEC+ still controls large volumes underground, but the Hormuz blockade has curtailed its ability to turn production policy into export supply.. Topic tags: general web, security, regulation, benchmarks, growth. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbe
สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านได้เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในตลาดน้ำมันโลกอย่างชัดเจน เดิมที OPEC+—กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร ซึ่งรวมถึงรัสเซีย—เป็นฝ่ายที่สามารถปรับปริมาณน้ำมันในตลาดและมีอิทธิพลต่อราคาได้ แต่การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซทำให้ความสามารถในการผลิตไม่เท่ากับความสามารถในการส่งออกอีกต่อไป
ในทางกลับกัน จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก กลายเป็นแรงถ่วงดุลระยะสั้นของตลาด เพราะการลดหรือเพิ่มการซื้อของจีนมีขนาดใหญ่พอที่จะเปลี่ยนสมดุลอุปสงค์และอุปทานได้ ขณะเดียวกัน สต็อกน้ำมันและเครื่องมือนโยบายฉุกเฉินของสหรัฐฯ ก็ทำให้วอชิงตันมีอิทธิพลต่อตลาดมากขึ้นเช่นกัน 7
13
14
ส่วนแบ่งผลผลิตน้ำมันโลกของ OPEC+ ลดจากมากกว่า 48% ก่อนสงครามเหลือประมาณ 40% ในเดือนกรกฎาคม โดยกลุ่มผู้ผลิตหลัก 7 ประเทศ ซึ่งรวมถึงซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย มีสัดส่วนเพียงราวหนึ่งในสี่ของผลผลิตโลก การถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จาก OPEC ในเดือนพฤษภาคมอธิบายการลดลงได้ประมาณ 4–5 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่ปัญหาที่สำคัญกว่านั้นคือข้อจำกัดทางกายภาพ: ต่อให้เพิ่มการผลิต น้ำมันก็อาจส่งไปถึงผู้ซื้อไม่ได้ หากเส้นทางผ่านฮอร์มุซยังไม่ปลอดภัย 10
13
14
นี่ต่างจากสถานการณ์ในปี 2019 อย่างมาก ในเวลานั้น OPEC+ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ยังสามารถลดหรือเพิ่มปริมาณน้ำมันที่ส่งถึงตลาดได้อย่างน่าเชื่อถือ กำลังการผลิตสำรองจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดราคา แต่ในปี 2026 การประกาศเพิ่มโควตาผลิตไม่สามารถรับประกันว่าจะมีน้ำมันขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้นจริง เพราะเส้นทางส่งออกถูกจำกัด โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย และค่าขนส่งพุ่งสูง 7
14
จีนลดการซื้อน้ำมันลงประมาณ 400 ล้านบาร์เรลเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การลดลงนี้ช่วยชดเชยน้ำมันจำนวนมากที่ติดค้างอยู่หลังช่องแคบฮอร์มุซ และทำหน้าที่คล้ายกันชนฝั่งอุปสงค์ให้ตลาดโลก 4
8
11
ในเดือนมิถุนายน จีนนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยเพียง 7.12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลง 41.3% จากปีก่อน ขณะที่โรงกลั่นแปรรูปน้ำมันอยู่ที่ 12.47 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลง 17.7% และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 6
การลดลงนี้ไม่ได้เกิดจากการชะลอการนำเข้าเพียงอย่างเดียว จีนยังจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิง ลดอัตราการเดินเครื่องโรงกลั่น ใช้น้ำมันจากคลังสำรอง และเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ปัจจัยเหล่านี้ลดความต้องการน้ำมันดิบจากต่างประเทศและช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อสินค้าที่มีอยู่จำกัด
บทบาทของจีนในครั้งนี้ยังเป็นการกลับด้านจากช่วงก่อนสงคราม ก่อนหน้านั้น การซื้อและการสะสมน้ำมันของจีนเป็นหนึ่งในแหล่งอุปสงค์ส่วนเพิ่มที่สำคัญของโลก โดยมีการประเมินว่าจีนอาจคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของการเติบโตของความต้องการน้ำมัน เมื่อจีนหยุดซื้อ ผู้ขายจึงสูญเสียอุปสงค์ปริมาณมหาศาล ซึ่งช่วยหักล้างผลกระทบจากอุปทานที่หายไปเพราะวิกฤตฮอร์มุซ 1
4
ช่วงที่วิกฤตรุนแรงที่สุด มีน้ำมันราว 13 ล้านบาร์เรลต่อวันติดค้างอยู่หลังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นหนึ่งในการหยุดชะงักด้านอุปทานครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่ตลาดเคยเผชิญ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งจากราว 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลไปแตะประมาณ 118 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมีนาคม กลับลดลงมาใกล้ระดับก่อนสงครามภายในต้นเดือนกรกฎาคม 4
5
นอกจากการลดการซื้อของจีนแล้ว การเพิ่มการผลิตจากนอกภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียและการดึงน้ำมันจากคลังสำรองทั่วโลกก็ช่วยดูดซับผลกระทบบางส่วน แต่จีนเป็นปัจจัยด้านอุปสงค์ที่มีขนาดใหญ่และรวดเร็วที่สุด จึงมีบทบาทสำคัญในการจำกัดเพดานราคา 4
13
การหยุดยิงชั่วคราวในช่วงฤดูร้อนเปิดเส้นทางเดินเรือได้บางส่วน ทำให้การนำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียของจีนเพิ่มขึ้นราวสองเท่า และทำให้การนำเข้ารวมในเดือนกรกฎาคมเพิ่มเป็น 8.41 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับต่ำสุดในรอบเกือบทศวรรษที่ 7.12 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมิถุนายน 1
7
แต่ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าปีก่อน 24.3% และการฟื้นตัวส่วนหนึ่งเกิดจากการเดินเครื่องโรงกลั่นที่อ่อนแอ รวมถึงการสะสมน้ำมันในคลังเพียงเล็กน้อย ไม่ได้สะท้อนการบริโภคที่ฟื้นตัวอย่างมั่นคง จีนมีน้ำมันส่วนเกินราว 210,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม แม้นำเข้าลดลงมาก เพราะโรงกลั่นใช้วัตถุดิบน้อยลงและก่อนหน้านี้มีการดึงน้ำมันจากคลังสำรอง 1
2
ดังนั้น หากความเสี่ยงด้านความมั่นคงกลับมาและนโยบายจำกัดการนำเข้ายังคงอยู่ ปริมาณนำเข้าของจีนก็มีแนวโน้มอ่อนตัวลงอีก การหยุดยิงจึงยังไม่ใช่หลักฐานว่าตลาดกลับสู่ภาวะปกติ
หากการขนส่งหยุดชะงักยืดเยื้อ ผู้ส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียจะยังมีน้ำมันติดอยู่ในภูมิภาค ขณะที่การตัดสินใจของจีนเกี่ยวกับการซื้อ การปล่อยน้ำมันสำรอง การเดินเครื่องโรงกลั่น และการส่งออกเชื้อเพลิงจะมีผลต่อตลาดโลกมากขึ้นอย่างผิดปกติ
ฝั่งสหรัฐฯ ก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะคลังสำรองน้ำมันกลั่น โดยเฉพาะดีเซล อยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ ความตึงตัวของดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานอาจกลายเป็นตัวเร่งราคา ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีทั้งแรงจูงใจและเครื่องมือในการใช้นโยบายคลังสำรอง มาตรการคว่ำบาตร การทูต และนโยบายเพิ่มอุปทานภายในประเทศเพื่อมีอิทธิพลต่อตลาด 4
14
ภาพรวมจึงไม่ใช่การที่จีนเข้ามาแทน OPEC+ แบบสมบูรณ์ แต่เป็นการเปลี่ยนจากตลาดที่ผู้ผลิตสามารถปรับอุปทานเพื่อชี้นำราคา ไปสู่ตลาดที่ผู้ซื้อรายใหญ่และนโยบายของรัฐมีบทบาทสูงขึ้น OPEC+ ยังคงถือครองปริมาณน้ำมันจำนวนมากใต้ดิน ทว่าความสามารถในการเปลี่ยนปริมาณนั้นให้เป็นน้ำมันที่ส่งถึงตลาดได้ถูกจำกัดอย่างหนัก
ระยะต่อไปตลาดอาจมีความผันผวนมากขึ้นและไม่ได้กลับไปอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ผลิตโดยอัตโนมัติ หากจีนยังคงยับยั้งการซื้อ ราคาก็อาจถูกกดไว้ต่อไป แต่หากจีนกลับมาซื้อเต็มที่หรือเกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงสำเร็จรูปอย่างรุนแรง แรงกดดันด้านราคาก็สามารถพลิกกลับขึ้นอย่างรวดเร็ว 4
14
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันโลกของ OPEC+ ลดจากกว่า 48% ก่อนสงครามเหลือราว 40% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตหลัก 7 ประเทศมีสัดส่วนเพียงประมาณหนึ่งในสี่ของผลผลิตโลก [10][13][14]
ส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันโลกของ OPEC+ ลดจากกว่า 48% ก่อนสงครามเหลือราว 40% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตหลัก 7 ประเทศมีสัดส่วนเพียงประมาณหนึ่งในสี่ของผลผลิตโลก [10][13][14] การประกาศเพิ่มกำลังผลิตของ OPEC+ หลายครั้งแทบไม่ส่งผลในทางปฏิบัติ เพราะน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างสม่ำเสมอ [7][14]
จีนลดการซื้อน้ำมันลงราว 400 ล้านบาร์เรลเมื่อเทียบกับปีก่อน จากข้อจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิง โรงกลั่นเดินเครื่องลดลง การใช้คลังสำรอง และการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า จนกลายเป็นผู้ซื้อที่ช่วยดูดซับแรงกระแทกด้านอุปทาน [4][6][13]