การโจมตีด้วยโดรนต่อศูนย์กระจายสินค้า Ozon ในบัชคอร์โตสถานและโอเรนบูร์ก รวมถึงโรงกลั่น Bashneft-Ufaneftekhim ในเมืองอูฟา เมื่อคืนวันที่ 27 สิงหาคม เกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียกำลังเผชิญแรงกดดันสองด้านของเศรษฐกิจภาวะสงคราม ได้แก่ ความสามารถในการกระจายสินค้าอีคอมเมิร์ซสู่ผู้บริโภค และกำลังผลิตน้ำมันเบนซิน
ความเสียหายทางกายภาพในแต่ละจุดอาจยังดูจำกัด โดยทางการบัชคอร์โตสถานระบุว่าโรงกลั่นในอูฟาเสียหายเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อพิจารณารวมกับการโจมตีต่อเนื่อง ผลกระทบสำคัญอยู่ที่การหยุดดำเนินงาน ต้นทุนการรักษาความปลอดภัยที่สูงขึ้น และแรงกระเพื่อมสะสมต่อระบบเชื้อเพลิงและโลจิสติกส์ของรัสเซีย 45
อีคอมเมิร์ซ: จากคลังสินค้าเสียหายสู่ปัญหาการส่งมอบ
ศูนย์ Ozon ในโอเรนบูร์กได้รับความเสียหายจากเศษซากโดรน หลังทางการรัสเซียระบุว่าสามารถสกัดโดรนได้ 6 ลำ มีรายงานว่าพนักงานมากกว่า 300 คนถูกอพยพออกจากพื้นที่ 116 ส่วนศูนย์ Ozon ในบัชคอร์โตสถานใกล้อูฟามีรายงานว่าได้รับความเสียหายเล็กน้อยและถูกปิดชั่วคราวเพื่อการตรวจสอบ แม้รายละเอียดส่วนนี้จะยังมีข้อมูลที่ตรวจสอบยืนยันโดยอิสระได้จำกัด 13
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว ก่อนหน้านั้นมีการโจมตีศูนย์กระจายสินค้า Ozon อย่างน้อย 6 แห่งภายในเวลา 3 วัน รวมถึงเหตุเพลิงไหม้และการหยุดดำเนินงานที่ศูนย์ในมาคัชคาลา ซึ่ง Ozon ระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน 35
ในเวลาเดียวกัน Wildberries คู่แข่งรายใหญ่ของ Ozon ก็ถูกโจมตีคลังสินค้าอย่างน้อย 7 แห่ง ส่งผลให้บริษัทสูญเสียความจุในการจัดเก็บประมาณ 10% และกระทบผู้ขายรายย่อยจำนวนมากที่พึ่งพาแพลตฟอร์มดังกล่าว 12 ต่อมายังมีรายงานว่าศูนย์กระจายสินค้า Wildberries ในแคว้นทัมบอฟถูกไฟไหม้จนเสียหายทั้งหมด 6
ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่อาคาร แต่ลามไปถึงสินค้าคงคลัง คำสั่งซื้อ การรับส่งสินค้า และกระแสเงินสดของผู้ขายรายย่อย ซึ่งเป็นผู้รับภาระโดยตรงเมื่อสินค้าถูกทำลายหรือการจัดส่งต้องหยุดชะงัก
ความเสียหายทางการเงินยังเป็นเพียงตัวเลขประมาณการ
ยังไม่มีตัวเลขความเสียหายรวมที่ผ่านการตรวจสอบบัญชีอย่างเป็นอิสระ รายงานบางฉบับประเมินความเสียหายของ Wildberries และผู้ขายไว้ที่ 600,000–800,000 ล้านรูเบิล หรือราว 6–8,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 1011 ขณะที่รายงานอื่นระบุว่าสินค้าที่สูญเสียมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
ตัวเลขเหล่านี้ควรอ่านในฐานะค่าประเมินจากสื่อและแหล่งข่าว ไม่ใช่ตัวเลขขาดทุนที่บริษัทประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ
ภาคน้ำมัน: NORSI สำคัญกว่าความเสียหายที่อูฟา
สำหรับโรงกลั่น Bashneft-Ufaneftekhim ผู้ว่าการบัชคอร์โตสถานระบุว่าความเสียหายจากการโจมตีวันที่ 27 สิงหาคมอยู่ในระดับเล็กน้อย 4 อย่างไรก็ตาม การโจมตีโรงกลั่น NORSI ของ Lukoil ในวันก่อนหน้ามีผลต่อภาพรวมประเทศชัดเจนกว่า เพราะแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุว่าโรงกลั่นต้องระงับการกลั่นน้ำมันดิบ
NORSI เป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่อันดับ 4 ของรัสเซีย มีกำลังกลั่นประมาณ 15 ล้านตันต่อปี และเป็นผู้ผลิตน้ำมันเบนซินรายใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ 5 การหยุดดำเนินงานของโรงกลั่นแห่งนี้จึงกระทบปริมาณผลิตภัณฑ์น้ำมันที่พร้อมส่งต่อไปยังสถานีบริการและภาคขนส่งโดยตรง
การหยุดของ NORSI ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องจากปัญหาที่โรงกลั่น Lukoil แห่งอื่น เช่น โรงกลั่นในเมืองเพิร์ม ซึ่งหยุดดำเนินงานหลังถูกโจมตีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 7 รายงานที่มีอยู่สนับสนุนข้อสรุปว่าเครือข่ายโรงกลั่นของ Lukoil กำลังถูกรบกวนอย่างรุนแรง แต่ยังไม่สามารถยืนยันคำกล่าวแบบครอบคลุมว่าโรงกลั่น Lukoil รายใหญ่ทุกแห่งหยุดพร้อมกันทั้งหมด
น้ำมันแพงขึ้นและเริ่มมีการจำกัดการขาย
การโจมตีโรงกลั่นหลายแห่งทำให้ปริมาณเชื้อเพลิงที่มีอยู่ลดลง และทำให้เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลนกับราคาที่สูงขึ้นในบางพื้นที่ 411 ทางการและบริษัทน้ำมันเริ่มจำกัดการขายเบนซินและดีเซลมากขึ้น
หลักฐานที่มีอยู่ชี้ว่าปัญหากำลังรุนแรงขึ้นในระดับภูมิภาค และมีการใช้มาตรการปันส่วนหรือจำกัดการขายแบบเฉพาะพื้นที่ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่ารัสเซียมีระบบปันส่วนน้ำมันแบบเดียวกันทั่วประเทศ 1415 กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผลกระทบต่อผู้บริโภคอาจแตกต่างกันมากตามภูมิภาค ตั้งแต่ราคาสูงขึ้นและหาซื้อยาก ไปจนถึงการจำกัดปริมาณการเติมน้ำมัน
ตัวเลขป้องกันภัยทางอากาศไม่ได้ลบล้างความเสียหาย
ตัวเลขของทางการรัสเซีย เช่น การระบุว่าสกัดโดรนได้ 6 ลำเหนือโอเรนบูร์ก สะท้อนผลการป้องกันที่รัสเซียอ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสียหายจากเศษซากหรือโดรนที่เล็ดรอดผ่านระบบป้องกันในพื้นที่ 1
การโจมตีศูนย์ Ozon ในพื้นที่อื่นช่วงปลายเดือนสิงหาคมมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่การโจมตีด้วยโดรนระลอกใหญ่เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดไปผูกกับการโจมตีโรงงานและศูนย์กระจายสินค้าในวันที่ 27 สิงหาคมโดยตรง หากยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้ 38
เครมลินเพิ่มแรงกดดันต่อภาคเอกชน
มอสโกประกาศว่าจะตอบโต้ ขณะที่ปูตินยอมรับต่อสาธารณะว่าการโจมตีตอบโต้ของยูเครนกำลังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่รัสเซีย 10
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ปูตินยังลงนามในคำสั่งที่เปิดทางให้รัฐเข้าควบคุม “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ” เป็นการชั่วคราว หากเจ้าของเอกชนไม่สามารถป้องกันสถานที่จากการโจมตีด้วยโดรน หรือไม่สามารถซ่อมแซมสถานที่หลังถูกโจมตีได้ 1213
ในทางปฏิบัติ มาตรการนี้ทำให้บริษัทเอกชนต้องรับผิดชอบมากขึ้นทั้งด้านการป้องกันภัยทางอากาศและการฟื้นฟูทรัพย์สิน ขณะเดียวกันก็เพิ่มอำนาจให้รัฐเข้าแทรกแซงหรือเข้าควบคุมสินทรัพย์ที่เห็นว่ามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
ผลกระทบที่แท้จริงคือแรงกดดันแบบสะสม
การโจมตีแต่ละครั้งอาจไม่ได้ทำลายระบบอีคอมเมิร์ซหรือตลาดน้ำมันของรัสเซียในทันที แต่การโจมตีซ้ำทำให้ความเสียหายสะสมเป็นวงกว้างขึ้น สำหรับอีคอมเมิร์ซ นั่นหมายถึงคลังสินค้าที่ใช้งานไม่ได้ สินค้าที่สูญหาย และการจัดส่งที่ไม่แน่นอน ส่วนภาคน้ำมันต้องรับมือกับกำลังกลั่นที่ลดลง น้ำมันที่แพงขึ้น และการปันส่วนในบางพื้นที่
ดังนั้น ผลกระทบสำคัญของการโจมตีวันที่ 27 สิงหาคมจึงไม่ได้อยู่ที่ความเสียหายของอาคารเพียงแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่อยู่ที่การเพิ่มต้นทุนและลดความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่รัสเซียต้องพึ่งพาในช่วงสงคราม