ลาร์ส คลิงไบล์ระบุว่า ต้นเหตุสำคัญของต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นคือความไม่แน่นอนทั่วโลกจากสงครามอิหร่านของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะแรงกระแทกด้านน้ำมันและเงินเฟ้อจากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ติดขัด กลไกของตลาดเริ่มจากพลังงานที่แพงขึ้น ซึ่งทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงขึ้น นักลงทุนจึงเทขายพันธบัตรระยะยาว ส่งผลให้ราคาพัน...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did German Finance Minister and Vice Chancellor Lars Klingbeil attribute the recent global surge in government bond yields and Germany’s. Article summary: Klingbeil’s argument is that the yield shock is not chiefly a German fiscal-policy event: it is the financial spillover from “Trump’s war in Iran,” which has created global uncertainty, an energy shock and renewed inflat. Topic tags: general, news, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers
ลาร์ส คลิงไบล์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังเยอรมนี มองว่าการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องงบประมาณของเยอรมนี แต่เป็นผลกระทบทางการเงินจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งเขาเรียกว่า “สงครามของทรัมป์”
คลิงไบล์กล่าวว่า สงครามทำให้เกิดความไม่แน่นอนทั่วโลก ราคาพลังงานสูงขึ้น และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง แรงกดดันเหล่านี้สามารถทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นในตลาดต่าง ๆ 14
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลาง เมื่อการเดินเรือผ่านช่องแคบชะลอตัวและยังไม่มีความแน่นอนว่าจะเปิดใช้งานได้เต็มที่เมื่อใด ตลาดน้ำมันจึงเริ่มสะท้อนความเสี่ยงว่าการหยุดชะงักอาจยืดเยื้อเป็นเวลาหลายเดือน
ข้อมูลที่ Reuters รายงานระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมากจากค่าเฉลี่ยก่อนสงคราม ซึ่งอยู่ที่ราว 18 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือประมาณ 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทรงตัวใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะนักลงทุนเริ่มประเมินความเป็นไปได้ที่ข้อจำกัดด้านการขนส่งจะคงอยู่นาน
น้ำมันและเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นสามารถผลักดันเงินเฟ้อทั่วไปและความคาดหวังเงินเฟ้อให้สูงขึ้น สำหรับนักลงทุนพันธบัตร นั่นหมายถึงความเสี่ยงที่ธนาคารกลางอาจต้องคงดอกเบี้ยไว้สูงนานขึ้น หรือมีพื้นที่ลดดอกเบี้ยน้อยลง
พันธบัตรอายุยาวจะอ่อนไหวเป็นพิเศษ เพราะราคาของพันธบัตรสะท้อนการคาดการณ์เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยตลอดช่วงเวลาหลายปี เมื่อผู้ลงทุนเทขายพันธบัตรเดิม ราคาจะลดลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนหรือบอนด์ยีลด์จะปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางตรงกันข้าม
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 5.321% เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2007 ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 30 ปีแตะ 3.79% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 ตามรายงานที่อ้างอิงข้อมูลตลาด 1
แรงกระแทกเดียวกันส่งผลต่อตลาดหุ้นผ่านสองช่องทาง
ประการแรก ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นบีบกำไรของบริษัทและลดกำลังซื้อของครัวเรือน ประการที่สอง บอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นทำให้อัตราคิดลดที่ใช้ประเมินกำไรในอนาคตของบริษัทเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มูลค่าหุ้นถูกกดดัน
ความกังวลนี้เห็นได้ชัดเมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้นและตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลง หลังนักลงทุนมีความหวังน้อยลงต่อข้อตกลงที่จะช่วยสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ตลาดหุ้นยุโรปและสัญญาซื้อขายล่วงหน้าก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน 19
ดังนั้น การเคลื่อนไหวของตลาดครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปรับราคาในตลาดพันธบัตร นักลงทุนกำลังประเมินพร้อมกันทั้งความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และโอกาสที่ธนาคารกลางจะใช้นโยบายการเงินเข้มงวดต่อไปนานกว่าคาด
ความขัดแย้งทำให้ธนาคารกลางต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก ด้านหนึ่ง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ จึงเป็นเหตุผลให้ต้องระมัดระวังการลดดอกเบี้ย แต่อีกด้านหนึ่ง ช็อกจากพลังงานก็อาจทำให้การบริโภค การผลิต และการลงทุนชะลอตัว ซึ่งกลับเป็นเหตุผลให้ควรลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
ภาวะเช่นนี้มักถูกอธิบายว่าเป็นความเสี่ยงแบบ “สแต็กเฟลชัน” หรือการเติบโตอ่อนแอลงพร้อมกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น Reuters รายงานว่า ผู้ว่าการธนาคารกลางชั้นนำกำลังประชุมกันท่ามกลางฉากหลังของการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น และการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุยาว
คำถามสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายคือ ช็อกด้านพลังงานจะเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว หรือจะฝังตัวอยู่ในค่าจ้าง ราคาสินค้า และความคาดหวังของประชาชนและธุรกิจ การรายงานข่าวสะท้อนว่าตลาดกังวลต่อกรณีหลัง แต่ยังไม่อาจสรุปได้ว่าสงครามเพียงอย่างเดียวจะเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยในอนาคต
คลิงไบล์ยังเชื่อมโยงความขัดแย้งเข้ากับการเติบโตของเยอรมนีที่อ่อนแรงลงและรายได้ภาษีที่คาดว่าจะลดลง เหตุผลนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษสำหรับเยอรมนี เพราะภาคการผลิตของประเทศใช้พลังงานสูง ต้นทุนน้ำมันและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอาจลดการผลิต กำไร และการจ้างงาน ซึ่งทำให้ฐานภาษีหดตัว 37
สภาที่ปรึกษาด้านภาษีของเยอรมนีปรับลดประมาณการรายได้ภาษีรวมระหว่างปี 2026–2030 ลง 87.5 พันล้านยูโรจากประมาณการเดิม โดยคาดว่ารายได้ของรัฐบาลกลางในปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 382 พันล้านยูโร ต่ำกว่าประมาณการก่อนหน้าราว 9.9 พันล้านยูโร
รายงานอีกชุดหนึ่งประเมินว่า รายได้ภาษีของรัฐบาลกลางจะขาดจากประมาณการเดิมสะสมราว 52.3 พันล้านยูโรจนถึงปี 2030 ตัวเลขที่แตกต่างกันนี้สะท้อนขอบเขตการคำนวณที่ไม่เหมือนกัน ระหว่างตัวเลขของรัฐบาลกลางกับตัวเลขที่ครอบคลุมรัฐบาลกลาง รัฐ และท้องถิ่น
ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่องบประมาณที่เผชิญทั้งภาวะขาดดุลและความต้องการใช้จ่ายหลายด้านอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การปรับลดประมาณการภาษีไม่ใช่บัญชีที่สามารถระบุผลกระทบจากเหตุการณ์เดียวได้อย่างแม่นยำ เพราะยังรวมสมมติฐานเกี่ยวกับการเติบโต ราคาพลังงาน การค้า และสภาพเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ด้วย
กล่าวอีกอย่างคือ สงครามเป็นช็อกเพิ่มเติมที่มีความสำคัญ แต่ยังไม่ควรถูกมองว่าเป็นสาเหตุเดียวของการเสื่อมถอยด้านการคลังของเยอรมนี 1
หลังเกิดแรงเทขายพันธบัตรระยะยาว กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุยาว โดยเพิ่มขนาดการดำเนินการเป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ต่อรายการ จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์ คาดว่าจะทำให้ยอดซื้อคืนตามแผนในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 14 พันล้านดอลลาร์
การซื้อคืนสามารถช่วยสภาพคล่องของตลาดได้ เพราะเป็นการสร้างอุปสงค์เพิ่มเติมต่อพันธบัตรที่นักลงทุนกำลังพยายามขาย หลังประกาศดังกล่าว บอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกปรับลดลงในช่วงแรก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีลดลงราว 9 จุดพื้นฐาน
แต่แรงผ่อนคลายดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานได้ทั้งหมด บอนด์ยีลด์กลับมาปรับสูงขึ้นในเวลาต่อมา เมื่อนักลงทุนยังคงจับตาเงินเฟ้อและขนาดการกู้ยืมของรัฐบาล ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวจึงสะท้อนความแตกต่างระหว่างมาตรการช่วยให้ตลาดทำงานได้ตามปกติ กับนโยบายที่เปลี่ยนแนวโน้มเงินเฟ้อหรือสถานะการคลังในระยะยาว
คำอธิบายของคลิงไบล์มีลักษณะเป็นห่วงโซ่ผลกระทบที่ชัดเจน: ความขัดแย้งทำให้เส้นทางพลังงานติดขัด ราคาน้ำมันสูงขึ้น ความกังวลเงินเฟ้อกลับมา นักลงทุนเทขายพันธบัตรอายุยาว และต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น จากนั้นเศรษฐกิจเยอรมนีที่อ่อนแรงลงจึงนำไปสู่การปรับลดประมาณการรายได้ภาษี 13
แต่ประเด็นสำคัญคือเรื่องเหตุและผล สงครามดูเหมือนจะทำให้แรงกดดันเดิมในตลาดพันธบัตรรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเกี่ยวกับหนี้รัฐบาล การขาดดุล ปริมาณพันธบัตรที่จะออกใหม่ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต
มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อาจช่วยสภาพคล่องและกดบอนด์ยีลด์ลงได้ชั่วคราว แต่ไม่สามารถลบความเสี่ยงในภาพใหญ่เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง 1
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ลาร์ส คลิงไบล์ระบุว่า ต้นเหตุสำคัญของต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นคือความไม่แน่นอนทั่วโลกจากสงครามอิหร่านของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะแรงกระแทกด้านน้ำมันและเงินเฟ้อจากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ติดขัด
ลาร์ส คลิงไบล์ระบุว่า ต้นเหตุสำคัญของต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นคือความไม่แน่นอนทั่วโลกจากสงครามอิหร่านของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะแรงกระแทกด้านน้ำมันและเงินเฟ้อจากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ติดขัด กลไกของตลาดเริ่มจากพลังงานที่แพงขึ้น ซึ่งทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงขึ้น นักลงทุนจึงเทขายพันธบัตรระยะยาว ส่งผลให้ราคาพันธบัตรลดลงและอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนพลังงานก็กดดันหุ้นและเศรษฐกิจเยอรมนี
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ช่วยพยุงตลาดระยะยาวชั่วคราวด้วยการเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรอายุยาวเป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ต่อรายการ จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์ แต่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและหนี้รัฐบาลยังคงอยู่