ข้อตกลงนี้ไม่ใช่เพียงกฎ “ประเทศแรกเข้า” แบบง่าย ๆ แต่เป็นชุดกฎหมาย 10 ฉบับที่กำหนดมาตรฐานร่วมสำหรับการคัดกรองและขึ้นทะเบียนผู้เดินทางเข้าเมืองโดยไม่ปกติที่พรมแดนภายนอกอียู รวมถึงเร่งกระบวนการพิจารณาคำขอและการส่งกลับ ใช้ระบบดิจิทัลติดตามคดี กำหนดความรับผิดชอบให้ชัดขึ้น และสร้างกลไกช่วยเหลือประเทศที่เผชิญแรงกดดันด้านการย้ายถิ่น
ในทางปฏิบัติ ประเทศอียูประเทศแรกที่ผู้ขอลี้ภัยเดินทางเข้ามักยังเป็นผู้รับผิดชอบพิจารณาคำขอ กรอบใหม่ยังมุ่งทำให้การโอนผู้ขอลี้ภัยระหว่างประเทศบังคับใช้ได้จริงและดำเนินการได้คล่องตัวขึ้น สวีเดนระบุว่าจะใช้กติกาของข้อตกลงและคาดหวังให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามหน้าที่ ส่วนฟินแลนด์ระบุว่าการโอนผู้ขอลี้ภัยกลับไปยังประเทศแรกเข้าสามารถกลับมาเริ่มได้ภายใต้ระเบียบใหม่ด้านการจัดการการลี้ภัยและการย้ายถิ่น
อย่างไรก็ตาม การโอนภายใต้ระบบดับลินเดิมหรือกฎที่เข้ามาแทนที่ ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการเนรเทศผู้ที่คำขอลี้ภัยถูกปฏิเสธแล้วเสมอไป โดยทั่วไปกรณีเหล่านี้หมายถึงผู้ขอลี้ภัยที่ยื่นคำขอในประเทศหนึ่ง หลังจากเดินทางเข้าอียูผ่านอีกประเทศหนึ่ง ดังนั้น การเรียกทุกคนที่ถูกโอนว่าเป็น “ผู้ขอลี้ภัยที่ไม่ผ่านเกณฑ์” จึงเกินกว่าข้อเท็จจริงที่รายงานยืนยันได้
ออสเตรียรายงานว่ามีผู้ขอลี้ภัยถูกโอนกลับอิตาลีแล้ว 4 คน นับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน โดยเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ขณะที่เยอรมนีพยายามกลับมาเริ่มการโอนผู้ขอลี้ภัยไปยังอิตาลีและกรีซ โดยให้เหตุผลว่าระบบกำหนดประเทศผู้รับผิดชอบที่ทำงานได้จริงเป็นเงื่อนไขสำคัญของระบบลี้ภัยร่วมยุโรป
สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเข้าร่วมระบบดับลินแม้ไม่ใช่สมาชิกอียู ก็อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องการใช้กฎว่าด้วยความรับผิดชอบดังกล่าวอีกครั้ง สวีเดนและฟินแลนด์ยืนยันหรือส่งสัญญาณว่าจะเดินหน้าตามกรอบใหม่ ส่วนเนเธอร์แลนด์ประกาศเจตนาจะส่งคดีที่เข้าเกณฑ์กลับไปยังอิตาลี
ตัวเลขที่ถูกพูดถึงว่าอาจมีการโอนมากถึง 10,000 คน ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นยอดรวมอย่างเป็นทางการ เป้าหมายของรัฐบาล หรือประมาณการที่ได้รับการรับรอง ตัวเลขนี้ควรเข้าใจว่าเป็นตัวเลขคาดการณ์ทางการเมืองหรือสื่อเกี่ยวกับขนาดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น
ขณะเดียวกัน แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่หนักแน่นพอที่จะสรุปว่าฝรั่งเศสและสเปนปฏิเสธการโอนลักษณะนี้ทั้งหมดอย่างถาวร
ข้อโต้แย้งหลักของอิตาลีเป็นเรื่องการเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลโรมมองว่ากติกาใหม่ควรใช้กับผู้ที่มีการเดินทางหรือกระบวนการยื่นคำขออยู่ภายใต้กรอบหลังวันที่ 12 มิถุนายน มากกว่าจะนำคดีเก่ากลับมาเปิดใหม่
รายงานเกี่ยวกับข้อพิพาทระบุว่าอิตาลีกับรัฐบาลประเทศอื่นยังเห็นต่างกันว่า คดีที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 มิถุนายนสามารถโอนภายใต้กฎใหม่ได้หรือไม่
ประเด็นนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะผลกระทบไม่ได้ขึ้นอยู่แค่หลักการว่า “ใครต้องรับผิดชอบ” แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าคดีใดมีสิทธิ์ถูกโอน ระยะเวลาที่ใช้ดำเนินการได้นานเท่าใด และประเทศผู้รับจะยอมรับคำขอเป็นรายกรณีหรือไม่ คณะกรรมาธิการยุโรปอธิบายว่าระบบใหม่พยายามสร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่การนำไปใช้จริงก็เกิดแรงต้านและความขัดแย้งด้านการบริหารแล้ว
อิตาลียังระบุว่าตนปฏิเสธคำขอโอนราว 80,000 คำขอนับตั้งแต่ปี 2023 ตัวเลขนี้เป็นคำกล่าวอ้างของรัฐบาลอิตาลีที่ถูกนำไปรายงานข่าว ไม่ใช่ยอดรวมที่แหล่งข้อมูลอิสระที่น่าเชื่อถือที่สุดในชุดนี้ตรวจสอบยืนยันแล้ว
มัตเตโอ เรนซี และเอลลี ชไลน์ ผู้นำฝ่ายค้านของอิตาลีมองว่า เมโลนีเคยสนับสนุนกรอบนโยบายยุโรปที่เข้มงวดขึ้น โดยนำเสนอว่าเป็นเครื่องมือปกป้องอิตาลี แต่กติกาเดียวกันกลับเปิดช่องให้ประเทศอื่นส่งผู้ขอลี้ภัยกลับมายังอิตาลีได้ชัดเจนขึ้น
คำวิจารณ์จึงอยู่ที่ว่า อิตาลีอาจต้องรับภาระจากการเป็นประเทศหลักที่ผู้เดินทางเข้ามาถึง โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือในทางปฏิบัติจากพันธมิตรยุโรปมากพอ
ข้อกล่าวหานี้มีพลังทางการเมืองเป็นพิเศษ เพราะข้อตกลงถูกผลักดันในฐานะคำตอบร่วมต่อจุดอ่อนของระบบดับลินเดิม หากการโอนความรับผิดชอบรวดเร็วขึ้น แต่การย้ายผู้ขอลี้ภัยไปประเทศอื่น เงินสนับสนุน และความช่วยเหลือรูปแบบอื่นยังมีไม่มาก ระบบก็อาจดูเหมือนการทำให้บทบาทของอิตาลีในฐานะ “ประเทศปลายทางที่ต้องรับคนกลับ” เป็นทางการมากขึ้น มากกว่าจะเป็นการแบ่งภาระอย่างแท้จริง
ขนาดของความช่วยเหลือร่วมกันยังเป็นจุดไม่แน่นอนสำคัญ Euronews รายงานว่า ปีนี้คาดว่าจะมีการย้ายผู้ขอลี้ภัยไปประเทศอื่นไม่ถึง 9,000 คน แม้เกณฑ์ขั้นต่ำของกลไกความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอยู่ที่ 30,000 คน พร้อมเงินสมทบ ช่องว่างดังกล่าวช่วยอธิบายว่าเหตุใดข้อพิพาทเรื่องการโอนกลับจึงมีความหมายทางการเมือง แม้จำนวนผู้ถูกโอนที่ยืนยันได้ในขณะนี้ยังไม่มาก
เมโลนีปฏิเสธคำอธิบายว่าเรื่องนี้เป็น “บูมเมอแรง” รัฐบาลของเธอระบุว่าข้อตกลงใหม่ทำให้ประเทศแนวหน้ามีหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้น เร่งการคัดกรองและกระบวนการส่งกลับ และมีกลไกความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อไม่ให้ประเทศสมาชิกใดต้องรับแรงกดดันเพียงลำพัง คณะกรรมาธิการยุโรปก็อธิบายข้อตกลงในทำนองเดียวกัน
เมโลนียังยืนยันว่าข้อพิพาทเรื่องมาตรการเดินทางในเขตเชงเกนกับสเปนเป็นคนละเรื่องกับการบังคับใช้ข้อตกลงลี้ภัย ความแตกต่างนี้สำคัญทั้งในทางกฎหมายและการเมือง เพราะเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับประเทศที่ต้องรับผิดชอบคำขอลี้ภัย ส่วนอีกเรื่องเกี่ยวกับการตรวจคนเดินทางชั่วคราวระหว่างประเทศสมาชิก หลังเกิดวิกฤตที่เซวตา
ความขัดแย้งกับสเปนเกิดขึ้นหลังผู้คนจำนวนมากข้ามจากโมร็อกโกเข้าสู่เซวตา ดินแดนปกครองตนเองของสเปนในแอฟริกาเหนือ ระหว่างวันที่ 30–31 กรกฎาคม ทางการสเปนประเมินว่ามีผู้เดินทางเข้าไปราว 72,000 คน และประมาณ 70,000 คนเดินทางกลับโมร็อกโกในเวลาต่อมา
อิตาลีตอบโต้ด้วยการนำมาตรการตรวจสอบแบบเจาะจงกลับมาใช้ชั่วคราวกับผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองอียูซึ่งเดินทางจากสเปน โดยยืนยันว่าพลเมืองอียูจะไม่ได้รับผลกระทบ จากนั้นสเปนใช้มาตรการตรวจสอบตอบโต้กับผู้เดินทางทางอากาศและทางทะเลจากอิตาลีเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือน
รายงานที่ระบุว่าสเปนสกัดผู้เดินทางจากอิตาลีได้มากกว่า 5,000 คนควรพิจารณาด้วยความระมัดระวัง แหล่งข่าวที่มีน้ำหนักกว่ายืนยันว่ามีการตรวจชายแดนตอบโต้กันจริง แต่ยังไม่ยืนยันตัวเลขรวมดังกล่าวอย่างชัดเจน และเนื่องจากอิตาลีกับสเปนไม่มีพรมแดนทางบกร่วมกัน มาตรการจึงกระทบเส้นทางเครื่องบินและเรือเป็นหลัก
หลักฐานระยะแรกสนับสนุนข้อสรุปที่แคบกว่าคำขวัญทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย ข้อตกลงใหม่ทำให้การโอนความรับผิดชอบเห็นได้ชัดขึ้น และดูเหมือนช่วยให้หลายประเทศกลับมาเริ่มหรือขยายคำขอที่เกี่ยวข้องกับอิตาลีได้ อย่างน้อยมีการยืนยันการโอนจากออสเตรีย 4 คน และมีรายงานว่าเยอรมนีดำเนินการแล้ว 3 คน แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าท้ายที่สุดจะมีผู้ถูกโอนทั้งหมดเท่าใด
ในเวลาเดียวกัน ข้อตกลงนี้ไม่ใช่คำสั่งให้ส่งทุกคนกลับไปยังประเทศแรกที่เดินทางเข้า แต่เป็นแพ็กเกจที่รวมเรื่องความรับผิดชอบ ขั้นตอนการพิจารณา การส่งกลับ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยยังมีข้อพิพาทด้านการเปลี่ยนผ่านและการนำกฎไปปฏิบัติอีกมาก
สำหรับอิตาลี ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับว่าส่วนอื่นของข้อตกลงทำงานได้มากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นการย้ายผู้ขอลี้ภัยไปประเทศอื่น เงินสนับสนุน การจัดการพรมแดนภายนอก และการส่งกลับที่มีประสิทธิภาพ
จนกว่าจะเห็นภาพดังกล่าวชัดเจน ฝ่ายต่อต้านของเมโลนีก็ยังมีเหตุผลที่จะเรียกการโอนกลับว่าเป็น “การทำเข้าประตูตัวเอง” ขณะที่รัฐบาลของเธอก็ยังโต้แย้งได้ว่ากติกาใหม่กำลังทำให้ประเทศอียูอื่นร่วมรับผิดชอบอย่างเป็นระบบมากขึ้น สิ่งที่ยืนยันได้ในตอนนี้คือด้าน “การโอนความรับผิดชอบ” เริ่มทำงานแล้ว คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ ด้าน “การแบ่งภาระ” จะทำงานได้ในระดับเดียวกันหรือไม่
ข้อตกลงนี้ไม่ใช่เพียงกฎ “ประเทศแรกเข้า” แบบง่าย ๆ แต่เป็นชุดกฎหมาย 10 ฉบับที่กำหนดมาตรฐานร่วมสำหรับการคัดกรองและขึ้นทะเบียนผู้เดินทางเข้าเมืองโดยไม่ปกติที่พรมแดนภายนอกอียู รวมถึงเร่งกระบวนการพิจารณาคำขอและการส่งกลับ ใช้ระบบดิจิทัลติดตามคดี กำหนดความรับผิดชอบให้ชัดขึ้น และสร้างกลไกช่วยเหลือประเทศที่เผชิญแรงกดดันด้านการย้ายถิ่น
ในทางปฏิบัติ ประเทศอียูประเทศแรกที่ผู้ขอลี้ภัยเดินทางเข้ามักยังเป็นผู้รับผิดชอบพิจารณาคำขอ กรอบใหม่ยังมุ่งทำให้การโอนผู้ขอลี้ภัยระหว่างประเทศบังคับใช้ได้จริงและดำเนินการได้คล่องตัวขึ้น สวีเดนระบุว่าจะใช้กติกาของข้อตกลงและคาดหวังให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามหน้าที่ ส่วนฟินแลนด์ระบุว่าการโอนผู้ขอลี้ภัยกลับไปยังประเทศแรกเข้าสามารถกลับมาเริ่มได้ภายใต้ระเบียบใหม่ด้านการจัดการการลี้ภัยและการย้ายถิ่น
อย่างไรก็ตาม การโอนภายใต้ระบบดับลินเดิมหรือกฎที่เข้ามาแทนที่ ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการเนรเทศผู้ที่คำขอลี้ภัยถูกปฏิเสธแล้วเสมอไป โดยทั่วไปกรณีเหล่านี้หมายถึงผู้ขอลี้ภัยที่ยื่นคำขอในประเทศหนึ่ง หลังจากเดินทางเข้าอียูผ่านอีกประเทศหนึ่ง ดังนั้น การเรียกทุกคนที่ถูกโอนว่าเป็น “ผู้ขอลี้ภัยที่ไม่ผ่านเกณฑ์” จึงเกินกว่าข้อเท็จจริงที่รายงานยืนยันได้
ออสเตรียรายงานว่ามีผู้ขอลี้ภัยถูกโอนกลับอิตาลีแล้ว 4 คน นับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน โดยเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ขณะที่เยอรมนีพยายามกลับมาเริ่มการโอนผู้ขอลี้ภัยไปยังอิตาลีและกรีซ โดยให้เหตุผลว่าระบบกำหนดประเทศผู้รับผิดชอบที่ทำงานได้จริงเป็นเงื่อนไขสำคัญของระบบลี้ภัยร่วมยุโรป
สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเข้าร่วมระบบดับลินแม้ไม่ใช่สมาชิกอียู ก็อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องการใช้กฎว่าด้วยความรับผิดชอบดังกล่าวอีกครั้ง สวีเดนและฟินแลนด์ยืนยันหรือส่งสัญญาณว่าจะเดินหน้าตามกรอบใหม่ ส่วนเนเธอร์แลนด์ประกาศเจตนาจะส่งคดีที่เข้าเกณฑ์กลับไปยังอิตาลี
ตัวเลขที่ถูกพูดถึงว่าอาจมีการโอนมากถึง 10,000 คน ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นยอดรวมอย่างเป็นทางการ เป้าหมายของรัฐบาล หรือประมาณการที่ได้รับการรับรอง ตัวเลขนี้ควรเข้าใจว่าเป็นตัวเลขคาดการณ์ทางการเมืองหรือสื่อเกี่ยวกับขนาดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น
ขณะเดียวกัน แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่หนักแน่นพอที่จะสรุปว่าฝรั่งเศสและสเปนปฏิเสธการโอนลักษณะนี้ทั้งหมดอย่างถาวร
ข้อโต้แย้งหลักของอิตาลีเป็นเรื่องการเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลโรมมองว่ากติกาใหม่ควรใช้กับผู้ที่มีการเดินทางหรือกระบวนการยื่นคำขออยู่ภายใต้กรอบหลังวันที่ 12 มิถุนายน มากกว่าจะนำคดีเก่ากลับมาเปิดใหม่
รายงานเกี่ยวกับข้อพิพาทระบุว่าอิตาลีกับรัฐบาลประเทศอื่นยังเห็นต่างกันว่า คดีที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 มิถุนายนสามารถโอนภายใต้กฎใหม่ได้หรือไม่
ประเด็นนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะผลกระทบไม่ได้ขึ้นอยู่แค่หลักการว่า “ใครต้องรับผิดชอบ” แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าคดีใดมีสิทธิ์ถูกโอน ระยะเวลาที่ใช้ดำเนินการได้นานเท่าใด และประเทศผู้รับจะยอมรับคำขอเป็นรายกรณีหรือไม่ คณะกรรมาธิการยุโรปอธิบายว่าระบบใหม่พยายามสร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่การนำไปใช้จริงก็เกิดแรงต้านและความขัดแย้งด้านการบริหารแล้ว
อิตาลียังระบุว่าตนปฏิเสธคำขอโอนราว 80,000 คำขอนับตั้งแต่ปี 2023 ตัวเลขนี้เป็นคำกล่าวอ้างของรัฐบาลอิตาลีที่ถูกนำไปรายงานข่าว ไม่ใช่ยอดรวมที่แหล่งข้อมูลอิสระที่น่าเชื่อถือที่สุดในชุดนี้ตรวจสอบยืนยันแล้ว
มัตเตโอ เรนซี และเอลลี ชไลน์ ผู้นำฝ่ายค้านของอิตาลีมองว่า เมโลนีเคยสนับสนุนกรอบนโยบายยุโรปที่เข้มงวดขึ้น โดยนำเสนอว่าเป็นเครื่องมือปกป้องอิตาลี แต่กติกาเดียวกันกลับเปิดช่องให้ประเทศอื่นส่งผู้ขอลี้ภัยกลับมายังอิตาลีได้ชัดเจนขึ้น
คำวิจารณ์จึงอยู่ที่ว่า อิตาลีอาจต้องรับภาระจากการเป็นประเทศหลักที่ผู้เดินทางเข้ามาถึง โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือในทางปฏิบัติจากพันธมิตรยุโรปมากพอ
ข้อกล่าวหานี้มีพลังทางการเมืองเป็นพิเศษ เพราะข้อตกลงถูกผลักดันในฐานะคำตอบร่วมต่อจุดอ่อนของระบบดับลินเดิม หากการโอนความรับผิดชอบรวดเร็วขึ้น แต่การย้ายผู้ขอลี้ภัยไปประเทศอื่น เงินสนับสนุน และความช่วยเหลือรูปแบบอื่นยังมีไม่มาก ระบบก็อาจดูเหมือนการทำให้บทบาทของอิตาลีในฐานะ “ประเทศปลายทางที่ต้องรับคนกลับ” เป็นทางการมากขึ้น มากกว่าจะเป็นการแบ่งภาระอย่างแท้จริง
ขนาดของความช่วยเหลือร่วมกันยังเป็นจุดไม่แน่นอนสำคัญ Euronews รายงานว่า ปีนี้คาดว่าจะมีการย้ายผู้ขอลี้ภัยไปประเทศอื่นไม่ถึง 9,000 คน แม้เกณฑ์ขั้นต่ำของกลไกความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอยู่ที่ 30,000 คน พร้อมเงินสมทบ ช่องว่างดังกล่าวช่วยอธิบายว่าเหตุใดข้อพิพาทเรื่องการโอนกลับจึงมีความหมายทางการเมือง แม้จำนวนผู้ถูกโอนที่ยืนยันได้ในขณะนี้ยังไม่มาก
เมโลนีปฏิเสธคำอธิบายว่าเรื่องนี้เป็น “บูมเมอแรง” รัฐบาลของเธอระบุว่าข้อตกลงใหม่ทำให้ประเทศแนวหน้ามีหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้น เร่งการคัดกรองและกระบวนการส่งกลับ และมีกลไกความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อไม่ให้ประเทศสมาชิกใดต้องรับแรงกดดันเพียงลำพัง คณะกรรมาธิการยุโรปก็อธิบายข้อตกลงในทำนองเดียวกัน
เมโลนียังยืนยันว่าข้อพิพาทเรื่องมาตรการเดินทางในเขตเชงเกนกับสเปนเป็นคนละเรื่องกับการบังคับใช้ข้อตกลงลี้ภัย ความแตกต่างนี้สำคัญทั้งในทางกฎหมายและการเมือง เพราะเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับประเทศที่ต้องรับผิดชอบคำขอลี้ภัย ส่วนอีกเรื่องเกี่ยวกับการตรวจคนเดินทางชั่วคราวระหว่างประเทศสมาชิก หลังเกิดวิกฤตที่เซวตา
ความขัดแย้งกับสเปนเกิดขึ้นหลังผู้คนจำนวนมากข้ามจากโมร็อกโกเข้าสู่เซวตา ดินแดนปกครองตนเองของสเปนในแอฟริกาเหนือ ระหว่างวันที่ 30–31 กรกฎาคม ทางการสเปนประเมินว่ามีผู้เดินทางเข้าไปราว 72,000 คน และประมาณ 70,000 คนเดินทางกลับโมร็อกโกในเวลาต่อมา
อิตาลีตอบโต้ด้วยการนำมาตรการตรวจสอบแบบเจาะจงกลับมาใช้ชั่วคราวกับผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองอียูซึ่งเดินทางจากสเปน โดยยืนยันว่าพลเมืองอียูจะไม่ได้รับผลกระทบ จากนั้นสเปนใช้มาตรการตรวจสอบตอบโต้กับผู้เดินทางทางอากาศและทางทะเลจากอิตาลีเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือน
รายงานที่ระบุว่าสเปนสกัดผู้เดินทางจากอิตาลีได้มากกว่า 5,000 คนควรพิจารณาด้วยความระมัดระวัง แหล่งข่าวที่มีน้ำหนักกว่ายืนยันว่ามีการตรวจชายแดนตอบโต้กันจริง แต่ยังไม่ยืนยันตัวเลขรวมดังกล่าวอย่างชัดเจน และเนื่องจากอิตาลีกับสเปนไม่มีพรมแดนทางบกร่วมกัน มาตรการจึงกระทบเส้นทางเครื่องบินและเรือเป็นหลัก
หลักฐานระยะแรกสนับสนุนข้อสรุปที่แคบกว่าคำขวัญทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย ข้อตกลงใหม่ทำให้การโอนความรับผิดชอบเห็นได้ชัดขึ้น และดูเหมือนช่วยให้หลายประเทศกลับมาเริ่มหรือขยายคำขอที่เกี่ยวข้องกับอิตาลีได้ อย่างน้อยมีการยืนยันการโอนจากออสเตรีย 4 คน และมีรายงานว่าเยอรมนีดำเนินการแล้ว 3 คน แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าท้ายที่สุดจะมีผู้ถูกโอนทั้งหมดเท่าใด
ในเวลาเดียวกัน ข้อตกลงนี้ไม่ใช่คำสั่งให้ส่งทุกคนกลับไปยังประเทศแรกที่เดินทางเข้า แต่เป็นแพ็กเกจที่รวมเรื่องความรับผิดชอบ ขั้นตอนการพิจารณา การส่งกลับ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยยังมีข้อพิพาทด้านการเปลี่ยนผ่านและการนำกฎไปปฏิบัติอีกมาก
สำหรับอิตาลี ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับว่าส่วนอื่นของข้อตกลงทำงานได้มากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นการย้ายผู้ขอลี้ภัยไปประเทศอื่น เงินสนับสนุน การจัดการพรมแดนภายนอก และการส่งกลับที่มีประสิทธิภาพ
จนกว่าจะเห็นภาพดังกล่าวชัดเจน ฝ่ายต่อต้านของเมโลนีก็ยังมีเหตุผลที่จะเรียกการโอนกลับว่าเป็น “การทำเข้าประตูตัวเอง” ขณะที่รัฐบาลของเธอก็ยังโต้แย้งได้ว่ากติกาใหม่กำลังทำให้ประเทศอียูอื่นร่วมรับผิดชอบอย่างเป็นระบบมากขึ้น สิ่งที่ยืนยันได้ในตอนนี้คือด้าน “การโอนความรับผิดชอบ” เริ่มทำงานแล้ว คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ ด้าน “การแบ่งภาระ” จะทำงานได้ในระดับเดียวกันหรือไม่