ปูตินยอมรับว่าการโจมตีของยูเครนทำให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิตในรัสเซีย แต่ยืนยันว่าไม่ได้ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในสนามรบ เขาและสื่อที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลรัสเซียนำเสนอการโจมตีของมอสโกต่อโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจของยูเครน รวมถึงระบบส่งออกธัญพืชในทะเลดำ ว่าเป็นการตอบโต้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
คำอธิบายของปูตินตั้งอยู่บนเหตุผลทางทหาร กล่าวคือ รัสเซียมองว่าการโจมตีเหล่านี้จำเป็นต่อการสนับสนุนกองกำลังของตนและเพิ่มต้นทุนให้ยูเครน กรอบคิดดังกล่าวทำให้โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำสงคราม ไม่ได้ถูกแยกออกจากพื้นที่พลเรือนโดยสิ้นเชิง
ปูตินยังปฏิเสธว่าความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานส่งออกธัญพืชของยูเครนจะนำไปสู่วิกฤตอาหารโลกโดยอัตโนมัติ เขากล่าวว่ารัสเซียยังสามารถจัดหาให้ตลาดโลกได้ และอ้างศักยภาพการส่งออกธัญพืชของรัสเซียอย่างน้อย 60 ล้านตัน ตามรายงานของ Interfax อย่างไรก็ตาม รัสเซียเองก็เผชิญข้อจำกัดด้านการขนส่งทางเรือ ขณะที่เส้นทางส่งออกทางเลือกของยูเครนคาดว่าจะทดแทนความสามารถที่สูญเสียไปจากท่าเรือทะเลดำได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่ง
ปูตินกล่าวว่ามอสโกยังพร้อมหารือเรื่องสันติภาพ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่รัสเซียเรียกว่า “ความเป็นจริงในพื้นที่” เขากล่าวว่าข้อเสนอจากเคียฟบางครั้งมีลักษณะ “แปลกประหลาด” และเป็นสิ่งที่มอสโกยอมรับไม่ได้
ยูเครนมองสถานการณ์ตรงกันข้าม เคียฟระบุว่าการโจมตีระยะไกลมีเป้าหมายลดความสามารถของรัสเซียในการจัดหาเงินทุนและสนับสนุนการรุกราน โดยเฉพาะการรบกวนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและโลจิสติกส์ ปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงที่ปูตินเคยยอมรับเป็นหลักฐานว่าปฏิบัติการดังกล่าวสร้างแรงกดดันภายในรัสเซีย แม้ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันว่าการโจมตีเพียงอย่างเดียวทำให้ผลลัพธ์ในสนามรบเปลี่ยนไป
ยูเครนยังกล่าวหารัสเซียว่าใช้การโจมตีพลเรือน ระบบพลังงาน ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานส่งออกธัญพืชเป็นเครื่องมือกดดัน มากกว่าจะเป็นหนทางสู่การเจรจาอย่างจริงจัง เคียฟเสนอให้ทั้งสองฝ่ายยุติการโจมตีเป้าหมายพลเรือนในทะเลดำผ่านคนกลาง แต่ Reuters รายงานว่าในเวลานั้นรัสเซียยังไม่ได้ตอบข้อเสนอดังกล่าว
คำเตือนของปูตินสะท้อนความตั้งใจของมอสโกที่จะขยายมิติทางเศรษฐกิจของสงคราม และใช้การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานเป็นเครื่องต่อรองในการเจรจา รัสเซียกล่าวว่าการโจมตีของยูเครนสร้างความเสียหาย แต่ไม่เปลี่ยนทิศทางสงคราม และรัสเซียสามารถเรียกเก็บต้นทุนที่สูงกว่ากลับคืนให้ยูเครน
ในทางกลับกัน ยูเครนยืนยันว่าการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและศูนย์โลจิสติกส์กำลังเปิดโปงจุดเปราะบางของเครือข่ายเชื้อเพลิงและการขนส่งของรัสเซีย และทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจของสงครามสูงขึ้น
หลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนข้อสรุปที่จำกัดกว่าคำกล่าวอ้างของทั้งสองฝ่าย นั่นคือ การโจมตีของยูเครนสร้างความเสียหายต่อโรงกลั่น คลังสินค้า และการกระจายเชื้อเพลิงของรัสเซีย ขณะเดียวกัน รัสเซียยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการส่งออกของยูเครน แต่แหล่งข้อมูลที่มีไม่ได้แสดงให้เห็นว่าปฏิบัติการดังกล่าวเพียงลำพังทำให้เกิดจุดเปลี่ยนทางทหารอย่างเด็ดขาด สิ่งที่คำพูดของปูตินเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมส่งสัญญาณอย่างชัดเจนคือ สงครามทางเศรษฐกิจกำลังถูกยกระดับและอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในทุกการเจรจาต่อจากนี้