เวียดนามจะถูกถอดออกจาก FTSE Frontier Index Series ในครั้งเดียว ขณะที่การนำหลักทรัพย์เวียดนามเข้าสู่ FTSE GEIS และดัชนีที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแบบ หลายระลอก เพื่อเปิดเวลาให้ผู้จัดการกองทุนและผู้ใช้งานดัชนีปรับพอร์ตอย่างเป็นขั้นตอน
ประมาณการหนึ่งระบุว่า การซื้อจากกองทุนแบบพาสซีฟอาจเกิดขึ้นราว 10% ในระลอกแรกของเดือนกันยายน ส่วนอีก 90% จะกระจายเป็น 3 ระลอกในปี 2027 ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินกระแสเงินทุน ไม่ใช่จำนวนเงินหรือกำหนดการที่ FTSE Russell รับประกัน
หุ้นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กรวม 27 ตัว จะเข้าสู่ FTSE All-Cap Index ส่วนหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้ง 6 ตัวจะเข้าสู่ FTSE All-World Index ซึ่งเป็นดัชนีที่ครอบคลุมหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลางในจักรวาลหุ้นโลกของ FTSE
หุ้นขนาดใหญ่ 3 ตัว ได้แก่
หุ้นขนาดกลาง 3 ตัว ได้แก่
หุ้นทั้ง 6 ตัวในกลุ่มขนาดใหญ่และขนาดกลางคือหลักทรัพย์เวียดนามที่ถูกเพิ่มเข้าสู่ FTSE All-World Index
หุ้นขนาดเล็ก 21 ตัวจะเข้าสู่ FTSE All-Cap และ FTSE Total-Cap โดยรายชื่อที่มีการระบุในข้อมูลที่ได้รับ ได้แก่
อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้แสดงรายชื่อหุ้นขนาดเล็กครบทั้ง 21 ตัว ดังนั้นรายชื่อข้างต้นควรอ่านในฐานะรายชื่อที่มีการรายงานและระบุไว้ในข้อมูล ไม่ใช่รายชื่อครบถ้วนทั้งหมด
หลักทรัพย์อีก 90 ตัว จะเข้าสู่ FTSE Total-Cap เท่านั้น ข้อมูลที่มีอยู่ยืนยันจำนวนและปลายทางของดัชนี แต่ไม่ได้ระบุชื่อหลักทรัพย์ครบทั้ง 90 ตัว
แรงซื้อจากต่างชาติปรากฏชัดในหุ้น Vingroup และ Vinhomes โดยในหนึ่งวันทำการของเดือนสิงหาคม นักลงทุนต่างชาติทำให้ VIC และ VHM เป็นหุ้นที่ถูกซื้อสุทธิมากที่สุดสองอันดับแรก ขณะที่ตลาดโดยรวมมียอดซื้อสุทธิของต่างชาติติดต่อกันเป็นวันที่ 4
การเข้าซื้อดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากช่วงก่อนหน้านั้นที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นเวียดนามสุทธิ ท่ามกลางความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนด้านภาษี การจำกัดสัดส่วนการถือครองของต่างชาติ และอิทธิพลของกลุ่ม Vingroup ที่มีต่อตลาด โดย Vingroup และบริษัทในเครือมีน้ำหนักรวมกันมากกว่า 20% ของดัชนีอ้างอิงเวียดนามในเดือนมีนาคม
การเข้าดัชนี FTSE จึงอาจสร้างแรงซื้อใหม่และช่วยชดเชยแรงขายจากต่างชาติในช่วงก่อนหน้าได้บางส่วน แต่ผลลัพธ์จริงจะขึ้นอยู่กับขนาดเงินทุน จังหวะการปรับพอร์ต และกลยุทธ์ของกองทุนที่ติดตามดัชนีแต่ละตัว จึงไม่ควรมองว่าเป็นสัญญาณว่าจะทำให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับทันทีทั้งหมด
ก่อนประกาศผลทบทวน นักวิเคราะห์และสถาบันการเงินประเมินว่า การเลื่อนชั้นของเวียดนามอาจดึงดูดเงินลงทุนจากกองทุนแบบพาสซีฟราว 1.3–1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่คำมั่นจาก FTSE Russell ที่สำคัญคือโครงสร้างการทยอยปรับพอร์ตจะทำให้เงินไม่ได้ไหลเข้าตลาดเวียดนามพร้อมกันทั้งหมด แม้ตัวเลขคาดการณ์จะใกล้เคียงความเป็นจริง เงินส่วนใหญ่ก็ยังถูกคาดว่าจะทยอยเข้ามาในปี 2027 หลังจากระลอกแรกในเดือนกันยายน 2026
การปรับสถานะโดย FTSE ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดหุ้นเวียดนาม แต่ไม่ได้หมายความว่า MSCI จะประกาศเลื่อนสถานะให้เวียดนามโดยอัตโนมัติหรือในเวลาเดียวกัน เพราะผู้จัดทำดัชนีทั้งสองรายมีเกณฑ์และกระบวนการประเมินแยกจากกัน
อุปสรรคที่เวียดนามยังต้องแก้ไข ได้แก่ ข้อจำกัดด้านสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติ และการกระจุกตัวของตลาดจากน้ำหนักที่สูงของกลุ่ม Vingroup ในดัชนี
การตัดสินใจของ FTSE สะท้อนความคืบหน้าด้านการเข้าถึงตลาดและการปฏิรูปด้านการดำเนินงาน รวมถึงแนวทางที่ช่วยให้นักลงทุนทั่วโลกสามารถจำลองการลงทุนในตลาดเวียดนามได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่จากหลักฐานที่มีอยู่ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการเลื่อนชั้นโดย MSCI จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ และยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการตัดสินใจดังกล่าว
ข้อมูลการจัดประเภทประเทศของ FTSE ที่มีอยู่ระบุเพียงว่า อียิปต์ยังคงอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ระดับรองเป็นตลาดชายขอบ ในการทบทวนระหว่างกาลเมื่อเดือนมีนาคม 2026
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า FTSE Russell มีมติแยกต่างหากเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2026 เพื่อเปลี่ยนสถานะของ Telecom Egypt ใน FTSE Emerging Markets Index ดังนั้นรายละเอียดดังกล่าวจึงไม่ควรถูกนำเสนอว่าเป็นผลการทบทวนที่ได้รับการยืนยันแล้ว