ความเสียหายจึงไม่ได้เกิดแค่ “โรงกลั่นผลิตได้น้อยลง” แต่ยังรวมถึง “สินค้าที่ผลิตได้ไม่สามารถเดินทางออกสู่ตลาด” ด้วย นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การค้าผลิตภัณฑ์น้ำมันทางทะเลและปริมาณการส่งออกดีเซลลดลง แทนที่จะเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยอุปทานที่หายไป
ตามตัวเลขของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ Reuters รายงาน สงครามทำให้กำลังการกลั่นมากกว่า 20% จากกำลังการผลิตรวมของตะวันออกกลางที่ 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวันต้องหยุดลง
อัตราการกลั่นของภูมิภาคนี้อยู่ต่ำกว่าระดับก่อนสงครามประมาณ 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 และคาดว่าจะยังต่ำกว่าระดับดังกล่าว 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 3
ผลกระทบมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เพราะประเทศผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำมันดิบรายใหญ่ แต่ยังส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปจำนวนมาก ในปี 2025 ผู้ผลิตในอ่าวส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันราว 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากช่องทางหลักอย่างฮอร์มุซใช้การไม่ได้ อุปทานทั้งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจะถูกกระทบพร้อมกัน
การโจมตีโรงกลั่นและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียโดยยูเครนทำให้การกลั่นของรัสเซียลดลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ขณะเดียวกัน การห้ามส่งออกดีเซลของรัสเซียก็ดึงสินค้าจากหนึ่งในระบบส่งออกดีเซลที่สำคัญที่สุดของโลกออกจากตลาด
IEA ประเมินว่า ในเดือนกรกฎาคม การส่งออกดีเซลจากรัสเซีย ตะวันออกกลาง และผู้ส่งออกรายใหญ่ในเอเชียรวมกันลดลง 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวันจากปีก่อนหน้า หรือประมาณหนึ่งในห้าของการค้าดีเซลทางทะเล
ดีเซลได้รับผลกระทบหนักกว่าน้ำมันดิบ เพราะตลาดดีเซลมีความยืดหยุ่นด้านแหล่งจัดหาน้อยกว่า เมื่อสินค้าจากรัสเซียและตะวันออกกลางหายไป ยุโรป แอฟริกา และลาตินอเมริกาจึงต้องแข่งขันกันหาเที่ยวเรือและสินค้าจากแหล่งอื่นในตลาดที่มีปริมาณจำกัด
จีนเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเพิ่มกำลังการกลั่นได้มากที่สุด แต่โรงกลั่นจีนกลับลดการเดินเครื่องและจำกัดการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพื่อรับมือกับการนำเข้าน้ำมันดิบที่ลดลงและภาวะไม่แน่นอนด้านพลังงาน
ดังนั้น “กำลังการผลิตที่มีอยู่” ไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็น “สินค้าที่ส่งออกได้” โดยอัตโนมัติ ข้อจำกัดเชิงนโยบายและโควตาส่งออกทำให้จีนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตส่วนเพิ่มเพื่อชดเชยตลาดโลกในช่วงที่ความต้องการเบนซินและดีเซลเพิ่มขึ้น
เมื่อจีนลดทั้งอัตราการกลั่นและการส่งออก ผู้ซื้อในเอเชียจึงสูญเสียแหล่งจัดหาที่อาจช่วยปรับสมดุลตลาดได้ ส่งผลให้การค้าทางทะเลหดตัว ส่วนต่างราคาระหว่างภูมิภาคกว้างขึ้น และราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในระยะใกล้ของเบนซินและดีเซลพุ่งสูง
โรงกลั่นในสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์ระยะสั้นจากภาวะนี้ เพราะค่าการกลั่นที่สูงเป็นแรงจูงใจให้เพิ่มกำลังผลิตและส่งออกเชื้อเพลิงมากขึ้น โรงกลั่นที่เน้นการส่งออกในอินเดียก็มีบทบาทคล้ายกัน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงอย่างต่อเนื่อง
แต่โรงกลั่นเหล่านี้มีข้อจำกัดด้านการเดินเครื่อง การจัดหาน้ำมันดิบ การบำรุงรักษา และการขนส่ง ต่อให้เพิ่มผลผลิตได้ ก็ยังไม่สามารถทดแทนน้ำมันสำเร็จรูปจากอ่าวเปอร์เซียและรัสเซียได้ทั้งหมด อีกทั้งไม่อาจเปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือซ่อมโรงกลั่นที่ได้รับความเสียหายแทนเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นได้
ตัวอย่างเช่น S-Oil ของเกาหลีใต้ระบุว่าโรงกลั่นขนาด 669,000 บาร์เรลต่อวันในเมืองอุลซานเดินเครื่องที่ 76% ของกำลังการผลิตในไตรมาส 2 ลดลงจาก 85% ในไตรมาสแรก และ 96% ในปี 2025 สะท้อนว่าการขาดแคลนน้ำมันดิบและความไม่แน่นอนด้านการขนส่งทำให้แม้โรงกลั่นที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่สงครามก็เพิ่มผลผลิตได้ยาก
ผลกระทบส่งผ่านมายังผู้บริโภคอย่างชัดเจนที่สุดผ่านราคาน้ำมันเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงเครื่องบิน ราคาหน้าปั๊มมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่ต้นทุนขนส่ง การเกษตร สายการบิน และภาคอุตสาหกรรมก็เพิ่มตามราคาดีเซลและเชื้อเพลิง
แรงกดดันยังไม่ได้มาจากอุปทานเพียงด้านเดียว ความต้องการใช้รถยนต์ในฤดูขับขี่ช่วงฤดูร้อน ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางอากาศร้อน และความต้องการเชื้อเพลิงกลั่นระดับกลางที่มักเพิ่มขึ้นในฤดูกาลถัดไป ล้วนทำให้ตลาดมีเวลาสะสมสต็อกน้อยลง
จึงเกิดสถานการณ์ที่ราคาสัญญาเบนซินและดีเซลระยะใกล้ปรับขึ้นแรง แม้ราคาน้ำมันดิบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดกำลังกังวลเรื่อง “การหาเชื้อเพลิงพร้อมใช้” มากกว่าการหาแหล่งน้ำมันดิบในอนาคต
สต็อกเบนซินและดีเซลในตลาดสำคัญอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ขณะที่สต็อกเบนซินในเอเชียมีแนวโน้มอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 โดย Wood Mackenzie ประเมินค่าเฉลี่ยในช่วงดังกล่าวไว้ราว 197 ล้านบาร์เรล เทียบกับประมาณ 207 ล้านบาร์เรลในครึ่งแรกของปี
สต็อกทำหน้าที่เป็นกันชนเมื่อเกิดโรงกลั่นขัดข้องหรือเรือขนส่งล่าช้า แต่เมื่อกันชนนี้บางลง เหตุการณ์ใหม่เพียงครั้งเดียวก็อาจทำให้ราคาพุ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นหยุดฉุกเฉิน การขนส่งสะดุด พายุเฮอริเคน หรือความต้องการใช้เชื้อเพลิงที่สูงกว่าคาด
กำลังการผลิตใหม่จากอินเดียและตะวันออกกลางรวมราว 500,000 บาร์เรลต่อวันน่าจะช่วยบรรเทาตลาดได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะหากโรงกลั่นเหล่านี้ผลิตน้ำมันกลั่นกลางเพื่อการส่งออก แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ตลาดกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลอย่างรวดเร็ว
เหตุผลคือปริมาณดังกล่าวเล็กมากเมื่อเทียบกับกำลังการผลิตที่ได้รับผลกระทบในระดับหลายล้านบาร์เรลต่อวัน โรงงานใหม่อาจยังไม่สามารถเดินเครื่องเต็มกำลังได้ทันที และกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นก็ไม่อาจแก้ปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือความเสียหายต่อโรงกลั่นเดิมได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง อุปทานใหม่ช่วยลดแรงกดดันที่ขอบตลาด แต่ยังไม่สามารถสร้าง “กันชนสำรอง” ของระบบกลับคืนมาได้
การฟื้นตัวของตลาดจะขึ้นกับปัจจัยปลายน้ำมากกว่าการมีน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ได้แก่
จนกว่าหลายเงื่อนไขจะเกิดขึ้นพร้อมกัน ค่าการกลั่นมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันสำเร็จรูปอาจยังเคลื่อนไหวแยกจากราคาน้ำมันดิบ และตลาดจะยังไวต่อแรงกระแทกครั้งใหม่
สำหรับผู้บริโภค นั่นหมายความว่าการที่ราคาน้ำมันดิบทรงตัวหรือลดลงเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ทำให้ราคาหน้าปั๊มลดลงตามทันที เพราะตัวแปรสำคัญในระยะนี้คือปริมาณเบนซินและดีเซลที่ผลิตได้จริงและส่งถึงตลาดปลายทาง