ในวันแรกที่เข้าซื้อขายบน STAR Market ซึ่งเป็นกระดานเทคโนโลยีของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ หุ้นเปิดที่ 1,100 หยวน เพิ่มขึ้น 629.44% จากราคา IPO ก่อนปิดตลาดที่ 845 หยวน หรือยังสูงกว่าราคาเสนอขาย 460.34%
ส่วนต่างมหาศาลระหว่างราคาเสนอขายกับราคาที่ตลาดเปิดซื้อขายมีความหมายสำคัญ เพราะสะท้อนว่านักลงทุนกำลังประเมิน Unitree จากการเติบโตที่คาดหวังในอนาคต มากกว่าผลกำไรที่บริษัททำได้ในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว
ตลาด A-share คือหุ้นที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์จีนแผ่นดินใหญ่ การที่ Unitree เข้ามาอยู่ในตลาดนี้จึงทำให้บริษัทไม่ได้เพียงเข้าถึงเงินทุน แต่ยังสร้างข้อมูลเปิดเผยและเกณฑ์อ้างอิงด้านมูลค่าสำหรับอุตสาหกรรมที่ก่อนหน้านี้มักถูกประเมินจากการสาธิตต้นแบบ การแข่งขัน และตัวเลขคาดการณ์การจัดส่ง มากกว่าประวัติการดำเนินงานระยะยาวที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
โจวฉางจิ่ว จากสมาพันธ์ RoboCup ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มองว่าการเข้าตลาดครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และ AI ที่ทำงานร่วมกับโลกจริง กำลังขยับพ้นจากขั้นพัฒนาเทคโนโลยี การพิสูจน์ผ่านการแข่งขัน และการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ไปสู่การทำให้เป็นอุตสาหกรรม การขยายขนาด และการได้รับการยอมรับจากตลาดทุนในวงกว้าง
การเปลี่ยนผ่านนี้มีต้นทุนสูง หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ต้องลงทุนต่อเนื่องทั้งระบบกลไก ซอฟต์แวร์ควบคุม โมเดลปัญญาประดิษฐ์ การผลิต และการติดตั้งให้เข้ากับการทำงานของลูกค้า เงินทุนจากตลาดหุ้นอาจช่วยให้ Unitree เดินหน้าวิจัยในรอบที่ยาวขึ้น เพิ่มกำลังการผลิต และสร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ได้เร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน IPO ของ Unitree ยังเป็นตัวชี้วัดให้บริษัทหุ่นยนต์จีนรายอื่น หากบริษัทสามารถเปลี่ยนเงินทุนเป็นรายได้และการใช้งานที่เชื่อถือได้ การเข้าตลาดครั้งนี้อาจดึงดูดเงินลงทุนและกระตุ้นให้เกิด IPO ในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์มากขึ้น แต่หากการเติบโตไม่ทันกับมูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้น ก็อาจกลายเป็นบทเรียนเรื่องความเสี่ยงของการประเมินมูลค่าตลาดเทคโนโลยีระยะเริ่มต้นสูงเกินไป
บริษัทระบุว่าจะใช้เงินจาก IPO กับ 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่
เป้าหมายคือการขยับจากการผลิตและจำหน่ายหุ่นยนต์แต่ละรุ่น ไปสู่การสร้างแพลตฟอร์มที่รองรับหุ่นยนต์อเนกประสงค์มากขึ้น แนวทางนี้อาจทำให้ Unitree ควบคุมฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และต้นทุนการผลิตได้ดีขึ้น แต่การเข้าตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันได้ว่าการลงทุนเหล่านี้จะสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน
Unitree ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 ที่เมืองหางโจว และพัฒนาทั้งหุ่นยนต์สี่ขาและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ บริษัทระบุว่าสามารถพัฒนาชิ้นส่วนหลักหลายรายการด้วยตนเอง เช่น มอเตอร์ ตัวทดรอบ ตัวควบคุม และ LiDAR
ข้อมูลที่รายงานในช่วงการเข้าตลาดระบุว่า Unitree จัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 5,500 ตัวในปี 2025 คิดเป็นส่วนแบ่งการจัดส่งทั่วโลกราว 32.4% นอกจากนี้ ยอดจัดส่งหุ่นยนต์สี่ขาสะสมของบริษัทเกิน 33,000 ตัว หรือเกือบ 60% ของตลาดโลกตามเกณฑ์ที่อ้างถึง
บริษัทรายงานรายได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ประมาณ 1.15 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 48.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน Unitree ยังระบุว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทเข้าถึงหลายสิบประเทศและภูมิภาค และถูกนำไปใช้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการศึกษา การตรวจสอบภาคอุตสาหกรรม การลาดตระเวนรักษาความปลอดภัย และการกู้ภัยฉุกเฉิน
ถึงจะเป็นตัวเลขที่สะท้อนกิจกรรมเชิงพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยอดจัดส่งก็ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง ยอดขายในช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์อาจรวมการซื้อเพื่อการวิจัย การศึกษา การสาธิต และโครงการนำร่อง ตัวชี้วัดที่ท้าทายกว่าคือ ลูกค้านำหุ่นยนต์ไปใช้งานซ้ำในสถานที่ทำงานจริงหรือไม่ และการใช้งานนั้นสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจหรือไม่
การเข้าตลาดของ Unitree เกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังมีบทบาทนำในตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ระยะเริ่มต้น ข้อมูลอุตสาหกรรมที่ Global Times อ้างระบุว่า ผู้ผลิตจีนคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 97% ของการจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ขณะที่ยอดจัดส่งทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 19,100 ตัว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากแต่ละแหล่งยังไม่ตรงกันทั้งหมด จึงควรใช้ความระมัดระวังเมื่อเปรียบเทียบขนาดตลาดหรือจัดอันดับผู้ผลิต ตัวอย่างเช่น Smart Analytics Global รายงานว่า AgiBot แซงหน้า Unitree ในด้านการจัดส่งช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ซึ่งสะท้อนว่าผู้นำตลาดอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว
ทิศทางโดยรวมยังชัดเจน จีนมีฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ห่วงโซ่อุปทานด้านอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรที่ครอบคลุม รวมถึงตลาดภายในประเทศที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตนำหุ่นยนต์ไปทดสอบการใช้งานหลากหลายรูปแบบ TrendForce คาดว่าตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนจะมีมูลค่าแตะ 15 พันล้านหยวนในปี 2026 และเติบโตอย่างน้อย 60% ในปี 2027 เมื่อการผลิตขยายตัวและการใช้งานหลากหลายขึ้น
ด้าน IDC คาดการณ์ว่าการจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกจะเกิน 510,000 ตัวภายในปี 2030 ซึ่งหมายถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วจากฐานตลาดที่ยังมีขนาดเล็ก แต่ตัวเลขคาดการณ์ไม่ใช่คำรับประกัน โดยอุตสาหกรรมยังต้องแก้โจทย์ด้านความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย ความสามารถของซอฟต์แวร์ การทดแทนแรงงาน และผลตอบแทนที่ลูกค้าได้รับ
อัตราส่วนราคาต่อกำไร 219.23 เท่าของ Unitree เป็นการสะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตในอนาคต ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าบริษัทมีขนาดธุรกิจเชิงพาณิชย์ที่成熟แล้ว
เพื่อให้มูลค่าดังกล่าวสมเหตุสมผล Unitree จะต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถ
การพุ่งขึ้นของหุ้นในวันแรกแสดงให้เห็นว่านักลงทุนต้องการมีส่วนร่วมกับโอกาสของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ แต่จากนี้ไป การประเมินบริษัทจะไม่ได้วัดกันที่การสาธิตอันหวือหวาหรือแรงส่งของราคาหุ้นเท่านั้น หากจะวัดจากความสามารถในการผลิต การรักษาลูกค้า ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสด
IPO ของ Unitree ทำให้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างบริษัทเอกชน ไปสู่การแข่งขันด้านการทำให้เป็นอุตสาหกรรมในตลาดทุนอย่างเต็มตัว บริษัทมีเงินทุนและการมองเห็นจากนักลงทุนมากพอที่จะเร่งการขยายตัว แต่ตลาดก็ได้ตั้งโจทย์ที่ยากมากไว้แล้วว่า Unitree จะเปลี่ยนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้เป็นธุรกิจที่ทำซ้ำได้และสร้างกำไรอย่างยั่งยืนหรือไม่
ในวันแรกที่เข้าซื้อขายบน STAR Market ซึ่งเป็นกระดานเทคโนโลยีของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ หุ้นเปิดที่ 1,100 หยวน เพิ่มขึ้น 629.44% จากราคา IPO ก่อนปิดตลาดที่ 845 หยวน หรือยังสูงกว่าราคาเสนอขาย 460.34%
ส่วนต่างมหาศาลระหว่างราคาเสนอขายกับราคาที่ตลาดเปิดซื้อขายมีความหมายสำคัญ เพราะสะท้อนว่านักลงทุนกำลังประเมิน Unitree จากการเติบโตที่คาดหวังในอนาคต มากกว่าผลกำไรที่บริษัททำได้ในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว
ตลาด A-share คือหุ้นที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์จีนแผ่นดินใหญ่ การที่ Unitree เข้ามาอยู่ในตลาดนี้จึงทำให้บริษัทไม่ได้เพียงเข้าถึงเงินทุน แต่ยังสร้างข้อมูลเปิดเผยและเกณฑ์อ้างอิงด้านมูลค่าสำหรับอุตสาหกรรมที่ก่อนหน้านี้มักถูกประเมินจากการสาธิตต้นแบบ การแข่งขัน และตัวเลขคาดการณ์การจัดส่ง มากกว่าประวัติการดำเนินงานระยะยาวที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
โจวฉางจิ่ว จากสมาพันธ์ RoboCup ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มองว่าการเข้าตลาดครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และ AI ที่ทำงานร่วมกับโลกจริง กำลังขยับพ้นจากขั้นพัฒนาเทคโนโลยี การพิสูจน์ผ่านการแข่งขัน และการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ไปสู่การทำให้เป็นอุตสาหกรรม การขยายขนาด และการได้รับการยอมรับจากตลาดทุนในวงกว้าง
การเปลี่ยนผ่านนี้มีต้นทุนสูง หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ต้องลงทุนต่อเนื่องทั้งระบบกลไก ซอฟต์แวร์ควบคุม โมเดลปัญญาประดิษฐ์ การผลิต และการติดตั้งให้เข้ากับการทำงานของลูกค้า เงินทุนจากตลาดหุ้นอาจช่วยให้ Unitree เดินหน้าวิจัยในรอบที่ยาวขึ้น เพิ่มกำลังการผลิต และสร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ได้เร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน IPO ของ Unitree ยังเป็นตัวชี้วัดให้บริษัทหุ่นยนต์จีนรายอื่น หากบริษัทสามารถเปลี่ยนเงินทุนเป็นรายได้และการใช้งานที่เชื่อถือได้ การเข้าตลาดครั้งนี้อาจดึงดูดเงินลงทุนและกระตุ้นให้เกิด IPO ในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์มากขึ้น แต่หากการเติบโตไม่ทันกับมูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้น ก็อาจกลายเป็นบทเรียนเรื่องความเสี่ยงของการประเมินมูลค่าตลาดเทคโนโลยีระยะเริ่มต้นสูงเกินไป
บริษัทระบุว่าจะใช้เงินจาก IPO กับ 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่
เป้าหมายคือการขยับจากการผลิตและจำหน่ายหุ่นยนต์แต่ละรุ่น ไปสู่การสร้างแพลตฟอร์มที่รองรับหุ่นยนต์อเนกประสงค์มากขึ้น แนวทางนี้อาจทำให้ Unitree ควบคุมฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และต้นทุนการผลิตได้ดีขึ้น แต่การเข้าตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันได้ว่าการลงทุนเหล่านี้จะสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน
Unitree ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 ที่เมืองหางโจว และพัฒนาทั้งหุ่นยนต์สี่ขาและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ บริษัทระบุว่าสามารถพัฒนาชิ้นส่วนหลักหลายรายการด้วยตนเอง เช่น มอเตอร์ ตัวทดรอบ ตัวควบคุม และ LiDAR
ข้อมูลที่รายงานในช่วงการเข้าตลาดระบุว่า Unitree จัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 5,500 ตัวในปี 2025 คิดเป็นส่วนแบ่งการจัดส่งทั่วโลกราว 32.4% นอกจากนี้ ยอดจัดส่งหุ่นยนต์สี่ขาสะสมของบริษัทเกิน 33,000 ตัว หรือเกือบ 60% ของตลาดโลกตามเกณฑ์ที่อ้างถึง
บริษัทรายงานรายได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ประมาณ 1.15 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 48.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน Unitree ยังระบุว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทเข้าถึงหลายสิบประเทศและภูมิภาค และถูกนำไปใช้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการศึกษา การตรวจสอบภาคอุตสาหกรรม การลาดตระเวนรักษาความปลอดภัย และการกู้ภัยฉุกเฉิน
ถึงจะเป็นตัวเลขที่สะท้อนกิจกรรมเชิงพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยอดจัดส่งก็ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง ยอดขายในช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์อาจรวมการซื้อเพื่อการวิจัย การศึกษา การสาธิต และโครงการนำร่อง ตัวชี้วัดที่ท้าทายกว่าคือ ลูกค้านำหุ่นยนต์ไปใช้งานซ้ำในสถานที่ทำงานจริงหรือไม่ และการใช้งานนั้นสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจหรือไม่
การเข้าตลาดของ Unitree เกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังมีบทบาทนำในตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ระยะเริ่มต้น ข้อมูลอุตสาหกรรมที่ Global Times อ้างระบุว่า ผู้ผลิตจีนคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 97% ของการจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ขณะที่ยอดจัดส่งทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 19,100 ตัว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากแต่ละแหล่งยังไม่ตรงกันทั้งหมด จึงควรใช้ความระมัดระวังเมื่อเปรียบเทียบขนาดตลาดหรือจัดอันดับผู้ผลิต ตัวอย่างเช่น Smart Analytics Global รายงานว่า AgiBot แซงหน้า Unitree ในด้านการจัดส่งช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ซึ่งสะท้อนว่าผู้นำตลาดอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว
ทิศทางโดยรวมยังชัดเจน จีนมีฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ห่วงโซ่อุปทานด้านอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรที่ครอบคลุม รวมถึงตลาดภายในประเทศที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตนำหุ่นยนต์ไปทดสอบการใช้งานหลากหลายรูปแบบ TrendForce คาดว่าตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนจะมีมูลค่าแตะ 15 พันล้านหยวนในปี 2026 และเติบโตอย่างน้อย 60% ในปี 2027 เมื่อการผลิตขยายตัวและการใช้งานหลากหลายขึ้น
ด้าน IDC คาดการณ์ว่าการจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกจะเกิน 510,000 ตัวภายในปี 2030 ซึ่งหมายถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วจากฐานตลาดที่ยังมีขนาดเล็ก แต่ตัวเลขคาดการณ์ไม่ใช่คำรับประกัน โดยอุตสาหกรรมยังต้องแก้โจทย์ด้านความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย ความสามารถของซอฟต์แวร์ การทดแทนแรงงาน และผลตอบแทนที่ลูกค้าได้รับ
อัตราส่วนราคาต่อกำไร 219.23 เท่าของ Unitree เป็นการสะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตในอนาคต ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าบริษัทมีขนาดธุรกิจเชิงพาณิชย์ที่成熟แล้ว
เพื่อให้มูลค่าดังกล่าวสมเหตุสมผล Unitree จะต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถ
การพุ่งขึ้นของหุ้นในวันแรกแสดงให้เห็นว่านักลงทุนต้องการมีส่วนร่วมกับโอกาสของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ แต่จากนี้ไป การประเมินบริษัทจะไม่ได้วัดกันที่การสาธิตอันหวือหวาหรือแรงส่งของราคาหุ้นเท่านั้น หากจะวัดจากความสามารถในการผลิต การรักษาลูกค้า ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสด
IPO ของ Unitree ทำให้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างบริษัทเอกชน ไปสู่การแข่งขันด้านการทำให้เป็นอุตสาหกรรมในตลาดทุนอย่างเต็มตัว บริษัทมีเงินทุนและการมองเห็นจากนักลงทุนมากพอที่จะเร่งการขยายตัว แต่ตลาดก็ได้ตั้งโจทย์ที่ยากมากไว้แล้วว่า Unitree จะเปลี่ยนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้เป็นธุรกิจที่ทำซ้ำได้และสร้างกำไรอย่างยั่งยืนหรือไม่