หุ้นเอเชียเปิดตลาดลดลงในวันที่ 21 สิงหาคม โดย Nikkei 225 ร่วงประมาณ 0.86% Kospi ลดลง 0.99% และ S&P/ASX 200 อ่อนตัว 0.18% [2] ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดีดกลับทำให้หุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตน่าสนใจน้อยลง ขณะที่นักลงทุนตั้งคำถามว่าแผนซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะช่วยคลายแรงกดดันได้มากเพียงใด เงิน...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What caused Asian stock markets to open broadly lower on Friday, August 21, with Japan’s Nikkei 225 down about 0.9%, South Korea’s Kospi los. Article summary: Asian markets opened lower because investors were repricing a more persistent “higher yields, higher inflation” risk after Wall Street’s previous-session decline. The move was defensive rather than Asia-specific: pricier. Topic tags: general, news, general web, user generated, government. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermar
หุ้นเอเชียเปิดตลาดโดยรวมในแดนลบเมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม หลังนักลงทุนตอบรับการปรับตัวลงของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในวันก่อนหน้า และการกลับมาปรับขึ้นของยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุยาว ภาพรวมครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยลบเฉพาะเอเชีย แต่เป็นการลดความเสี่ยงในตลาดโลก เมื่ออัตราต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนเรื่องเงินเฟ้อยังคงอยู่ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย
แรงขายช่วงเปิดตลาดมีความรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด Nikkei 225 ลดลงประมาณ 0.86% Kospi ของเกาหลีใต้ร่วง 0.99% และ S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียลดลง 0.18% อย่างไรก็ตาม รายงานในเวลาต่อมาสะท้อนภาพตลาดที่ผสมผสานมากขึ้น จึงควรมองตัวเลขช่วงเปิดตลาดเป็นภาพสะท้อนความเชื่อมั่น ณ ขณะนั้น ไม่ใช่การปรับลงพร้อมกันตลอดทั้งวันของทุกตลาดในภูมิภาค
ปัจจัยกระตุ้นในระยะสั้นคือการอ่อนตัวของหุ้นสหรัฐฯ ควบคู่กับยีลด์พันธบัตรที่เพิ่มขึ้น เมื่อยีลด์สูงขึ้น อัตราคิดลดที่ใช้ประเมินมูลค่ากำไรของบริษัทในอนาคตก็สูงขึ้นตาม หุ้นกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยีจึงมักได้รับแรงกดดันมากกว่า เพราะราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังกำไรที่จะเกิดขึ้นอีกไกลในอนาคต
การปรับตัวลงของวอลล์สตรีทจึงทำให้บรรยากาศการซื้อขายในเอเชียเริ่มต้นอย่างระมัดระวังมากขึ้น นักลงทุนยังกังวลว่าต้นทุนการกู้ยืมที่สูงอาจกระทบการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่ข้อมูลการเติบโตของยอดขาย Walmart ที่อ่อนแอเพิ่มคำถามเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของผู้บริโภคสหรัฐฯ
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเพิ่มขนาดสูงสุดของการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องอย่างน้อยสองเท่า จากเดิม 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อการดำเนินการ เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง แผนครอบคลุมพันธบัตรในช่วงอายุ 10–20 ปี และ 20–30 ปี โดยมีกำหนดเริ่มวันที่ 9 กันยายน
ข่าวดังกล่าวเคยช่วยให้ยีลด์ระยะยาวลดลงและทำให้หุ้นเอเชียฟื้นตัวในวันก่อนหน้า แต่แรงหนุนจางลงเมื่อนักลงทุนตั้งคำถามว่าขนาดการซื้อคืนดังกล่าวเพียงพอหรือไม่ที่จะรับมือแรงกดดันเชิงโครงสร้างในตลาดพันธบัตร ทั้งความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและปริมาณหนี้รัฐบาลที่นักลงทุนเอกชนต้องรองรับ
ต่อมายีลด์กลับมาปรับขึ้นอีกครั้ง โดยยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีทะลุ 4.70% ในการซื้อขายวันพฤหัสบดี ขณะที่ยีลด์อายุ 30 ปีก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน การเคลื่อนไหวนี้ทำให้ตลาดมองมาตรการของกระทรวงการคลังเป็นเพียงการช่วยด้านสภาพคล่อง ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาพื้นฐานด้านฐานะการคลังและเงินเฟ้อ
ราคาน้ำมันเป็นแรงกดดันอีกชั้นหนึ่ง ความตึงเครียดที่ยังไม่คลี่คลายเกี่ยวกับอิหร่าน รวมถึงความพยายามทางการทูตที่ยังไม่สามารถนำไปสู่ความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันดิบ Brent ขยับเหนือ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังข้อตกลงหยุดยิงสิ้นสุดลงและความหวังต่อการแก้ปัญหาทางการทูตในระยะสั้นลดลง
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นและบีบกำลังซื้อของครัวเรือน ขณะเดียวกันยังเพิ่มต้นทุนการผลิตของบริษัท และทำให้ธนาคารกลางระมัดระวังมากขึ้นในการลดดอกเบี้ย สำหรับตลาดหุ้น นี่คือสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ เพราะความคาดหวังต่อการเติบโตอ่อนลงพร้อมกับอัตราคิดลดที่สูงขึ้น
ข้อมูลเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยิ่งทำให้ตลาดพันธบัตรกังวลมากขึ้น เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มจาก 1.6% ในเดือนมิถุนายนเป็น 1.9% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสดแต่ยังรวมพลังงาน เพิ่มเป็น 1.8%
นอกจากนี้ ข้อมูลราคาผู้ผลิตหรือเงินเฟ้อระดับค้าส่งของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนในเดือนกรกฎาคม ทำให้ความคาดหวังว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนยังคงอยู่ หาก BOJ ใช้นโยบายผ่อนคลายน้อยลง ยีลด์พันธบัตรในประเทศก็มีแนวโน้มสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อมูลค่าหุ้นญี่ปุ่นในช่วงที่ตลาดกำลังรับมือกับการปรับขึ้นของยีลด์ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าวไม่ได้ยืนยันว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานยังต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลาง และจังหวะรวมถึงขนาดของการเปลี่ยนแปลงนโยบายยังขึ้นอยู่กับข้อมูลชุดถัดไปและการประเมินของ BOJ
ทิศทางระยะสั้นจะขึ้นอยู่กับว่ายีลด์พันธบัตรและราคาน้ำมันจะเริ่มทรงตัวหรือไม่ โดยมีเหตุการณ์สำคัญ 3 รายการที่ตลาดให้ความสนใจเป็นพิเศษ
ประเด็นสำคัญคือ ตลาดเอเชียกำลังตอบสนองต่อแรงกดดันจากหลายสินทรัพย์พร้อมกัน พันธบัตรกำลังส่งสัญญาณว่าต้นทุนระยะยาวสูงขึ้น ราคาน้ำมันกำลังตอกย้ำความเสี่ยงเงินเฟ้อ และตลาดหุ้นต้องพิสูจน์ว่ามูลค่าที่สูงยังสมเหตุสมผล หากยีลด์พันธบัตรสหรัฐฯ ทรงตัว ความเสี่ยงด้านพลังงานจากความตึงเครียดกับอิหร่านลดลง หรือตัวเลขเงินเฟ้อออกมาเป็นบวก ตลาดก็มีโอกาสฟื้นตัวได้ แต่หากยังไม่มีสัญญาณเหล่านี้ การเปิดตลาดที่อ่อนตัวก็สะท้อนว่าหุ้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และตลาดที่มีสัดส่วนเทคโนโลยีสูงจะยังอ่อนไหวต่อการเคลื่อนไหวของยีลด์ต่อไป
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
หุ้นเอเชียเปิดตลาดลดลงในวันที่ 21 สิงหาคม โดย Nikkei 225 ร่วงประมาณ 0.86% Kospi ลดลง 0.99% และ S&P/ASX 200 อ่อนตัว 0.18% [2]
หุ้นเอเชียเปิดตลาดลดลงในวันที่ 21 สิงหาคม โดย Nikkei 225 ร่วงประมาณ 0.86% Kospi ลดลง 0.99% และ S&P/ASX 200 อ่อนตัว 0.18% [2] ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดีดกลับทำให้หุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตน่าสนใจน้อยลง ขณะที่นักลงทุนตั้งคำถามว่าแผนซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะช่วยคลายแรงกดดันได้มากเพียงใด
เงินเฟ้อทั่วไปของญี่ปุ่นเพิ่มเป็น 1.9% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.8% ในเดือนกรกฎาคม ทำให้ตลาดประเมินว่า BOJ อาจใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายน้อยลง