คดีนี้เกี่ยวข้องกับการจัดสรรกำไรของบริษัทในเครือ Apple ระหว่างปี 1991–2014 โดยผลลัพธ์ในอดีตทำให้ภาษีที่แท้จริงของ Apple ต่ำกว่า 1% ในบางปี การที่ไอร์แลนด์มีอัตราภาษีนิติบุคคลทั่วไป 12.5% จึงไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างเฉพาะที่ใช้กับ Apple ได้รับการรับรองจากศาล
ใจกลางของเรื่องนี้คือการที่ยอดขาย Apple ทั่วภูมิภาคยุโรปจำนวนมากเชื่อมโยงกับนิติบุคคลในไอร์แลนด์ ซึ่งถือครองหรือบริหารสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าสูง เช่น ซอฟต์แวร์ เทคโนโลยี และแบรนด์
ตัวเลขเปรียบเทียบระหว่างกำไรกับจำนวนพนักงานจึงน่าสนใจเป็นพิเศษ Apple รายงานกำไรก่อนหักภาษีในไอร์แลนด์ประมาณ 6 ล้านดอลลาร์ต่อพนักงาน 1 คน จากพนักงาน 5,575 คน หรือราว 3% ของพนักงานทั่วโลก ขณะที่ในเยอรมนี บริษัทมีพนักงาน 4,089 คน และมีกำไรก่อนหักภาษีประมาณ 51,000 ดอลลาร์ต่อคน พร้อมจ่ายภาษีเป็นเงินสด 153 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่ามีการกระทำผิดกฎหมายในปัจจุบัน แต่ชี้ให้เห็นว่าประเทศที่บันทึกกำไรไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนพนักงานหรือสถานที่ที่ผู้บริโภคซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับการถือครองทรัพย์สินทางปัญญาและการจัดสรรกำไรภายในกลุ่มบริษัทด้วย
Apple Operations International ซึ่งเป็นบริษัทย่อยหลักของ Apple ในไอร์แลนด์ รายงานการจ่ายภาษีในปีงบการเงินดังกล่าว 12.1 พันล้านดอลลาร์ โดยรวมเงินประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภาษีขั้นต่ำ 15% ของ OECD และสหภาพยุโรป
ตามมาตรวัดทางบัญชีในรายงาน อัตราภาษีที่แท้จริงของ Apple ในไอร์แลนด์อยู่ที่ 13.8% สูงกว่าอัตราภาษีตามกฎหมายทั่วไปของไอร์แลนด์ที่ 12.5% แต่ตัวเลขนี้ไม่ควรนำไปเทียบตรง ๆ กับยอดชำระเงินสด 17.1 พันล้านดอลลาร์ เพราะยอดหลังรวมเงินภาษีย้อนหลังจากคดีในอดีตด้วย
ข้อมูลของ Microsoft ชี้ให้เห็นโครงสร้างที่คล้ายกัน โดยการดำเนินงานในไอร์แลนด์บันทึกกำไรก่อนหักภาษีประมาณ 47.1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 38% ของกำไรก่อนหักภาษีทั่วโลก แม้ไอร์แลนด์มีพนักงานของ Microsoft เพียงประมาณ 3% ของทั้งหมด รายงานประจำปีงบการเงิน 2025 ของบริษัทเป็นหลักฐานจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิที่ยืนยันช่วงเวลาและกรอบการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว
ไอร์แลนด์มีจุดแข็งหลายด้านที่ช่วยดึงดูดสำนักงานใหญ่และกิจกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ อัตราภาษี 12.5% แรงงานที่ใช้ภาษาอังกฤษ การเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรป เครือข่ายอนุสัญญาภาษี และระบบภาษีนิติบุคคลที่เอื้อต่อบริษัทข้ามชาติ
แต่กติกาภาษีขั้นต่ำทั่วโลกที่ 15% ลดความได้เปรียบจากอัตรา 12.5% สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน การรายงานภาษีแบบแยกประเทศทำให้การกระจุกตัวของกำไรในไอร์แลนด์ถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
ความเสี่ยงสำคัญคือการพึ่งพารายได้จากบริษัทไม่กี่แห่ง ในปี 2024 Apple, Microsoft และ Eli Lilly รวมกันคิดเป็นประมาณ 46% ของรายได้ภาษีนิติบุคคลไอร์แลนด์
นั่นหมายความว่าไอร์แลนด์มีรายได้ภาษีสูงเป็นพิเศษ แต่ก็อ่อนไหวต่อการปรับโครงสร้างบริษัท การเปลี่ยนกฎภาษีระหว่างประเทศ และความผันผวนของกำไรจากบริษัทจำนวนไม่มาก
จุดยืนของ Apple สอดคล้องกับหลักภาษีที่บริษัทข้ามชาติมักใช้ คือกำไรควรถูกเก็บภาษีในสถานที่ที่มีทรัพย์สิน หน้าที่ ความเสี่ยง และทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งสร้างกำไร ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีจากการบริโภคควรเกิดขึ้นในประเทศที่ลูกค้าซื้อสินค้า
ประเด็นถกเถียงจึงไม่ใช่ว่าหลักการนี้มีอยู่หรือไม่ แต่คือการจัดสรรกำไรส่วนที่เหลือให้กับการถือครองทรัพย์สินทางปัญญาและการทำธุรกรรมภายในกลุ่มบริษัททำให้กำไรจำนวนมากเกินไปถูกบันทึกไว้ในไอร์แลนด์หรือไม่ เมื่อเทียบกับจำนวนบุคลากร ตลาด และกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในประเทศอื่น ๆ
ข้อสรุปสำคัญจึงไม่ใช่ “Apple ไม่จ่ายภาษีในไอร์แลนด์” แต่คือข้อมูลชุดใหม่นี้เผยให้เห็นพร้อมกันสองด้าน ได้แก่ การมีส่วนร่วมทางภาษีของ Apple ต่อไอร์แลนด์ที่สูงมาก และรูปแบบการบันทึกกำไรซึ่งมีภูมิศาสตร์ทางเศรษฐกิจแตกต่างอย่างชัดเจนจากที่ตั้งของพนักงานและผู้บริโภคของ Apple ในยุโรป