ตรรกะของแผน M&Ms เป็นการบีบบังคับมากกว่าการทำลายล้าง หากสนามบินมอสโกเปิดให้บริการไม่ได้ ชาวรัสเซียที่มีฐานะดีและยังเดินทางระหว่างประเทศเป็นประจำจะสูญเสียช่องทางสำคัญในการเข้าออกประเทศ แหล่งข่าวอธิบายว่า ความไม่สะดวกนี้อาจทำลายภาพลักษณ์ที่ชนชั้นนำของรัสเซียสามารถใช้ชีวิตแยกขาดจากผลกระทบของสงคราม และอาจสร้างแรงกดดันทางการเมืองให้เกิดการเจรจา
แต่แนวทางดังกล่าวมีความเสี่ยงทางการเมืองและมนุษยธรรมสูง เพราะจะกระทบผู้โดยสาร ลูกเรือ พนักงานสนามบิน และนักเดินทางจากประเทศที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง เป้าหมายของแผนจึงต้องอาศัยการสร้างความปั่นป่วนโดยไม่ก่อให้เกิดเหตุสังหารหมู่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำได้ยากมากในน่านฟ้าพลเรือนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
การทำงานแบบอัตโนมัติไม่ได้หมายความว่าผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ ประเด็นสำคัญคือ ผู้วางแผนกำหนดเป้าหมายอย่างไร อาวุธคาดว่าจะโจมตีอะไร ระบบสามารถแยกเป้าหมายทางทหารออกจากวัตถุพลเรือนได้แม่นยำเพียงใด และมีการใช้มาตรการป้องกันเพื่อลดอันตรายต่อพลเรือนมากน้อยแค่ไหน
ภายใต้หลักพื้นฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การโจมตีต้องเคารพหลักการแยกแยะเป้าหมาย ความได้สัดส่วน และการใช้มาตรการระมัดระวังในการโจมตี แม้สนามบินจะมีหน้าที่ด้านความมั่นคงหรือการทหารบางส่วน แต่ปฏิบัติการที่คาดหมายว่าจะทำให้เที่ยวบินพลเรือนไม่ปลอดภัย ต้องคำนึงถึงอันตรายที่คาดการณ์ได้ต่อผู้โดยสาร เครื่องบิน และโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนด้วย
โดรนอัตโนมัติที่ทำงานเป็นฝูงใกล้สนามบินอาจสูญเสียการรับรู้สภาพแวดล้อม ระบุวัตถุผิดพลาด หรือไม่สามารถเปลี่ยนเส้นทางได้ทันทีเมื่อมนุษย์ไม่ได้ควบคุมอย่างต่อเนื่อง ขนาดของปฏิบัติการที่อาจมีโดรนถึง 1,000 ลำต่อคืนยิ่งทำให้การประเมินความเสี่ยงเหล่านี้ซับซ้อนขึ้น ไม่ใช่ลดลง
แหล่งข่าวของ The Atlantic ระบุว่า เซเลนสกีกังวลว่าโดรนลำหนึ่งอาจพุ่งชนเครื่องบินโดยสาร ทำให้ผู้โดยสาร ลูกเรือ หรือเจ้าหน้าที่สนามบินเสียชีวิต เขายังกลัวว่าเหตุการณ์เช่นนั้นจะถูกตีความหรือกล่าวหาว่าเป็น “การปล้นสะดมทางอากาศ” อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า การวางแผนยังดำเนินต่อไปหลายเดือน เนื่องจากรัฐบาลหวังผลทางการทูตจากการกดดันรัสเซีย
ข้อกล่าวหานี้ยังเป็นประเด็นโต้แย้ง โฆษกของประธานาธิบดียูเครนปฏิเสธที่จะให้ความเห็น ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกคนระบุว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง และบอกว่ายูเครนไม่มีอาวุธพิสัยไกลที่แม่นยำและเชื่อถือได้เพียงพอจะโจมตีสนามบินมอสโกโดยไม่สร้างความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ต่อพลเรือน
ดังนั้น สิ่งที่มีอยู่ในขณะนี้คือรายงานเกี่ยวกับข้อเสนอที่อ้างว่าเคยถูกพิจารณา ไม่ใช่หลักฐานว่าแผน M&Ms ถูกนำไปใช้จริง
The Atlantic เชื่อมโยงการชะลอหรือพักแผนเข้ากับการที่เซเลนสกีปลดมไคโล เฟโดรอฟออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมในเดือนกรกฎาคม เฟโดรอฟเป็นบุคคลสำคัญในการผลักดันการผลิตโดรนและการใช้นวัตกรรมในสนามรบของยูเครน ขณะเดียวกัน รายงานอีกส่วนกล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างเฟโดรอฟกับโอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เกี่ยวกับทิศทางการทำสงครามและบทบาทของเทคโนโลยี
ต่อมาทั้งสองคนถูกปลดจากตำแหน่งท่ามกลางการปรับโครงสร้างผู้นำครั้งใหญ่ เยฟเฮนี คมาราเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมรักษาการ ก่อนที่ประธานาธิบดีจะเสนอชื่อและได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการตามรายงานที่มีการอ้างถึง
การปลดเฟโดรอฟยังนำไปสู่ข้อถกเถียงและการประท้วงทางการเมือง โดยมีรายงานว่าเขาเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งในช่วงสงคราม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้พิสูจน์ว่าการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลเกิดขึ้นเพื่อหยุดแผน M&Ms โดยเฉพาะ เพียงระบุว่าแผนถูกพักลงในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการปลดเฟโดรอฟ
The Atlantic อธิบายว่าแผน M&Ms อยู่ในสถานะชะงักหรือถูกพักไว้ ไม่ใช่ถูกยกเลิกอย่างถาวร จึงยังเปิดความเป็นไปได้ว่าแนวคิดบางส่วนอาจถูกนำกลับมาพิจารณาภายใต้ผู้นำหรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่ยังไม่มีหลักฐานจากรายงานที่มีอยู่ว่าแผนนี้ถูกฟื้นขึ้นมาหรือถูกปฏิบัติจริง
ควรแยกแผน M&Ms ซึ่งยังเป็นข้อกล่าวหา ออกจากปฏิบัติการโดรนพิสัยไกลที่ยูเครนดำเนินอยู่จริงและมีรายงานอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ทางการรัสเซียอ้างว่าสามารถทำลายโดรนยูเครนได้ 822 ลำทั่วประเทศ โดยมีหลายร้อยลำมุ่งหน้าไปยังภูมิภาคมอสโก NPR และ Reuters รายงานคำกล่าวอ้างของรัสเซีย พร้อมรายงานผู้เสียชีวิตและความเสียหายในพื้นที่มอสโก แต่จำนวนโดรนที่ถูกปล่อยและจำนวนที่ถูกสกัดยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระทั้งหมด
เรื่อง M&Ms คือรายงานเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ที่ยังไม่ถูกนำไปใช้ ซึ่งอาศัยการส่งโดรนอัตโนมัติราคาถูกจำนวนมากเพื่อทำให้สนามบินพลเรือนของมอสโกไม่สามารถดำเนินงานตามปกติได้ แรงกดดันที่คาดหวังคือการตัดเส้นทางเดินทางระหว่างประเทศของชนชั้นนำรัสเซียและผลักดันให้รัฐบาลปูตินกลับสู่โต๊ะเจรจา
แต่จุดแข็งทางยุทธศาสตร์ของแผน—การใช้โดรนจำนวนมากและการควบคุมแบบอัตโนมัติ—ก็เป็นจุดอ่อนด้านกฎหมายและมนุษยธรรมเช่นกัน เพราะการปฏิบัติการใกล้เครื่องบินโดยสารและผู้คนจำนวนมากอาจนำไปสู่ความเสียหายต่อพลเรือนอย่างร้ายแรง
ปฏิบัติการโดรนของยูเครนที่โจมตีเป้าหมายในรัสเซียยังคงมีหลักฐานจากรายงานหลายแหล่ง ส่วนแผน M&Ms โดยเฉพาะยังคงเป็นข้อกล่าวหาจากแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อ ถูกเจ้าหน้าที่ในสำนักงานประธานาธิบดียูเครนปฏิเสธ และไม่ใช่หลักฐานว่าเคยมีการส่งโดรน 1,000 ลำเข้าโจมตีสนามบินมอสโกจริง