ปฏิกิริยาของตลาดสะท้อนความเสี่ยงดังกล่าว ในการซื้อขายครั้งหนึ่ง Nasdaq ลดลง 1.33% เทียบกับการลดลง 0.69% ของ S&P 500 และ 0.22% ของ Dow Jones
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรอายุยาวเป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อรอบ หรืออย่างน้อยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเดิม มาตรการดังกล่าวช่วยดันบอนด์ยีลด์ลงในช่วงแรก และกดดัชนีดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง
การซื้อคืนสามารถช่วยให้ตลาดมีสภาพคล่องดีขึ้น ด้วยการนำพันธบัตรรุ่นเก่าที่มีการซื้อขายน้อยออกจากตลาด แต่ไม่ได้ขจัดความกังวลพื้นฐานเรื่องเงินเฟ้อหรือขนาดการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ
ข้อจำกัดนี้เห็นได้ชัดเมื่อแรงผ่อนคลายในตลาดพันธบัตรจางหายไป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีขยับขึ้นสู่ 5.247% หลังจากลดลงมาอยู่ที่ 5.1765% ภายหลังการประกาศ นักลงทุนจึงเริ่มตั้งคำถามว่าโครงการนี้จะช่วยพยุงตลาดได้อย่างยั่งยืนหรือไม่
ในทางปฏิบัติ มาตรการซื้อคืนอาจช่วยให้การซื้อขายในตลาดเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนแรงผลักดันด้านอุปสงค์และอุปทานที่กำหนดต้นทุนการกู้ยืมระยะยาว นี่จึงเป็นเหตุผลที่หุ้นยังคงเปราะบาง แม้กระทรวงการคลังจะเข้ามาแทรกแซงแล้ว
การอ่อนตัวของตลาดไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ หุ้นยุโรปลดลงในช่วงที่นักลงทุนลดความเสี่ยง ขณะที่ตลาดเอเชียหลายแห่งกำลังมุ่งหน้าสู่การขาดทุนรายสัปดาห์ หลังราคาน้ำมันสูงขึ้นและความตึงเครียดในตลาดพันธบัตรโลกยังไม่คลี่คลาย
การอ่อนตัวในวงกว้างมีความสำคัญ เพราะบ่งชี้ว่านี่อาจเป็นการปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจมหภาคครั้งใหญ่ ไม่ใช่เพียงการย้ายเงินออกจากหุ้นบางกลุ่มเท่านั้น บอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นทั่วโลก ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันต้องรับแรงกดดันต่อดุลการค้า กำลังซื้อของผู้บริโภค และความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจ
การเคลื่อนไหวของค่าเงินยังทำให้ภาพการเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยแบบเดิมซับซ้อนขึ้น หลังการประกาศของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ดัชนีดอลลาร์ลดลง 0.84% มาอยู่ที่ 98.80 ขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้น 0.88% สู่ 1.1676 ดอลลาร์ Bitcoin ก็ปรับขึ้นแรงเมื่อสินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวหลังตลาดพันธบัตรผ่อนคลายในช่วงแรก
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนไม่ได้แห่เข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยของสหรัฐฯ แบบไร้ข้อกังขา ความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการคลังและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของการปรับราคาในตลาดครั้งนี้ด้วย
แรงกระแทกจากน้ำมันทำให้การเปลี่ยนทิศไปสู่นโยบายผ่อนคลายในระยะใกล้ทำได้ยากขึ้น หากราคาพลังงานเริ่มดันความคาดหวังเงินเฟ้อในวงกว้าง Reuters รายงานว่า ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed หลายรายเคยพร้อมสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคม ขณะที่ตลาดคาดว่าเงินเฟ้อ PCE ทั้งทั่วไปและพื้นฐานจะยังอยู่เหนือ 3% ในเดือนกรกฎาคม
Fed จึงต้องเผชิญทางเลือกที่ลำบาก หากตอบสนองต่อแรงกระแทกจากน้ำมันเร็วเกินไป ก็เสี่ยงทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อหลุดจากกรอบที่ควบคุมได้ แต่หากคงนโยบายการเงินที่ตึงตัวไว้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอลง ก็อาจเพิ่มแรงกดดันต่อครัวเรือน ธุรกิจ และมูลค่าหุ้น
ตราบใดที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังติดขัด ผลกระทบที่ตลาดน่าจะสะท้อนมากที่สุดคือความผันผวนที่สูงขึ้นและแนวโน้มบอนด์ยีลด์ระยะยาวอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด ไม่ได้หมายความว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยทันที แต่ความเชื่อมั่นว่าการลดดอกเบี้ยกำลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้จะลดลง
พัฒนาการต่อไปนี้อาจเป็นตัวตัดสินว่าแรงเทขายจะรุนแรงขึ้นหรือเริ่มทรงตัว
ตลาดไม่ได้ตอบสนองต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเพียงปัจจัยเดียว แต่กำลังประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการหยุดชะงักด้านพลังงาน เงินเฟ้อ หนี้รัฐบาล และหุ้นเติบโตที่มีมูลค่าสูง นั่นหมายความว่า แม้ฤดูประกาศผลประกอบการจะออกมาแข็งแกร่ง ก็อาจยังไม่เพียงพอที่จะจุดชนวนการฟื้นตัวของตลาด หากบอนด์ยีลด์ระยะยาวยังเดินหน้าขึ้นต่อ
การฟื้นตัวของหุ้นอย่างยั่งยืนอาจต้องอาศัยอย่างน้อยหนึ่งในสามปัจจัย ได้แก่ ความคืบหน้าที่น่าเชื่อถือสู่การเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง เงินเฟ้อพื้นฐานที่ชะลอลงจนช่วยหักล้างแรงกดดันจากพลังงาน หรือผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จาก AI
จนกว่าจะเห็นหนึ่งในปัจจัยเหล่านี้ชัดเจน การผสมกันของราคาน้ำมันและบอนด์ยีลด์ที่สูงยังทำให้หุ้นทั่วโลกเสี่ยงต่อการแกว่งตัวแรงตามข่าวสารอยู่ต่อไป