ตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2026–2027 มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะสินค้าผลิตได้จำกัด ราคาเฉลี่ยสูงขึ้น และการแข่งขันกระจุกตัวมากขึ้น โดยการฟื้นตัวในวงกว้างอาจต้องรอถึงปี 2028 ตัวแปรสำคัญไม่ใช่ความต้องการซื้อของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถของผู้ผลิตในการจัดหา DRAM และ NAND ในราคาที่รับได้ แบรนด์พรีเมียมและผู้ที่ควบคุมซัพพ...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How is the worsening global memory chip shortage expected to reshape the smartphone market in 2026–2028—including why Samsung may reclaim th. Article summary: The shortage is likely to make 2026–27 a supply constrained, higher priced and more concentrated smartphone market, with recovery pushed toward 2028.. Topic tags: general web, ai, privacy, marketing, growth. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layo
วิกฤตชิปความจำกำลังเปลี่ยนสมการของตลาดสมาร์ทโฟนจากการแข่งขันด้านฟีเจอร์ ไปสู่การแข่งขันว่าใครจะหา DRAM และ NAND ได้เพียงพอในต้นทุนที่ยังควบคุมได้
ในช่วงปี 2026–2027 ตลาดจึงมีแนวโน้มเผชิญทั้งจำนวนเครื่องที่ลดลง ราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น และการรวมตัวของส่วนแบ่งตลาดไว้กับแบรนด์รายใหญ่ไม่กี่ราย การฟื้นตัวอย่างกว้างขวางอาจต้องรอถึงปี 2028 เมื่ออุปทานชิปเริ่มกลับสู่ภาวะปกติและความต้องการเปลี่ยนเครื่องที่ถูกเลื่อนออกไปกลับมาอีกครั้ง
Samsung อาจกลับมาเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่มียอดจัดส่งทั่วโลกสูงสุดในปี 2026 หลังเสียตำแหน่งให้ Apple ในปี 2025 โดยมีจุดแข็งสำคัญคือความสามารถในการรักษาปริมาณสินค้าและสเปกของเครื่องไว้ได้ แม้ต้นทุนชิ้นส่วนจะเพิ่มสูงขึ้น
ข้อได้เปรียบของ Samsung มาจากซัพพลายเชนที่บูรณาการอยู่ภายในกลุ่มบริษัท โดยเฉพาะกำลังการผลิตหน่วยความจำและชิ้นส่วน ประกอบกับการมีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่ระดับเริ่มต้นถึงเรือธง ความสัมพันธ์กับผู้ให้บริการเครือข่าย และเครือข่ายค้าปลีกที่กว้างขวาง
โครงสร้างนี้ทำให้ Samsung มีความยืดหยุ่นมากกว่าในการจัดสรรชิ้นส่วน ปรับสเปกสินค้า และดูแลช่องทางจำหน่ายในช่วงที่ชิปขาดแคลน อย่างไรก็ตาม ขนาดของการฟื้นตัวและส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นยังขึ้นอยู่กับสมมติฐานของแต่ละสำนักวิจัยตลาด
Apple เองก็ยังมีภูมิคุ้มกันสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ฐานลูกค้าระดับพรีเมียม อัตรากำไรที่แข็งแกร่ง ความสัมพันธ์ระยะยาวกับซัพพลายเออร์ และความสามารถในการรับต้นทุนชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้บริษัทชะลอหรือหลีกเลี่ยงการขึ้นราคาครั้งใหญ่ได้
Counterpoint ระบุว่า Apple ยังคงรักษาระดับราคาโดยรวมไว้ได้ในไตรมาส 2 ขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นปรับราคาขึ้น แม้ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกลดลง แต่รายได้จากตลาดยังเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน
Huawei ก็อยู่ในกลุ่มที่ได้รับแรงกดดันน้อยกว่าผู้ผลิตจีนหลายราย เนื่องจากมีฐานแข็งแกร่งในจีน สัดส่วนสินค้าระดับสูงกว่า และมีการจัดการแหล่งจัดหาชิ้นส่วนที่ควบคุมได้มากกว่า แนวโน้มก่อนหน้านี้ของ Counterpoint ยังประเมินว่า Huawei เป็นแบรนด์จีนรายเดียวที่อาจมียอดจัดส่งเติบโตในปี 2026 โดย Apple และ Samsung เป็นสองแบรนด์ใหญ่ที่รับมือวิกฤตได้ดีที่สุด
ผลกระทบจะรุนแรงที่สุดในกลุ่มมือถือราคาประหยัดและระดับกลางล่าง เพราะต้นทุนหน่วยความจำคิดเป็นสัดส่วนสูงของต้นทุนการผลิต ขณะที่ผู้บริโภคในกลุ่มนี้มีข้อจำกัดในการรับราคาที่เพิ่มขึ้น แบรนด์อย่าง Transsion, Xiaomi และ Honor จึงมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ
กลุ่มราคาต่ำกว่า 150 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณระดับมือถือเริ่มต้น มีแนวโน้มเปราะบางที่สุด โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ผู้ผลิตอาจต้องเลือกทางใดทางหนึ่งระหว่างการยกเลิกรุ่นเริ่มต้นบางรุ่น ลดความจุหน่วยความจำ ปรับราคาขึ้น หรือยอมให้ยอดจัดส่งลดลง ผลลัพธ์คือจำนวนรุ่นในตลาดจะน้อยลง และผู้บริโภคอาจใช้เครื่องเดิมนานขึ้น
Xiaomi, Vivo, Honor และ Oppo จึงมีแนวโน้มเดินหน้ากลยุทธ์ยกระดับสินค้า หรือ premiumization มากขึ้น นั่นหมายถึงการลดรุ่นเริ่มต้นที่กำไรต่ำ เพิ่มสัดส่วนมือถือระดับกลางบนและเรือธง ลงทุนในบางประเทศและบางช่องทางอย่างเลือกสรรมากขึ้น และจัดพอร์ตสินค้าให้กระชับกว่าเดิม
สัญญาณกดดันเริ่มเห็นแล้วในไตรมาส 2 โดย Xiaomi, Oppo และ Vivo เป็นกลุ่มที่มียอดจัดส่งลดลงมากที่สุดในบรรดาผู้ผลิต 5 อันดับแรกของโลก ข้อมูลจากอินเดียยังพบว่ายอดจัดส่งของ Vivo, Realme, Xiaomi และ Oppo ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
Counterpoint คาดการณ์ในเดือนพฤษภาคมว่า ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกปี 2026 จะลดลง 13.9% เหลือ 1.08 พันล้านเครื่อง ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของยอดรวมรายปีนับตั้งแต่ปี 2013 หลังวิกฤตหน่วยความจำรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า
สัญญาณอ่อนแอปรากฏชัดตั้งแต่ไตรมาส 2 โดยประมาณการเบื้องต้นของ Counterpoint ระบุว่ายอดจัดส่งทั่วโลกลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน แตะระดับต่ำสุดสำหรับไตรมาส 2 นับตั้งแต่ปี 2013
ในละตินอเมริกา ยอดจัดส่งไตรมาส 2 ลดลง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน หลังผู้ผลิตชะลอการทำตลาดและระบายสินค้าจากการเร่งสะสมสต็อกในช่วงก่อนหน้าเพื่อรับมือกับการคาดการณ์ราคาที่จะเพิ่มขึ้น Samsung และ Apple เป็นแบรนด์ใหญ่ที่ยังมียอดเติบโตโดดเด่น
ยุโรปก็เผชิญการลดลง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือระดับต่ำสุดในรอบสามปีสำหรับไตรมาส 2 เช่นกัน Apple และ Samsung รับมือได้ดีกว่า ขณะที่ Xiaomi, Oppo และ Honor สูญเสียส่วนแบ่งตลาด
ฟีเจอร์ AI ยังช่วยสร้างความแตกต่างให้มือถือระดับพรีเมียมและผลักดันให้ผู้บริโภคหันไปซื้อรุ่นราคาสูงขึ้นได้ แต่ไม่สามารถสร้างอุปทานชิปที่มีราคาจับต้องได้ หรือชดเชยต้นทุนหน่วยความจำที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วได้
แม้ iPhone จอพับจะช่วยขยายโอกาสของ Apple ในตลาดพรีเมียม แต่ก็มีแนวโน้มเป็นสินค้าราคาสูงและผลิตในปริมาณจำกัด จึงไม่น่าจะทำให้ยอดจัดส่งของตลาดสมาร์ทโฟนโดยรวมกลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดด
ดังนั้น ทิศทางตลาดในปี 2026–2027 จะถูกขับเคลื่อนโดยฝั่งอุปทานเป็นหลัก ปัจจัยสำคัญได้แก่ การจัดสรรกำลังการผลิตหน่วยความจำไปยังงาน AI และเซิร์ฟเวอร์ ความพร้อมของชิป ราคาตามสัญญา และอำนาจต่อรองในการจัดซื้อของผู้ผลิตสมาร์ทโฟน เมื่อราคามือถือสูงจนชนข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ ความต้องการของผู้บริโภคจะมีบทบาทเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น
ภาพรวมที่น่าจะเกิดขึ้นคือ รุ่นเริ่มต้นลดจำนวนลง ราคาขายเฉลี่ยสูงขึ้น รอบการเปลี่ยนเครื่องยาวนานขึ้น และส่วนแบ่งตลาดไหลไปยังแบรนด์ที่มีฐานการผลิตหรืออำนาจต่อรองแข็งแกร่งกว่า โดย Samsung และ Apple มีโอกาสเป็นผู้ชนะรายสำคัญ ขณะที่การฟื้นตัวที่ชัดเจนกว่าอาจต้องรอให้อุปทานหน่วยความจำกลับมาเพียงพอในปี 2028
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2026–2027 มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะสินค้าผลิตได้จำกัด ราคาเฉลี่ยสูงขึ้น และการแข่งขันกระจุกตัวมากขึ้น โดยการฟื้นตัวในวงกว้างอาจต้องรอถึงปี 2028
ตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2026–2027 มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะสินค้าผลิตได้จำกัด ราคาเฉลี่ยสูงขึ้น และการแข่งขันกระจุกตัวมากขึ้น โดยการฟื้นตัวในวงกว้างอาจต้องรอถึงปี 2028 ตัวแปรสำคัญไม่ใช่ความต้องการซื้อของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถของผู้ผลิตในการจัดหา DRAM และ NAND ในราคาที่รับได้ แบรนด์พรีเมียมและผู้ที่ควบคุมซัพพลายเชนได้จึงมีโอกาสชิงส่วนแบ่งตลาด ขณะที่ตลาดระดับเริ่มต้...
Samsung อาจกลับขึ้นเป็นผู้นำด้านยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกในปี 2026 หลังเสียตำแหน่งให้ Apple ในปี 2025 เพราะมีห่วงโซ่อุปทานที่บูรณาการในบริษัทเอง พอร์ตสินค้าหลายระดับราคา และเครือข่ายจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง [1][2]