ลำดับที่สามซึ่งมีรูปแบบภายในสอดคล้องกัน คือกุญแจสำคัญของการค้นพบ เพราะทั้งอายุและองค์ประกอบทางเคมีของมันไม่เข้ากับกระจุกดาวดั้งเดิมของทางช้างเผือก หรือประชากรจาก Gaia-Sausage-Enceladus จึงชี้ไปยังกาแล็กซีต้นกำเนิดอีกแห่งที่ถูกทางช้างเผือกดูดกลืนในเวลาต่อมา
อายุของกระจุกดาวทำหน้าที่เป็นเส้นเวลา ส่วนค่าความเป็นโลหะทำหน้าที่เหมือนบันทึกสภาพทางเคมีของสถานที่กำเนิด หากกระจุกดาวก่อตัวในกาแล็กซีหนึ่ง มันจะสะท้อนรูปแบบการวิวัฒน์เฉพาะตัวของกาแล็กซีนั้น ขณะที่กระจุกดาวจากกาแล็กซีอื่นอาจมีเส้นทางการเปลี่ยนแปลงทางเคมีแตกต่างออกไป
ในกรณีนี้ กระจุกดาวกลุ่มที่สามมีทั้งประวัติทางเคมีที่เป็นเอกลักษณ์และตำแหน่งบนลำดับอายุที่แตกต่างจากอีกสองกลุ่ม การแยกความแตกต่างนี้เกิดขึ้นได้จากการวัดที่แม่นยำของฮับเบิล
ทีมนักวิจัยเชื่อมโยงกระจุกดาวโบราณ 12 กลุ่มเข้ากับ LKH และใช้กระจุกดาวเหล่านี้เป็นบันทึกฟอสซิลของกาแล็กซีที่ถูกกลืนหายไป ข้อสรุปดังกล่าวไม่ได้อาศัยเพียงตำแหน่งหรือการเคลื่อนที่ในปัจจุบันของกระจุกดาว แต่รวมอายุ องค์ประกอบทางเคมี และบริบทด้านพลวัตของระบบเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างภาพของกาแล็กซีต้นกำเนิดที่ไม่หลงเหลือโครงสร้างเดิมแล้ว
นักวิจัยประเมินว่า ในช่วงเวลาที่ควบรวมกับทางช้างเผือก LKH มีมวลดาวรวมราว 500 ล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับมวลดาวโดยประมาณของ Gaia-Enceladus จึงถือเป็นเหตุการณ์สะสมมวลครั้งสำคัญ ไม่ใช่การดูดกลืนกาแล็กซีขนาดเล็กแบบแทบไม่มีผลต่อโครงสร้างโดยรวม
การควบรวมเกิดขึ้นตอนที่เอกภพมีอายุไม่ถึง 15% ของอายุปัจจุบัน หรือประมาณ 2,000 ล้านปีหลังบิกแบงตามรายงานที่ให้มา ขณะที่แหล่งข้อมูลวิชาการระบุช่วงเวลาประมาณ 1,500 ล้านปีหลังบิกแบง ความแตกต่างนี้สะท้อนความละเอียดของการรายงานไทม์ไลน์ แต่ทั้งสองแหล่งข้อมูลยังคงชี้ไปยังช่วงแรกเริ่มอย่างยิ่งของประวัติทางช้างเผือก
การค้นพบนี้ทำให้เรื่องราวการก่อร่างของทางช้างเผือกมีรายละเอียดมากขึ้น กาแล็กซีของเราเติบโตจากการก่อกำเนิดดาวภายในระบบของตัวเอง แต่ยังได้รับดาวจำนวนมากจากภายนอกเมื่อดูดกลืน LKH ดาวที่มาจากกาแล็กซีอื่นเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณชั้นในของทางช้างเผือก เคียงข้างดาวจากโครงสร้างตั้งต้นของกาแล็กซีและวัสดุที่เข้ามาจากการควบรวมครั้งหลัง ๆ
ผลลัพธ์ยังขยายเส้นเวลาการประกอบตัวของทางช้างเผือกด้วย ก่อนหน้านี้ ประวัติการควบรวมครั้งสำคัญที่มีหลักฐานมั่นคงถูกติดตามย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ Gaia-Sausage-Enceladus เมื่อประมาณ 10,000 ล้านปีก่อนในงานวิจัยที่ให้มา แต่ LKH แสดงให้เห็นว่าทางช้างเผือกกำลังประกอบตัวผ่านการชนและควบรวมกับกาแล็กซีอื่นตั้งแต่ยังเป็นระบบจักรวาลอายุน้อยมาก
การสร้างประวัติศาสตร์ครั้งนี้เป็นตัวอย่างของ โบราณคดีของกาแล็กซี (galactic archaeology) ซึ่งใช้ดาวฤกษ์และกระจุกดาวที่มีอายุยืนยาวเป็นบันทึกของเหตุการณ์ที่ไม่สามารถสังเกตได้โดยตรงอีกต่อไป กระจุกดาวทรงกลมรอดพ้นจากการถูกทำลายของกาแล็กซีต้นกำเนิด และยังเก็บข้อมูลเรื่องอายุที่ก่อตัวกับสภาพแวดล้อมทางเคมีเอาไว้ เมื่อนักดาราศาสตร์จัดกลุ่มกระจุกดาวที่มีประวัติคล้ายกัน ก็สามารถระบุเศษซากของกาแล็กซีที่ถูกฉีกสลายไปเมื่อหลายพันล้านปีก่อนได้
ข้อมูลที่ให้มายังเชื่อมโยงแนวทางการใช้อายุ ค่าความเป็นโลหะ และฟอสซิลทางพลวัตนี้กับงานด้านการสร้างประวัติทางช้างเผือกในวงกว้าง ซึ่งได้รับการยอมรับผ่านรางวัล Kavli Prize in Astrophysics ประจำปี 2026 อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ระบุคำประกาศรางวัลหรือรายชื่อผู้ได้รับรางวัล จึงไม่ควรสรุปรายละเอียดมากไปกว่านี้
วิธีการนี้เปิดโอกาสให้นักดาราศาสตร์ค้นหาร่องรอยการควบรวมโบราณเพิ่มเติม การสังเกตกระจุกดาวทรงกลมที่ยังไม่เคยศึกษา โดยเฉพาะกระจุกดาวในบริเวณชั้นในของทางช้างเผือกซึ่งมีดาวหนาแน่นและถูกบดบัง อาจเผยให้เห็นลำดับอายุ–ค่าความเป็นโลหะที่แตกต่างออกไป แต่ละลำดับอาจเป็นตัวแทนของระบบภายนอกอีกแห่งที่ถูกทางช้างเผือกดูดกลืนในช่วงเริ่มต้นของการเติบโต
หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ได้ระบุชื่อผู้สมัครรายใดสำหรับการควบรวมครั้งต่อไป แต่ได้วางแนวทางไว้อย่างชัดเจน นั่นคือ อ่านอายุและองค์ประกอบทางเคมีของกระจุกดาวที่ยังหลงเหลือ แยกประวัติการก่อตัวของแต่ละกลุ่ม แล้วใช้รูปแบบเหล่านั้นกู้คืนบทที่หายไปจากอดีตของทางช้างเผือก