Dye-cycling ORBIT แก้คอขวดนี้ด้วยโพรบเรืองแสงแบบถอดเปลี่ยนได้ แทนที่จะติดสีย้อมกับโรเตอร์อย่างถาวร ระบบใช้ “landing pads” ที่เป็น DNA สายเดี่ยว ซึ่งเปิดให้โอลิโกนิวคลีโอไทด์ที่ติดสีย้อมเข้ามาจับและหลุดออกได้ เมื่อโพรบหนึ่งเริ่มจาง โพรบใหม่ก็เข้ามาแทนที่ ทำให้สัญญาณกลับมาโดยไม่ต้องทิ้งโรเตอร์เดิม
ในการทดลองที่รายงาน dcORBIT ยังคงความละเอียดระดับคู่เบสไว้ได้ ขณะติดตามปฏิสัมพันธ์ระหว่างโปรตีนกับ DNA นานกว่า 10 นาทีที่ความถี่ 20 เฮิรตซ์ สถาบัน Salk ระบุเพิ่มเติมว่า นักวิจัยใช้วิธีนี้วัดการหมุนของ RNA polymerase ระหว่างการถอดรหัส และมุ่งหมายให้การเคลื่อนไหวระดับโมเลกุลที่เคยตรวจจับได้ยากกลายเป็นสิ่งที่ศึกษาได้
ข้อควรระวังคือ dcORBIT เป็นการทดลองโมเลกุลเดี่ยวในระบบที่ประกอบขึ้นใหม่ ไม่ใช่การถ่ายภาพ Pol II แบบสด ๆ ภายในนิวเคลียส จุดแข็งของมันคือการวัดการเคลื่อนไหวที่ละเอียดและต่อเนื่องเป็นเวลานานภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมได้
คำว่า “เห็นการถอดรหัส” อาจหมายถึงการวัดหลายรูปแบบ กล้องจุลทรรศน์และตัวรายงานเรืองแสงเคยช่วยให้นักวิจัยสังเกตพลวัตการถอดรหัสของยีนเฉพาะตำแหน่งในเซลล์มีชีวิตมาแล้ว ทั้งการจับกับโปรโมเตอร์ การเริ่มต้น การยืดสาย และการสร้าง RNA ที่เพิ่งสังเคราะห์ งานอีกส่วนหนึ่งติดตามการเปลี่ยนแปลงของฟอสโฟรีเลชันและการจัดระเบียบของ Pol II ที่มีอยู่ในเซลล์จริง ณ ยีนแบบสำเนาเดียวในเซลล์มีชีวิต
ChIP–cryo-EM และ dcORBIT จึงเข้ามาเติมความสามารถที่แตกต่างกันให้กันและกัน
ปัจจุบันยังไม่มีเทคนิคเดียวที่ตอบคำถามทั้งสามข้อได้พร้อมกัน การเรียกภาพโครงสร้างว่าเป็นภาพยนตร์ หรือเรียกเส้นทางการเคลื่อนที่จากระบบที่สร้างขึ้นใหม่ว่าเป็นการวัดการถอดรหัสโดยตรงในนิวเคลียส อาจทำให้ตีความผลการทดลองเกินกว่าหลักฐานที่มี
บทเรียนสำคัญจากความก้าวหน้าทั้งสองคือ การถอดรหัสเป็นกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ไม่ใช่การทำงานของเครื่องจักรโมเลกุลที่ตายตัวเพียงรูปแบบเดียว Pol II อาจเริ่มต้นการถอดรหัส หยุดชั่วคราว เข้าสู่การยืดสายอย่างมีประสิทธิภาพ แลกเปลี่ยนปัจจัยควบคุม หรืออาจถอยกลับและเปลี่ยนสถานะการเคลื่อนที่ได้
การวัดในเซลล์มีชีวิตพบว่า Pol II มีประชากรที่มีจลนพลศาสตร์แตกต่างกัน และมีการหมุนเวียนที่โปรโมเตอร์อย่างรวดเร็ว ขณะที่ Pol II ซึ่งกำลังยืดสายอาจเกาะอยู่กับโครมาตินได้นานกว่ามาก
ความแตกต่างเหล่านี้อาจถูกทำให้เลือนหายเมื่อใช้การทดลองแบบ ensemble ซึ่งเฉลี่ยสัญญาณจากโมเลกุลจำนวนมากเข้าด้วยกัน วิธีโมเลกุลเดี่ยวช่วยเปิดเผยความหลากหลายดังกล่าว เช่น Pol II ตัวหนึ่งอาจกำลังหยุดชั่วคราว ขณะที่อีกตัวกำลังยืดสาย และปัจจัยควบคุมบางชนิดอาจเข้าจับเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ งานวิจัยโมเลกุลเดี่ยวก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นแล้วว่า วิธีเหล่านี้เปิดเผยรายละเอียดของการถอดรหัสที่การทดลองทางชีวเคมีแบบ ensemble ไม่สามารถแยกออกมาได้
นัยสำคัญต่อการควบคุมยีนจึงไม่ใช่แค่ “มีโมเลกุลอะไรอยู่” แต่รวมถึง โมเลกุลเหล่านั้นเคลื่อนที่และมีปฏิสัมพันธ์กันเมื่อใด ผลของปัจจัยหนึ่งอาจขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มันจับอยู่กับคอมเพล็กซ์ ว่ามันเข้ามาก่อนหรือหลังการหยุดชั่วคราว หรือมันเปลี่ยนโอกาสที่ Pol II จะเข้าสู่การยืดสายอย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด
ทิศทางที่มีประโยชน์ที่สุดในอนาคตอาจไม่ใช่การเลือกระหว่างโครงสร้างตามธรรมชาติกับการติดตามระยะยาว แต่คือการเชื่อมข้อมูลทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน
ChIP–cryo-EM อาจใช้เปรียบเทียบการประกอบตัวของ Pol II ระหว่างยีน ชนิดเซลล์ ระยะพัฒนาการ หรือภาวะที่ถูกปรับเปลี่ยนต่าง ๆ เนื่องจากวิธีนี้รักษาความสัมพันธ์กับ DNA จีโนมและโครมาตินระหว่างการแยกตัวอย่าง จึงอาจช่วยระบุได้ว่าโคแฟกเตอร์และรูปแบบกรดนิวคลีอิกใดมักอยู่ร่วมกับสถานะการถอดรหัสแต่ละแบบ
การติดตามด้วย ORBIT ระยะยาวอาจใช้วัดการหยุดชั่วคราว การถอยกลับ การก้าวไปข้างหน้า และการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการเคลื่อนที่เมื่อมีปัจจัยควบคุมบางชนิด จากนั้นนำข้อมูลโครงสร้างมาช่วยตอบว่า รูปแบบการเคลื่อนที่ที่แตกต่างกันนั้นสอดคล้องกับโครงสร้างหรือชุดปัจจัยควบคุมแบบใด งาน dcORBIT เองชี้ถึงการประยุกต์ใช้ที่กว้างขึ้นกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างโปรตีนกับ DNA และกระบวนการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการจีโนม
หลักการติดฉลากแบบเปลี่ยนสีย้อมอาจปรับใช้กับเครื่องจักรที่ทำงานกับ DNA ชนิดอื่น เช่น เฮลิเคส รีพลิโซม และโปรตีนปรับโครงสร้างโครมาติน อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ยังเป็นความเป็นไปได้ในอนาคต ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นแล้วจากหลักฐานที่ให้มา ข้อได้เปรียบพื้นฐานคือการเปลี่ยนโพรบที่ซีดจาง ช่วยยืดเวลาการสังเกตพฤติกรรมระดับโมเลกุลที่เกิดช้า เกิดเป็นช่วง ๆ หรือสลับไปมาระหว่างหลายสถานะได้
ความก้าวหน้าทั้งสองแก้ข้อจำกัดคนละเรื่อง ChIP–cryo-EM ลดความเป็นระบบจำลองของการเตรียมตัวอย่างโปรตีนบริสุทธิ์ ด้วยการรักษาคอมเพล็กซ์ Pol II ที่ยังเชื่อมโยงกับโครมาตินของเซลล์ไว้ ขณะที่ dye-cycling ORBIT แก้ปัญหาการซีดจางของสารเรืองแสงด้วยการเติมโพรบใหม่ซ้ำ ๆ ทำให้ติดตามการเคลื่อนที่ด้วยความละเอียดระดับสูงได้นานกว่า 10 นาที
เมื่อทำงานร่วมกับการถ่ายภาพในเซลล์มีชีวิตที่มีอยู่แล้ว เทคนิคเหล่านี้ช่วยพาการศึกษาการถอดรหัสเข้าใกล้เป้าหมายที่สมจริงยิ่งขึ้น นั่นคือการเชื่อมโยงสถาปัตยกรรมตามธรรมชาติของคอมเพล็กซ์ Pol II เข้ากับการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงและหลากหลาย ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่ายีนจะหยุดอยู่ในสถานะพัก หรือเดินหน้าสู่การสร้าง RNA อย่างมีประสิทธิภาพ