Bloomberg รายงานว่ามีสถานะชอร์ตบิตคอยน์มูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ถูกชำระบัญชีภายในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ซึ่งเป็นคลื่นการชำระบัญชีฝั่งชอร์ตครั้งใหญ่ที่สุดในชุดข้อมูลที่ย้อนหลังไปถึงปี 2021
ข้อมูลที่อ้างอิง CoinGlass จากหลายช่วงเวลาประเมินยอดการชำระบัญชีตลอด 24 ชั่วโมงไว้ใกล้ 2.99 พันล้านดอลลาร์ โดยประมาณ 2.74 พันล้านดอลลาร์เป็นสถานะชอร์ต และบิตคอยน์กับอีเธอร์คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของความเสียหายดังกล่าว
ตัวเลขเหล่านี้อาจแตกต่างกันตามเวลาที่เก็บข้อมูล แพลตฟอร์มที่นำมารวม และวิธีการนับของแต่ละผู้ให้บริการ จึงควรอ่านเป็นภาพรวมของเหตุการณ์ ไม่ใช่ตัวเลขสุดท้ายที่เป็นเอกฉันท์
มีการเผยแพร่ตัวเลขว่ามีนักเทรดมากกว่า 173,000 รายได้รับผลกระทบ มีการชำระบัญชีรายการเดียวบน Hyperliquid มูลค่า 48.8 ล้านดอลลาร์ และยอดสถานะชอร์ตที่ถูกล้างในช่วงสองวันอาจสูงกว่า 3.1 พันล้านดอลลาร์
แต่จากหลักฐานที่มีอยู่ ยังไม่สามารถตรวจสอบตัวเลขเหล่านี้กับข้อมูลปฐมภูมิที่มีรายละเอียดครบถ้วนได้อย่างอิสระ ตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นภาพถ่ายข้อมูลจาก CoinGlass หรือ Hyperliquid ณ ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่ควรถือเป็นข้อสรุปที่แน่นอน หากไม่มีการระบุเวลาและวิธีคำนวณอย่างชัดเจน
การฟื้นตัวไม่ได้จำกัดอยู่แค่บิตคอยน์และอีเธอร์ สินทรัพย์คริปโตที่มีความผันผวนสูง รวมถึงโทเคนทางเลือกอื่น ๆ ต่างได้รับแรงซื้อจากบรรยากาศ “เปิดรับความเสี่ยง” ในตลาด
โทเคน HYPE ของ Hyperliquid มีรายงานว่าปรับขึ้นประมาณ 23% ในช่วงวันที่ 19–20 สิงหาคม หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า คณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์สหรัฐ หรือ CFTC กำลังทำงานเพื่อนำ Hyperliquid เข้าสู่สหรัฐฯ “ในรูปแบบที่ปฏิบัติตามกฎหมายและถูกต้องอย่างเต็มที่”
คำกล่าวนี้เป็นสัญญาณเชิงนโยบายที่ช่วยเพิ่มความหวังเรื่องช่องทางกำกับดูแลในสหรัฐฯ แต่ยังไม่ใช่การอนุมัติ การจดทะเบียน หรือการรับรองอย่างเป็นทางการสำหรับการเปิดให้บริการในประเทศ
ตลาดอัลต์คอยน์โดยรวมจึงมีแนวโน้มขยายตัวตามแรงส่งของตลาด แต่หลักฐานที่รวบรวมได้ยังไม่มีตัวเลขมูลค่าตลาดอัลต์คอยน์รวมที่ตรวจสอบยืนยันได้ จึงไม่ควรระบุยอดรวมอย่างเฉพาะเจาะจง
มุมมองเชิงบวกจากบทวิเคราะห์ตลาด ซึ่งเชื่อมโยงกับความเห็นของ Charles Hoskinson และ Michaël van de Poppe มองว่าองค์ประกอบหลายอย่างกำลังไปในทิศทางเดียวกัน ได้แก่
หากบิตคอยน์สามารถยืนเหนือแนวต้านที่เพิ่งทะลุได้ ปัจจัยเหล่านี้อาจเปิดทางให้เกิดการหมุนเงินเข้าสู่อัลต์คอยน์ในวงกว้าง และทำให้ตลาดเข้าสู่ช่วงเปิดรับความเสี่ยงรอบใหม่
ฝั่งระมัดระวังเตือนว่า การขึ้นไปแตะแนวต้านระหว่างวันไม่เท่ากับการเปลี่ยนแนวต้านให้กลายเป็นแนวรับอย่างถาวร Rekt Capital เน้นว่าตลาดต้องเห็นการยืนราคาและการปิดเหนือระดับสำคัญอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการพุ่งขึ้นชั่วคราว
Glassnode ยังประเมินภาพโครงสร้างตลาดอย่างระมัดระวัง โดยรายงานว่าบิตคอยน์ยังอยู่ต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือระยะสั้นที่ประมาณ 68,500 ดอลลาร์ และต่ำกว่าระดับ True Market Mean ที่ประมาณ 75,800 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนต้นทุนของกลุ่มนักลงทุนที่มีบทบาทในตลาดโดยรวม
อัตราส่วนกำไรต่อขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงในช่วง 90 วันอยู่ใกล้ 0.75 ต่ำกว่าระดับ 2.0 ที่ถูกใช้เป็นเกณฑ์หนึ่งของการฟื้นตัวในกรอบวิเคราะห์ดังกล่าว นั่นหมายความว่าการฟื้นตัวครั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานบนเชนที่แข็งแรงพอจะยืนยันการเปลี่ยนแนวโน้มในทันที
อีกสัญญาณที่ต้องจับตาคือ Coinbase Premium Index ซึ่งวัดส่วนต่างระหว่างราคาบิตคอยน์บน Coinbase กับราคากลางจากตลาดซื้อขายหลายแห่ง หากค่าติดลบ แปลว่าบิตคอยน์บน Coinbase ซื้อขายต่ำกว่าราคากลางโลก และมักสะท้อนว่าแรงซื้อแบบสปอตจากนักลงทุนสหรัฐฯ ยังไม่ชัดเจน
รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ประจำเดือนกรกฎาคมไม่ได้มีสัญญาณผ่อนคลายทั้งหมด เจ้าหน้าที่หลายรายสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย และหลายคนเห็นว่าอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้น หากเงินเฟ้อยังไม่ลดลงตามที่คาด
ดังนั้น แม้บอนด์ยีลด์จะลดลงในวันที่ตลาดพุ่งแรง แต่แนวทางดอกเบี้ยของเฟดยังเป็นความเสี่ยงต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะถัดไป
ในด้านกฎระเบียบ การสนับสนุน CLARITY Act ของทรัมป์ช่วยเพิ่มความหวังว่าสหรัฐฯ จะมีกฎเกณฑ์สำหรับตลาดคริปโตที่ชัดเจนขึ้น กฎหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลต่อสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ยังต้องเผชิญอุปสรรคในวุฒิสภา และยังไม่ถือว่าได้รับการผ่านเป็นกฎหมายแล้ว
เหตุการณ์วันที่ 19 สิงหาคมเป็นการบรรจบกันของปัจจัยมหภาคและโครงสร้างตลาดอย่างชัดเจน การเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐช่วยกดบอนด์ยีลด์และหนุนบรรยากาศรับความเสี่ยง จากนั้นสถานะชอร์ตที่สะสมอยู่จำนวนมากก็ถูกบังคับปิด จนเร่งให้บิตคอยน์พุ่งเกือบแตะ 70,000 ดอลลาร์และอีเธอร์กลับขึ้นเหนือ 2,000 ดอลลาร์
แต่การดีดตัวครั้งนี้ยังไม่ใช่หลักฐานเด็ดขาดว่าตลาดกระทิงรอบใหม่เริ่มต้นแล้ว การยืนยันแนวโน้มจำเป็นต้องเห็นบิตคอยน์ยืนเหนือระดับที่ทะลุขึ้นมา แรงซื้อสปอตจากสหรัฐฯ ฟื้นตัว และมีแรงหนุนต่อเนื่องจากนโยบายกับภาวะเศรษฐกิจมหภาค
หากปัจจัยเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็ยังอธิบายได้ว่าเป็นเพียงแรลลี่บรรเทาแรงกดดัน ซึ่งขับเคลื่อนโดยบอนด์ยีลด์ที่ลดลงและการปิดสถานะชอร์ตครั้งใหญ่