ในเวลาเดียวกัน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการที่ช่วยผ่อนคลายแรงกดดันในตลาดพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ผลลัพธ์คือภาพตลาดที่ค่อนข้างผิดปกติ: ราคาน้ำมันปรับขึ้นจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และอุปทาน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ลดลง และความต้องการสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ช่วยหนุนทั้งทองคำและบิตคอยน์
UAE ระบุว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศตรวจพบขีปนาวุธพิสัยไกล 2 ลูกที่ยิงมาจากอิหร่าน และต่อมาประเมินว่าขีปนาวุธดังกล่าวมุ่งเป้าไปยังการจราจรทางทะเล โดยทั้ง 2 ลูกตกลงในทะเลตามคำแถลงของ UAE ด้านกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าไม่มีมูล
หลังจากนั้น UAE ประกาศระงับการค้า การแลกเปลี่ยนเชิงพาณิชย์ และธุรกรรมการเงินกับอิหร่าน “จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง” มาตรการนี้ตัดช่องทางการค้าและการเงินที่สำคัญของเตหะราน และส่งสัญญาณว่าความขัดแย้งในภูมิภาคกำลังกระทบความสัมพันธ์ที่แม้จะมีความตึงเครียดทางการเมือง แต่ยังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ
การคว่ำบาตรดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดแน่นอนในทันที แต่ความสำคัญอยู่ที่การเพิ่มโอกาสที่ตลาดรับรู้ว่าจะเกิดการยกระดับความขัดแย้งรอบเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญต่อวิกฤตครั้งนี้อยู่แล้ว รายงานที่ระบุว่าปริมาณการเดินเรือยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะกล่าวว่าช่องแคบเปิดแล้ว สะท้อนช่องว่างระหว่างคำกล่าวอ้างทางการเมืองกับความเชื่อมั่นในการปฏิบัติจริงของผู้ประกอบการและนักลงทุน
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเมื่อนักลงทุนประเมินว่าเหตุการณ์ทางทหารเพิ่มเติมอาจทำให้การขนส่งพลังงานล่าช้าหรือถูกจำกัด การเคลื่อนไหวนี้สะท้อน “ค่าพรีเมียมความเสี่ยง” มากกว่าจะเป็นการยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดอย่างเต็มรูปแบบ
ข้อมูลตลาดในชุดที่อ้างถึงระบุว่า น้ำมันดิบซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 88.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.82% อย่างไรก็ตาม รายงานอื่นให้ราคากับเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน เนื่องจากใช้ช่วงเวลาวัดราคาคนละจุด
สำหรับอิหร่าน การตัดสัมพันธ์จาก UAE แบบไม่มีกำหนดอาจกระทบมากกว่าการค้าทวิภาคีตามปกติ เพราะทำให้การชำระเงิน การเข้าถึงระบบการเงิน และการเคลื่อนย้ายสินค้าทำได้ยากขึ้น เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในวงกว้างอยู่แล้ว ทั้งนี้ ขนาดและระยะเวลาของผลกระทบยังประเมินได้ไม่ชัดเจน เนื่องจากรายงานที่มีอยู่ไม่ได้ระบุมูลค่าการค้าที่สูญเสียหรือช่องทางธุรกรรมทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุยาว จากวงเงินสูงสุด 2,000 ล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อรอบ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน และคาดว่าจะเพิ่มวงเงินซื้อคืนอย่างน้อย 14,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสดังกล่าว การซื้อคืนจะเน้นพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือระยะยาว
ประกาศนี้มีขึ้นหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงมากเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีลดลงเกือบ 10 จุดเบสิกพอยต์ มาอยู่ที่ประมาณ 5.187% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีก็ลดลงอย่างมากในปฏิกิริยาแรกของตลาด
แผนซื้อคืนมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นและสภาพคล่องของตลาด แต่เมื่อเทียบกับขนาดตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยรวมแล้ว วงเงินดังกล่าวยังถือว่าเล็ก จึงทำหน้าที่ในลักษณะสัญญาณว่าเจ้าหน้าที่พร้อมช่วยให้ตลาดทำงานเป็นปกติ มากกว่าจะเป็นทางออกต่อภาระหนี้รัฐบาลในภาพรวม
อัตราผลตอบแทนระยะยาวที่ลดลงมักช่วยสนับสนุนสินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย เช่น ทองคำ นอกจากนี้ยังช่วยผ่อนคลายภาวะการเงินโดยรวม และอาจจูงใจให้นักลงทุนเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อความเสี่ยงอย่างบิตคอยน์ จึงอธิบายได้ว่าทำไมสินทรัพย์ทั้ง 2 ชนิดจึงปรับขึ้นพร้อมกัน แม้ลักษณะการลงทุนจะแตกต่างกันมาก
ข้อมูลตลาดที่ถูกรายงานระบุว่า:
รายงานระหว่างวันที่แยกต่างหากระบุว่าทองคำปรับขึ้นประมาณ 4% และเคยทดสอบระดับราว 4,527 ดอลลาร์ ตัวเลขที่แตกต่างกันไม่ได้ขัดแย้งกันเสมอไป เพราะสะท้อนช่วงเวลา ประเภทตราสาร และจุดเก็บข้อมูลตลาดที่ไม่เหมือนกัน
ทองคำได้แรงหนุนจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการป้องกันความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจเร่งเงินเฟ้อ และการลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว ส่วนบิตคอยน์ได้รับแรงหนุนจากสภาพคล่องและความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงที่ฟื้นตัวหลังตลาดพันธบัตรกลับทิศ รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันครั้งนี้ไม่ควรถูกตีความว่า บิตคอยน์กลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่พึ่งพาได้เช่นเดียวกับทองคำ ทองคำมีบทบาทเชิงป้องกันความเสี่ยงที่ได้รับการยอมรับมายาวนาน ขณะที่บิตคอยน์มีความผันผวนสูงกว่า และราคาอาจตอบสนองต่อสภาพคล่องกับการเก็งกำไรมากกว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม หลักฐานที่มีจึงสนับสนุนเพียงการมีปัจจัยขับเคลื่อนร่วมกันชั่วคราว ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างบิตคอยน์กับทองคำที่แม่นยำหรือถาวร
ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50%–3.75% ในการประชุมวันที่ 28–29 กรกฎาคม โดยผลลงมติอยู่ที่ 9 ต่อ 3
รายงานการประชุมสะท้อนว่าคณะกรรมการยังเห็นต่างกันเกี่ยวกับการให้น้ำหนักระหว่างเงินเฟ้อกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เจ้าหน้าที่หลายคนพร้อมสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่คนจำนวนมากมองว่าอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้น หากเงินเฟ้อไม่ลดลงกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด
สัญญาณดังกล่าวทำให้การปรับขึ้นของตลาดมีความซับซ้อนมากขึ้น ในระยะสั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงและความต้องการสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงช่วยหนุนทองคำกับบิตคอยน์ แต่หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ผลลัพธ์ในระยะต่อไปอาจกลับกัน คือดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น และแรงกดดันรอบใหม่ต่อสินทรัพย์ที่พึ่งพาสภาพคล่องจำนวนมาก
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าไม่มีการเจรจากับอิหร่านเกิดขึ้น และยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซเปิดอยู่ ท่าทีดังกล่าวขัดแย้งกับจุดยืนของเตหะรานที่ระบุว่าเส้นทางน้ำยังปิดสำหรับการเดินเรือ
ความขัดแย้งนี้มีความสำคัญต่อตลาด เพราะความคืบหน้าทางการทูตอาจลดค่าพรีเมียมความเสี่ยงของน้ำมัน เพิ่มความเชื่อมั่นต่อการเดินเรือ และลดความคาดหมายว่าราคาพลังงานจะทำให้เฟดต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ในทางกลับกัน หากมีการยืนยันการโจมตี การคว่ำบาตรยืดเยื้อ หรือหลักฐานว่าการเดินเรือยังหยุดชะงัก ท่าทีป้องกันความเสี่ยงของตลาดก็อาจแข็งแกร่งขึ้น
คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ราคาขยับขึ้นหรือลงในวันเดียว แต่อยู่ที่แรงกระแทกแต่ละด้านจะยืดเยื้อนานเพียงใด โดยตลาดกำลังติดตามประเด็นหลักดังนี้:
บทเรียนสำคัญคือ การปรับขึ้นของทองคำและบิตคอยน์เกิดจากหลายแรงขับเคลื่อนที่ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่การแห่เข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยเพียงอย่างเดียว ความตึงเครียดระหว่าง UAE กับอิหร่านเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และน้ำมัน ขณะที่แผนซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กดอัตราผลตอบแทนระยะยาวและช่วยฟื้นความเชื่อมั่นด้านสภาพคล่อง ส่วนรายงานการประชุมเฟดเตือนว่า เงินเฟ้ออาจยังบีบให้ใช้นโยบายเข้มงวดขึ้นได้
ตราบใดที่อิหร่านยังปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องขีปนาวุธ และสถานะของช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นประเด็นโต้แย้ง การเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของตลาดจึงขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ตรวจสอบได้และพัฒนาการจริง มากกว่าพาดหัวข่าวเพียงอย่างเดียว
ในเวลาเดียวกัน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการที่ช่วยผ่อนคลายแรงกดดันในตลาดพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ผลลัพธ์คือภาพตลาดที่ค่อนข้างผิดปกติ: ราคาน้ำมันปรับขึ้นจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และอุปทาน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ลดลง และความต้องการสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ช่วยหนุนทั้งทองคำและบิตคอยน์
UAE ระบุว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศตรวจพบขีปนาวุธพิสัยไกล 2 ลูกที่ยิงมาจากอิหร่าน และต่อมาประเมินว่าขีปนาวุธดังกล่าวมุ่งเป้าไปยังการจราจรทางทะเล โดยทั้ง 2 ลูกตกลงในทะเลตามคำแถลงของ UAE ด้านกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าไม่มีมูล
หลังจากนั้น UAE ประกาศระงับการค้า การแลกเปลี่ยนเชิงพาณิชย์ และธุรกรรมการเงินกับอิหร่าน “จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง” มาตรการนี้ตัดช่องทางการค้าและการเงินที่สำคัญของเตหะราน และส่งสัญญาณว่าความขัดแย้งในภูมิภาคกำลังกระทบความสัมพันธ์ที่แม้จะมีความตึงเครียดทางการเมือง แต่ยังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ
การคว่ำบาตรดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดแน่นอนในทันที แต่ความสำคัญอยู่ที่การเพิ่มโอกาสที่ตลาดรับรู้ว่าจะเกิดการยกระดับความขัดแย้งรอบเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญต่อวิกฤตครั้งนี้อยู่แล้ว รายงานที่ระบุว่าปริมาณการเดินเรือยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะกล่าวว่าช่องแคบเปิดแล้ว สะท้อนช่องว่างระหว่างคำกล่าวอ้างทางการเมืองกับความเชื่อมั่นในการปฏิบัติจริงของผู้ประกอบการและนักลงทุน
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเมื่อนักลงทุนประเมินว่าเหตุการณ์ทางทหารเพิ่มเติมอาจทำให้การขนส่งพลังงานล่าช้าหรือถูกจำกัด การเคลื่อนไหวนี้สะท้อน “ค่าพรีเมียมความเสี่ยง” มากกว่าจะเป็นการยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดอย่างเต็มรูปแบบ
ข้อมูลตลาดในชุดที่อ้างถึงระบุว่า น้ำมันดิบซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 88.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.82% อย่างไรก็ตาม รายงานอื่นให้ราคากับเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน เนื่องจากใช้ช่วงเวลาวัดราคาคนละจุด
สำหรับอิหร่าน การตัดสัมพันธ์จาก UAE แบบไม่มีกำหนดอาจกระทบมากกว่าการค้าทวิภาคีตามปกติ เพราะทำให้การชำระเงิน การเข้าถึงระบบการเงิน และการเคลื่อนย้ายสินค้าทำได้ยากขึ้น เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในวงกว้างอยู่แล้ว ทั้งนี้ ขนาดและระยะเวลาของผลกระทบยังประเมินได้ไม่ชัดเจน เนื่องจากรายงานที่มีอยู่ไม่ได้ระบุมูลค่าการค้าที่สูญเสียหรือช่องทางธุรกรรมทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุยาว จากวงเงินสูงสุด 2,000 ล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อรอบ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน และคาดว่าจะเพิ่มวงเงินซื้อคืนอย่างน้อย 14,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสดังกล่าว การซื้อคืนจะเน้นพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือระยะยาว
ประกาศนี้มีขึ้นหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงมากเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีลดลงเกือบ 10 จุดเบสิกพอยต์ มาอยู่ที่ประมาณ 5.187% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีก็ลดลงอย่างมากในปฏิกิริยาแรกของตลาด
แผนซื้อคืนมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นและสภาพคล่องของตลาด แต่เมื่อเทียบกับขนาดตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยรวมแล้ว วงเงินดังกล่าวยังถือว่าเล็ก จึงทำหน้าที่ในลักษณะสัญญาณว่าเจ้าหน้าที่พร้อมช่วยให้ตลาดทำงานเป็นปกติ มากกว่าจะเป็นทางออกต่อภาระหนี้รัฐบาลในภาพรวม
อัตราผลตอบแทนระยะยาวที่ลดลงมักช่วยสนับสนุนสินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย เช่น ทองคำ นอกจากนี้ยังช่วยผ่อนคลายภาวะการเงินโดยรวม และอาจจูงใจให้นักลงทุนเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อความเสี่ยงอย่างบิตคอยน์ จึงอธิบายได้ว่าทำไมสินทรัพย์ทั้ง 2 ชนิดจึงปรับขึ้นพร้อมกัน แม้ลักษณะการลงทุนจะแตกต่างกันมาก
ข้อมูลตลาดที่ถูกรายงานระบุว่า:
รายงานระหว่างวันที่แยกต่างหากระบุว่าทองคำปรับขึ้นประมาณ 4% และเคยทดสอบระดับราว 4,527 ดอลลาร์ ตัวเลขที่แตกต่างกันไม่ได้ขัดแย้งกันเสมอไป เพราะสะท้อนช่วงเวลา ประเภทตราสาร และจุดเก็บข้อมูลตลาดที่ไม่เหมือนกัน
ทองคำได้แรงหนุนจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการป้องกันความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจเร่งเงินเฟ้อ และการลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว ส่วนบิตคอยน์ได้รับแรงหนุนจากสภาพคล่องและความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงที่ฟื้นตัวหลังตลาดพันธบัตรกลับทิศ รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันครั้งนี้ไม่ควรถูกตีความว่า บิตคอยน์กลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่พึ่งพาได้เช่นเดียวกับทองคำ ทองคำมีบทบาทเชิงป้องกันความเสี่ยงที่ได้รับการยอมรับมายาวนาน ขณะที่บิตคอยน์มีความผันผวนสูงกว่า และราคาอาจตอบสนองต่อสภาพคล่องกับการเก็งกำไรมากกว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม หลักฐานที่มีจึงสนับสนุนเพียงการมีปัจจัยขับเคลื่อนร่วมกันชั่วคราว ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างบิตคอยน์กับทองคำที่แม่นยำหรือถาวร
ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50%–3.75% ในการประชุมวันที่ 28–29 กรกฎาคม โดยผลลงมติอยู่ที่ 9 ต่อ 3
รายงานการประชุมสะท้อนว่าคณะกรรมการยังเห็นต่างกันเกี่ยวกับการให้น้ำหนักระหว่างเงินเฟ้อกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เจ้าหน้าที่หลายคนพร้อมสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่คนจำนวนมากมองว่าอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้น หากเงินเฟ้อไม่ลดลงกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด
สัญญาณดังกล่าวทำให้การปรับขึ้นของตลาดมีความซับซ้อนมากขึ้น ในระยะสั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงและความต้องการสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงช่วยหนุนทองคำกับบิตคอยน์ แต่หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ผลลัพธ์ในระยะต่อไปอาจกลับกัน คือดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น และแรงกดดันรอบใหม่ต่อสินทรัพย์ที่พึ่งพาสภาพคล่องจำนวนมาก
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าไม่มีการเจรจากับอิหร่านเกิดขึ้น และยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซเปิดอยู่ ท่าทีดังกล่าวขัดแย้งกับจุดยืนของเตหะรานที่ระบุว่าเส้นทางน้ำยังปิดสำหรับการเดินเรือ
ความขัดแย้งนี้มีความสำคัญต่อตลาด เพราะความคืบหน้าทางการทูตอาจลดค่าพรีเมียมความเสี่ยงของน้ำมัน เพิ่มความเชื่อมั่นต่อการเดินเรือ และลดความคาดหมายว่าราคาพลังงานจะทำให้เฟดต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ในทางกลับกัน หากมีการยืนยันการโจมตี การคว่ำบาตรยืดเยื้อ หรือหลักฐานว่าการเดินเรือยังหยุดชะงัก ท่าทีป้องกันความเสี่ยงของตลาดก็อาจแข็งแกร่งขึ้น
คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ราคาขยับขึ้นหรือลงในวันเดียว แต่อยู่ที่แรงกระแทกแต่ละด้านจะยืดเยื้อนานเพียงใด โดยตลาดกำลังติดตามประเด็นหลักดังนี้:
บทเรียนสำคัญคือ การปรับขึ้นของทองคำและบิตคอยน์เกิดจากหลายแรงขับเคลื่อนที่ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่การแห่เข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยเพียงอย่างเดียว ความตึงเครียดระหว่าง UAE กับอิหร่านเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และน้ำมัน ขณะที่แผนซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กดอัตราผลตอบแทนระยะยาวและช่วยฟื้นความเชื่อมั่นด้านสภาพคล่อง ส่วนรายงานการประชุมเฟดเตือนว่า เงินเฟ้ออาจยังบีบให้ใช้นโยบายเข้มงวดขึ้นได้
ตราบใดที่อิหร่านยังปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องขีปนาวุธ และสถานะของช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นประเด็นโต้แย้ง การเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของตลาดจึงขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ตรวจสอบได้และพัฒนาการจริง มากกว่าพาดหัวข่าวเพียงอย่างเดียว