ปลายเดือนกรกฎาคม พื้นที่ครึ่งหนึ่งของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเผชิญภัยแล้งในระดับเฝ้าระวัง เตือนภัย หรือวิกฤต โดย 9% อยู่ในระดับรุนแรงที่สุด ขณะที่แม่น้ำสายหลักลดต่ำจนเผยซากเรือและวัตถุระเบิดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 [18] สาเหตุหลักคือฝนตกน้อยต่อเนื่องและอุณหภูมิสูงผิดปกติ ซึ่งเร่งการระเหย ทำให้ความชื้นในดิน น้ำใต้ดิน...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How has Europe’s severe 2026 drought—affecting half of the EU and the United Kingdom, with 9% of the region at the highest alert level—cause. Article summary: Europe’s 2026 drought is a compound water crisis: prolonged rainfall deficits depleted soils, rivers and groundwater, while exceptional heat intensified evaporation and water demand. By late July, 50% of the EU and UK wa. Topic tags: general, news, general web, government, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermar
ภัยแล้งยุโรปปี 2026 ไม่ใช่เพียงข่าวเรื่องผลผลิตทางการเกษตรหรือสภาพอากาศอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตน้ำที่กระทบโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจโดยตรง
ข้อมูลของหอสังเกตการณ์ภัยแล้งยุโรปของโครงการโคเปอร์นิคัสระบุว่า ณ ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม พื้นที่ 50% ของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรอยู่ในระดับเฝ้าระวัง เตือนภัย หรือวิกฤตภัยแล้ง ขณะที่ 9% อยู่ในระดับวิกฤตสูงสุด ภาพถ่ายดาวเทียมช่วงวันที่ 1–3 สิงหาคมเผยให้เห็นระดับน้ำที่ต่ำผิดปกติในแม่น้ำลัวร์ของฝรั่งเศส แม่น้ำโปของอิตาลี แม่น้ำไรน์ของเยอรมนี และแม่น้ำดานูบในฮังการี จนสันทรายและกองกรวดที่ปกติจมอยู่ใต้น้ำโผล่ขึ้นมาอย่างชัดเจน
สิ่งที่โผล่พ้นน้ำมาพร้อมกับภาพอันน่าตกตะลึงของประวัติศาสตร์ ได้แก่ ซากเรือรบเยอรมันจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้เมืองปราโฮโวของเซอร์เบีย ทุ่นระเบิดในแม่น้ำดานูบฝั่งสโลวาเกีย และซากเรือลากจูงไอน้ำอายุเก่าแก่บนแม่น้ำซาวา แต่ความเสี่ยงสำคัญที่สุดกลับอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะร่องน้ำตื้นกำลังจำกัดการขนส่งสินค้า การล่องเรือ การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ และการบริหารจัดการน้ำหล่อเย็นของโรงไฟฟ้า
ภัยแล้งครั้งนี้เป็นวิกฤตน้ำแบบซ้อนทับกันหลายชั้น ตัวขับเคลื่อนหลักคือฝนที่ตกน้อยและขาดช่วงเป็นเวลานาน ขณะที่อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยและคลื่นความร้อนเร่งให้เกิดการระเหยและทำให้ดินแห้งเร็วขึ้น รายงานประเมินของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ยุโรปตอนกลางและตะวันออกเผชิญภาวะฝนขาดแคลนรุนแรง โดยมีอุณหภูมิสูงและคลื่นความร้อนเป็นปัจจัยซ้ำเติม
กลไกของวิกฤตเป็นลูกโซ่ดังนี้
นี่คือเหตุผลที่ระดับน้ำอาจยังต่ำต่อเนื่องแม้เริ่มมีฝนตก การฟื้นตัวอย่างแท้จริงต้องอาศัยฝนอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลานาน รวมถึงการเติมน้ำกลับสู่ดิน น้ำใต้ดิน และแหล่งกักเก็บบริเวณต้นน้ำ
ภาพจากดาวเทียม Copernicus Sentinel-2 ระหว่างวันที่ 1–3 สิงหาคม แสดงให้เห็นพื้นแม่น้ำที่โผล่พ้นน้ำผิดปกติใน 4 สายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำลัวร์ใกล้เมืองโซมูร์ของฝรั่งเศส แม่น้ำโปใกล้เมืองเครโมนาของอิตาลี แม่น้ำไรน์ใกล้เมืองบอพพาร์ดของเยอรมนี และแม่น้ำดานูบใกล้เมืองพัคส์ของฮังการี
แม่น้ำดานูบซึ่งไหลผ่าน 10 ประเทศได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ระดับน้ำที่ลดลงทำให้เรือติดค้าง สันทรายโผล่ขึ้นมา และช่องทางเดินเรือแคบลง ส่วนแม่น้ำไรน์ก็แตะระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ในหลายจุดของเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์
แม่น้ำซาวา ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำดานูบ ลดระดับลงมากจนเผยให้เห็นซากเรือลากจูงไอน้ำเก่าแก่ใกล้เมืองสเรมสกา มิโตรวิตซาของเซอร์เบีย
การค้นพบที่โดดเด่นที่สุดเกิดขึ้นใกล้เมืองปราโฮโว ซึ่งซากเรือจากกองเรือทะเลดำของนาซีเยอรมนีโผล่ขึ้นมาหลังแม่น้ำดานูบลดระดับลง เรือเหล่านี้ถูกจงใจจมระหว่างการถอนทัพของเยอรมนีในปี 1944 เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในมือกองทัพโซเวียต รายงานระบุว่ามีซากเรือปรากฏให้เห็นหลายสิบลำ ขณะที่บันทึกทางประวัติศาสตร์ชี้ว่าอาจยังมีเรืออีกจำนวนมากอยู่ใต้ท้องแม่น้ำ
ซากเรือบางลำอาจยังมีอาวุธ ทุ่นระเบิด หรือกระสุนตกค้างอยู่ จึงไม่ใช่เพียงแหล่งโบราณคดีที่น่าตื่นตา แต่ยังอาจเป็นพื้นที่วัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงานด้วย
ใกล้หมู่บ้านเวียร์ตของสโลวาเกีย ระดับน้ำที่ลดลงเผยให้เห็นวัตถุต้องสงสัยในแม่น้ำดานูบ ทางการจึงสั่งปิดแม่น้ำช่วงดังกล่าวชั่วคราว รวมถึงห้ามเรือเพื่อการพักผ่อนสัญจร ระหว่างรอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ
ต่อมาพบว่าวัตถุดังกล่าวคือทุ่นระเบิดทางเรือจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดของสโลวาเกียได้ทำลายมันทิ้งอย่างปลอดภัย
บนแม่น้ำซาวาใกล้เมืองสเรมสกา มิโตรวิตซา ภัยแล้งทำให้ซากเรือลากจูงไอน้ำ Slovenian โผล่ขึ้นมาเกือบทั้งหมด เรือที่ชาวท้องถิ่นเรียกว่า “ไททานิกแห่งซาวา” สร้างขึ้นในปี 1913 และมีรายงานว่าจมลงในเดือนเมษายน 1945 หลังชนทุ่นระเบิดของเยอรมนี ขณะบรรทุกนักรบยูโกสลาเวียที่ได้รับบาดเจ็บ
ซากเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภัยแล้งทำให้สิ่งที่เคยซ่อนอยู่ใต้น้ำปรากฏต่อสายตา แต่ก็ย้ำด้วยว่าแม่น้ำที่แห้งลงไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่ปลอดภัย
ซากเรือ สันทรายที่ไม่มั่นคง เศษโลหะใต้น้ำ และวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงาน ล้วนเป็นความเสี่ยงต่อผู้ว่ายน้ำ นักท่องเที่ยว คนขับเรือ และลูกเรือ ระดับน้ำอาจเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ขณะที่สภาพตัวเรือและสิ่งกีดขวางใต้น้ำประเมินจากผิวน้ำได้ยาก
ทางการได้ใช้มาตรการปิดพื้นที่และส่งทีมผู้เชี่ยวชาญกำจัดวัตถุระเบิดมาแล้วในกรณีที่มีการค้นพบวัตถุต้องสงสัย ประชาชนไม่ควรเข้าใกล้ ปีนขึ้นไปบนเรือ หรือเก็บวัตถุจากซากเรือกลับบ้าน การกำหนดเขตหวงห้าม การจำกัดการเดินเรือ การติดป้ายเตือน และการเก็บกู้โดยผู้เชี่ยวชาญคือมาตรการที่เหมาะสม
แม่น้ำดานูบยังเป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ภาพดาวเทียมที่แสดงระดับน้ำต่ำใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์พัคส์ของฮังการีสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างปริมาณน้ำในแม่น้ำกับการผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใช้น้ำจากแม่น้ำเพื่อระบายความร้อนต้องบริหารทั้งปริมาณน้ำที่รับเข้าและอุณหภูมิของน้ำ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนและแห้ง
แม่น้ำที่ลดต่ำส่งผลต่อระบบพลังงานได้ 2 ทาง ด้านหนึ่ง ปริมาณน้ำที่มีให้ใช้ลดลงและอาจทำให้โรงไฟฟ้าที่พึ่งพาการหล่อเย็นจากแม่น้ำต้องจำกัดการดำเนินงาน อีกด้านหนึ่ง น้ำไหลที่น้อยลงทำให้การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำลดลง หากแหล่งพลังงานเหล่านี้ผลิตไฟฟ้าได้น้อย ระบบอาจต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าประเภทอื่นหรือการนำเข้าไฟฟ้ามากขึ้น Reuters รายงานว่าระดับน้ำที่ต่ำได้ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าถูกลดลงและกระทบผู้ผลิตไฟฟ้าหลายรายในยุโรปแล้ว
อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันว่าโรงไฟฟ้าพัคส์หยุดเดินเครื่องเพราะภัยแล้งปี 2026 โดยตรง ข้อสรุปที่รอบคอบกว่าคือ ปริมาณน้ำในแม่น้ำดานูบที่ต่ำผิดปกติเพิ่มแรงกดดันด้านการเดินระบบและความเสี่ยงที่จะต้องจำกัดการดำเนินงาน หากอากาศร้อนและแห้งต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิน้ำสูงกว่าปกติ
แม่น้ำไรน์เป็นเส้นทางการค้าสำคัญของยุโรป ใช้ขนส่งเชื้อเพลิง สารเคมี ธัญพืช และสินค้าภาคอุตสาหกรรม เมื่อช่วงน้ำตื้น เรือบรรทุกต้องลดปริมาณสินค้า หรือหยุดเดินเรือ ส่งผลให้ต้องเพิ่มจำนวนเที่ยวและต้นทุนขนส่งต่อหนึ่งตัน การจราจรทางน้ำทั้งในแม่น้ำไรน์และดานูบถูกจำกัดอย่างหนักจากระดับน้ำที่ต่ำ
เมืองเคาบ์ใกล้เมืองโคเบลนซ์เป็นจุดอ้างอิงสำคัญ เพราะระดับน้ำที่สถานีวัดแห่งนี้ช่วยบอกว่าเรือสามารถบรรทุกสินค้าได้มากเพียงใดเมื่อต้องผ่านช่วงตื้นของแม่น้ำไรน์ รายงานในเดือนสิงหาคมระบุว่าระดับน้ำใกล้เข้าสู่เขตต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่สถานีวัดอีกหลายแห่งในเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ก็ทำสถิติหรือเกือบทำสถิติใหม่
เมื่อระดับน้ำที่เคาบ์ต่ำ ผู้ประกอบการอาจต้องแบ่งสินค้าไปลงเรือหลายลำขึ้น หรือเปลี่ยนไปใช้รถไฟและรถบรรทุก ทางเลือกเหล่านี้ช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานเดินหน้าต่อได้ แต่โดยทั่วไปมีต้นทุนสูงกว่า และอาจไม่มีความสามารถรองรับเพียงพอที่จะทดแทนการขนส่งทางน้ำได้ทันที
ช่องทางน้ำตื้นกระทบเรือโดยสารเช่นเดียวกับเรือบรรทุกสินค้า รายงานระบุว่าระดับน้ำต่ำในแม่น้ำดานูบทำให้บริษัทเรือสำราญต้องยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนเส้นทาง และมีเรือโดยสารประสบเหตุเกยตื้น
ซากเรือที่โผล่ขึ้นมาอาจดึงดูดความสนใจจากผู้คนและสื่อ ทำให้เกิดการท่องเที่ยวตามรอยภัยแล้งในพื้นที่อย่างปราโฮโวได้บ้าง แต่เมื่อมีความเป็นไปได้ว่ายังมีกระสุนหรือวัตถุระเบิดอยู่ คุณค่าด้านการท่องเที่ยวต้องอยู่รองจากการควบคุมการเดินเรือ ความปลอดภัย และการคุ้มครองแหล่งประวัติศาสตร์
แม่น้ำของยุโรปเชื่อมโยงพื้นที่เกษตร ท่าเรือ โรงไฟฟ้า และเขตอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เมื่อระดับน้ำลดลง ผลกระทบจึงกระจายไปหลายด้าน
ดังนั้น ภัยแล้งจึงเป็นความเสี่ยงด้านลบต่อแนวโน้มการเติบโตของยุโรป แต่หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเศรษฐกิจกำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับว่าระดับน้ำต่ำอยู่นานเพียงใด ฝนในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวจะช่วยเติมน้ำใต้ดินและอ่างเก็บน้ำได้มากแค่ไหน และการหยุดชะงักด้านการขนส่งกับพลังงานจะยืดเยื้อหรือไม่
ไม่อาจกล่าวโทษการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่าเป็นสาเหตุทั้งหมดของภัยแล้งครั้งเดียวได้ ปัจจัยที่กระตุ้นวิกฤตปี 2026 โดยตรงคือฝนที่ขาดแคลนเป็นเวลานานประกอบกับอากาศร้อนจัด
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขที่ทำให้ภัยแล้งเกิดขึ้น อากาศที่อุ่นขึ้นและคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นเพิ่มการสูญเสียน้ำจากการระเหย ขณะเดียวกัน อุณหภูมิที่สูงทำให้การขาดฝนในระดับเดียวกันสร้างความเสียหายต่อดิน แม่น้ำ และพืชพรรณมากกว่าเดิม
การเกิดวิกฤตน้ำไหลน้อยซ้ำ ๆ สอดคล้องกับทิศทางความเสี่ยงด้านภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น แต่การจะเรียกสภาพของปี 2026 ว่าเป็น “ความปกติใหม่” หรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รูปแบบฝนในอนาคต และการปรับตัวด้านการจัดการน้ำ
บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ว่าระดับแม่น้ำจะต่ำตลอดไปหรือไม่ แต่คือการเตรียมรับมือกับแรงกดดันหลายด้านที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ น้ำขาดแคลน คลื่นความร้อน การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำลดลง การเดินเรือสะดุด และภาระต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ซากเรือที่โผล่ขึ้นมาคือภาพแทนที่มองเห็นได้ชัดที่สุดของภัยแล้งยุโรป ส่วนคำเตือนที่ลึกกว่านั้นคือ เศรษฐกิจยุโรปยุคใหม่พึ่งพาแม่น้ำที่กำลังมีความแน่นอนน้อยลง ในช่วงเวลาเดียวกับที่ความต้องการใช้น้ำและพลังงานเพิ่มสูงขึ้น
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ปลายเดือนกรกฎาคม พื้นที่ครึ่งหนึ่งของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเผชิญภัยแล้งในระดับเฝ้าระวัง เตือนภัย หรือวิกฤต โดย 9% อยู่ในระดับรุนแรงที่สุด ขณะที่แม่น้ำสายหลักลดต่ำจนเผยซากเรือและวัตถุระเบิดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 [18]
ปลายเดือนกรกฎาคม พื้นที่ครึ่งหนึ่งของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเผชิญภัยแล้งในระดับเฝ้าระวัง เตือนภัย หรือวิกฤต โดย 9% อยู่ในระดับรุนแรงที่สุด ขณะที่แม่น้ำสายหลักลดต่ำจนเผยซากเรือและวัตถุระเบิดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 [18] สาเหตุหลักคือฝนตกน้อยต่อเนื่องและอุณหภูมิสูงผิดปกติ ซึ่งเร่งการระเหย ทำให้ความชื้นในดิน น้ำใต้ดิน และปริมาณน้ำไหลในแม่น้ำลดลง [34]
ใกล้เมืองปราโฮโวของเซอร์เบีย ซากเรือจากกองเรือทะเลดำของเยอรมนีสมัยนาซีโผล่ขึ้นมา โดยบางลำอาจยังมีอาวุธและกระสุน ขณะที่ทุ่นระเบิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสโลวาเกียถูกผู้เชี่ยวชาญทำลายอย่างปลอดภัย [2][9][15]