ALICE วัดการไหลแบบวงรี (elliptic flow) และการไหลแบบสามเหลี่ยม (triangular flow) ซึ่งเป็นรูปแบบการปล่อยอนุภาคที่ไม่สมมาตรในทั้งสองระบบ ค่าสัมประสิทธิ์การไหลมีขนาดชัดเจนและเปลี่ยนแปลงตาม “ความเป็นศูนย์กลาง” ของการชน หรือระดับที่นิวเคลียสสองลูกพุ่งชนกันตรงแค่ไหน
แบบจำลองอุทกพลศาสตร์ที่คำนึงถึงรูปทรงและเรขาคณิตของการชนสามารถอธิบายรูปแบบที่สังเกตได้ ผลดังกล่าวจึงสนับสนุนว่าระบบขนาดเล็กผิดปกติเหล่านี้มีพลวัตแบบรวมหมู่เกิดขึ้นจริง
ออกซิเจน-16 มีรูปร่างค่อนข้างกลม จึงเป็นกรณีเปรียบเทียบที่มีประโยชน์ ส่วนนีออน-20 ตามแบบจำลองมีโครงสร้างยืดออกหรือทรงโพรเลต ซึ่งมักอธิบายให้เห็นภาพว่า “คล้ายโบว์ลิงพิน” เมื่อเร่งนีออนสองนิวเคลียสให้ชนกัน ความไม่กลมดังกล่าวอาจทิ้งร่องรอยเด่นกว่าไว้ในทิศทางการกระจายของอนุภาคที่เกิดขึ้นภายหลัง
ดังนั้น การเปรียบเทียบออกซิเจนกับนีออนจึงให้ข้อมูลมากกว่าการศึกษาระบบใดระบบหนึ่งเพียงลำพัง สัญญาณการไหลแบบวงรีที่แรงขึ้นในการชนแบบเกือบตรงกลางของนีออน–นีออน เมื่อเทียบกับออกซิเจน–ออกซิเจน สอดคล้องกับแนวคิดว่ารูปร่างเริ่มต้นของนิวเคลียสมีส่วนกำหนดการไหลของอนุภาคในสถานะสุดท้าย
พูดอีกอย่างคือ เศษอนุภาคหลังการชนทำหน้าที่เสมือน “ภาพทางอ้อม” ของนิวเคลียสในเสี้ยวขณะที่เกิดการปะทะ นี่ทำให้ผลการทดลองมีความหมายเกินกว่าการศึกษาพลาสมาควาร์ก–กลูออน เพราะการชนพลังงานสูงอาจช่วยเสริมการวัดและการคำนวณโครงสร้างนิวเคลียสแบบดั้งเดิม รวมถึงการตรวจสอบว่าโปรตอนและนิวตรอนกระจายตัวอยู่ภายในนิวเคลียสอย่างไร
กลุ่มความร่วมมือหลักของ LHC ได้แก่ ALICE, ATLAS, CMS และ LHCb ต่างรายงานสัญญาณของพฤติกรรมแบบรวมหมู่ในข้อมูลการชนไอออนเบา เซิร์นระบุว่านี่เป็นข้อบ่งชี้ใหม่ว่า การชนออกซิเจนและนีออนอาจสร้างสถานะสสารสุดขั้วที่เชื่อมโยงกับช่วงไม่กี่ไมโครวินาทีแรกของเอกภพ
การที่ผลจากหลายการทดลองไปในทิศทางเดียวกันมีความสำคัญ แต่คำที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังคือ “ข้อบ่งชี้” การไหลแบบรวมหมู่เป็นลักษณะสำคัญของพฤติกรรมคล้าย QGP ทว่าระบบไอออนเบามีขนาดเล็กมากจนผลทางฟิสิกส์อื่นอาจทำให้การตีความซับซ้อนได้
ผลลัพธ์จึงสนับสนุนการเริ่มเกิดพลวัตแบบรวมหมู่คล้าย QGP แต่ยังไม่ควรนำเสนอว่าเป็นหลักฐานโดดเดี่ยวที่พิสูจน์อย่างเด็ดขาดว่าการชนทุกครั้งสร้างพลาสมาที่พัฒนาเต็มรูปแบบ
ผลการทดลองปี 2025 กำลังเปลี่ยนโจทย์ของสาขานี้ จากเดิมที่มุ่งศึกษาพลาสมาควาร์ก–กลูออนในระบบนิวเคลียสหนัก ไปสู่คำถามที่แม่นยำกว่าเดิมว่า ระบบการชนจะเล็กได้เพียงใดก่อนที่พฤติกรรมการไหลแบบรวมหมู่คล้าย QGP จะหายไป
ก่อนหน้านี้ สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดมาจากการชนของนิวเคลียสที่หนักกว่ามาก ออกซิเจนและนีออนจึงเป็นสเกลขั้นกลางที่ช่วยให้นักวิจัยทดสอบจุดเปลี่ยนระหว่างการผลิตอนุภาคทั่วไปกับการเกิดสสารที่ควาร์กและกลูออนหลุดพ้นจากการกักขัง
การทดลองยังช่วยแยกสองประเด็นที่มักแยกออกจากกันได้ยาก นั่นคือคุณสมบัติของตัวกลางร้อนที่เกิดขึ้น กับรูปร่างของนิวเคลียสที่เป็นต้นกำเนิดของการชน การเปรียบเทียบนิวเคลียสที่ค่อนข้างกลมกับนิวเคลียสที่มีรูปร่างยืดออก ทำให้นักทฤษฎีมีบททดสอบที่ชัดขึ้นสำหรับแบบจำลองอุทกพลศาสตร์และแบบจำลองโครงสร้างนิวเคลียส
ในภาพกว้างขึ้น การชนไอออนเบาเชื่อมฟิสิกส์สองแขนงเข้าด้วยกัน งานโครงสร้างนิวเคลียสแบบพลังงานต่ำอธิบายเรขาคณิตภายในของนิวเคลียสทั่วไป ขณะที่ LHC สำรวจสสารที่มีอุณหภูมิและความหนาแน่นพลังงานสูงสุดขั้ว การวัดการไหลของอนุภาคหลังการชนจึงช่วยตรวจสอบได้ทั้งสภาพเริ่มต้นของนิวเคลียสและพฤติกรรมของตัวกลางที่เกิดขึ้น
การวัดในอนาคตจะช่วยตอบว่าสัญญาณการไหลแบบรวมหมู่ยังคงอยู่หรือไม่เมื่อระบบการชนมีขนาดเล็กลงไปอีก และช่วยระบุเงื่อนไขขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการเกิดพฤติกรรมคล้าย QGP การหาขอบเขตดังกล่าวอาจทำให้แบบจำลองควาร์กและกลูออนที่ไม่ถูกกักขังมีความแม่นยำขึ้น รวมทั้งช่วยอธิบายสสารสุดขั้วในช่วงแรกเริ่มของเอกภพได้ดีขึ้น