ช่วงปี 2070–2100 พื้นที่ถูกไฟป่าเผาเฉลี่ยต่อปีในยุโรปอาจเพิ่มราว 39% ภายใต้ SSP1 2.6 และ 192% ภายใต้ SSP3 7.0 เมดิเตอร์เรเนียนยังเป็นจุดเสี่ยงหลัก แต่สภาพอากาศที่เอื้อต่อไฟป่าจะขยายขึ้นไปทางเหนือ สู่พื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยกับไฟขนาดใหญ่ ฤดูไฟป่ารุนแรงของยุโรปในปี 2026 สอดคล้องกับทิศทางความเสี่ยงที่งานศึกษาชี้ แต่ไฟป่าเพ...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What does the Global Change Biology study led by the Potsdam Institute for Climate Impact Research and the Senckenberg Society for Nature Re. Article summary: The study’s central message is that emissions cuts are necessary but not sufficient: worsening fire weather raises Europe’s burned area even under a low-emissions pathway, while high emissions could nearly triple it. The. Topic tags: general, government, news, general web, academic. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, ch
งานศึกษาชิ้นใหม่ที่นำโดยสถาบันวิจัยผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศพอทสดัม (PIK) และมีความร่วมมือจากสมาคมวิจัยธรรมชาติเซนเคนแบร์ก ชี้ให้เห็นโจทย์ใหญ่ของยุโรปว่า การลดการปล่อยมลพิษอย่างจริงจังอาจช่วยจำกัดความรุนแรงของไฟป่าได้ แต่ไม่สามารถทำให้ความเสี่ยงหายไปทั้งหมด ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงอาจทำให้พื้นที่ถูกไฟป่าเผาในแต่ละปีเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าภายในปลายศตวรรษ
ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่การพยากรณ์ว่าไฟป่าฤดูใดฤดูหนึ่งจะลุกลามแค่ไหน แต่เป็นการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพื้นที่ถูกเผาต่อปีในช่วงปี 2070–2100 กับสภาพปัจจุบัน เพื่อประเมินว่าอากาศที่เอื้อต่อการเกิดไฟและศักยภาพด้านการจัดการไฟป่าจะกำหนดความเสี่ยงระยะยาวของยุโรปอย่างไร
งานศึกษาคาดว่า หากสภาพอากาศที่เอื้อต่อการเกิดไฟรุนแรงขึ้นเพียงอย่างเดียว พื้นที่ถูกไฟป่าเผาเฉลี่ยต่อปีของยุโรปจะเพิ่มประมาณ 39% ภายใต้สถานการณ์การปล่อยมลพิษต่ำ SSP1-2.6 ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีการปล่อยต่ำที่สุดที่ใช้ในการจำลอง ขณะที่ภายใต้ SSP3-7.0 ซึ่งเป็นสถานการณ์การปล่อยมลพิษสูง พื้นที่ดังกล่าวอาจเพิ่มประมาณ 192% หรือเกือบ 3 เท่าของระดับปัจจุบัน
ตัวเลขนี้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยรายปี ไม่ใช่ขนาดของไฟป่าลูกเดียวในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการแยกผลของ “สภาพอากาศที่เอื้อต่อไฟป่า” ออกมาพิจารณาโดยเฉพาะ จึงสะท้อนความแตกต่างระหว่างมาตรการ 2 ด้านอย่างชัดเจน ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอันตราย และการจัดการพื้นที่กับระบบดับไฟเพื่อจำกัดความเสียหายเมื่อเกิดอันตรายขึ้นแล้ว
ยุโรปตอนใต้ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีภาระจากไฟป่ามากที่สุด โดยเฉพาะแนวพื้นที่เสี่ยงไฟป่ารอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศที่มีชื่อเสียงด้านไฟป่าฤดูร้อนเท่านั้น งานศึกษานี้และการประเมินในระดับยุโรปชี้ว่า สภาพอากาศที่เอื้อต่อไฟป่าจะขยายไปยังพื้นที่ทางตอนเหนือมากขึ้น รวมถึงภูมิภาคที่มีประสบการณ์รับมือไฟป่าขนาดใหญ่น้อยกว่า
สำนักงานสิ่งแวดล้อมยุโรป (EEA) ระบุเช่นกันว่า ฤดูไฟป่าจะยาวนานขึ้น และพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดไฟป่าจะขยายตัวในพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรป โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์การปล่อยมลพิษสูง แบบจำลองสภาพอากาศสำหรับไฟป่าอื่น ๆ ยังพบว่า เงื่อนไขสุดขั้วจะเกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงเด่นชัดที่สุดอยู่ในยุโรปตอนใต้ ก่อนขยายขึ้นทางเหนือเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น
ความเสี่ยงไฟป่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อพืชพรรณสูญเสียความชื้น และสภาพอากาศเปิดทางให้เปลวไฟแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิสูง ภัยแล้งยาวนาน ความชื้นต่ำ และลมแรง สามารถทำให้เชื้อเพลิงธรรมชาติแห้งจนไฟจากจุดเล็ก ๆ ขยายตัวเป็นไฟขนาดใหญ่และควบคุมได้ยาก
ตัวชี้วัดหลักของงานศึกษาคือ สภาพอากาศที่เอื้อต่อการเกิดไฟป่า (fire weather) ซึ่งหมายถึงการรวมกันของเงื่อนไขในบรรยากาศที่ทำให้พืชติดไฟง่ายและไฟลุกลามได้มากขึ้น ดังนั้น ตัวเลขเพิ่มขึ้น 39% และ 192% จึงไม่ควรถูกตีความว่าเกิดจากปัจจัยเดียว หรือทุกภูมิภาคจะมีการเพิ่มขึ้นเท่ากัน ปัจจัยในพื้นที่ เช่น ชนิดของพืช รูปแบบการเกิดประกายไฟ การใช้ที่ดิน และขีดความสามารถของหน่วยฉุกเฉิน ล้วนมีผลต่อพื้นที่ที่ถูกเผาจริง
งานศึกษาพบว่า การยกระดับศักยภาพการจัดการไฟป่าอย่างต่อเนื่องอาจช่วยลดการเพิ่มขึ้นที่คาดการณ์ไว้ได้อย่างมาก ในแบบจำลอง การพัฒนาศักยภาพดังกล่าวช่วยลดพื้นที่ถูกเผาได้ประมาณ 72%–92% เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ไม่มีการปรับปรุงด้านการจัดการไฟป่า
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง กิจกรรมไฟป่ายังคงเพิ่มขึ้นในราว 55% ของภูมิภาคยุโรปที่มีความเสี่ยงไฟป่า หากการลงทุนด้านการจัดการยังอยู่ในระดับปัจจุบัน
มาตรการที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่
มาตรการเหล่านี้ช่วยลดการเปิดรับความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้ประกายไฟขนาดเล็กกลายเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ได้ แต่ก็มีข้อจำกัด เชื้อเพลิงที่แห้งจัดประกอบกับลมแรงอาจทำให้การดับไฟล้มเหลว แม้จะมีเครื่องบิน นักดับเพลิง และระบบตรวจจับพร้อมใช้งาน การจัดการไฟป่าช่วยลดผลกระทบ แต่ไม่สามารถลบล้างสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ไฟป่ารุนแรงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม
ฤดูไฟป่าปี 2026 เป็นภาพสะท้อนร่วมสมัยที่ชัดเจนของความเสี่ยงดังกล่าว แต่ยังไม่อาจใช้ยืนยันได้ว่าผลลัพธ์ช่วงปลายศตวรรษได้เกิดขึ้นแล้ว
ศูนย์วิจัยร่วมของคณะกรรมาธิการยุโรป (JRC) รายงานว่า สหภาพยุโรปมีพื้นที่ถูกไฟป่าเผาแล้ว 606,327 เฮกตาร์ ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2026 ตัวเลขนี้ต่ำกว่า 957,510 เฮกตาร์ในช่วงเดียวกันของปี 2025 แต่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวระหว่างปี 2006–2025 ซึ่งอยู่ที่ 243,189 เฮกตาร์อย่างมาก
ฤดูไฟป่าปีนี้ยังแสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น ไฟป่าเกิดขึ้นในประเทศอย่างฝรั่งเศส สเปน และกรีซ ขณะที่ไฟในพื้นที่ไฮเฟนส์ของเบลเยียมเผาผลาญพื้นที่ราว 3,000 เฮกตาร์ และสำนักข่าว Reuters ระบุว่าเป็นไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยบันทึกในประเทศ เมื่อถึงวันที่ 19 สิงหาคม มี 8 ประเทศที่เปิดใช้กลไกคุ้มครองพลเรือนของสหภาพยุโรปเพื่อขอความช่วยเหลือด้านไฟป่า
รายงานข่าวยังระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20 คน และมีผู้ต้องอพยพหลายแสนคนในฤดูไฟป่านี้ รวมถึงผู้พลัดถิ่นมากกว่า 300,000 คนในฝรั่งเศสและสเปน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตามวันรายงานและขอบเขตพื้นที่ที่นับ จึงไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยพื้นที่ถูกเผารายปีของงานศึกษาโดยตรง เพราะเป็นข้อมูลคนละประเภทกัน
ความเชื่อมโยงระหว่างฤดูไฟป่าปี 2026 กับงานศึกษาจึงเป็นเพียงความสอดคล้องในทิศทาง ไม่ใช่ข้อพิสูจน์เชิงเหตุและผล ไฟป่าปีนี้สอดคล้องกับภาพยุโรปที่กำลังเผชิญสภาพอากาศรุนแรงและความเสี่ยงที่ขยายทางภูมิศาสตร์ แต่ไฟป่าเพียงฤดูเดียวไม่สามารถยืนยันหรือระบุสาเหตุของการคาดการณ์ไปจนถึงปี 2100 ได้
ยุทธศาสตร์ไฟป่าของสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับ 4 ขั้นตอนที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การป้องกัน การเตรียมพร้อม การรับมือ และการฟื้นฟู รวมถึงแนวทางที่อาศัยระบบนิเวศเพื่อสร้างภูมิทัศน์ที่ทนต่อไฟป่ามากขึ้น
การเปลี่ยนแนวคิดนี้สะท้อนข้อจำกัดและต้นทุนของการรอรับมือเมื่อไฟเกิดขึ้นแล้ว งานวิจัยที่สถาบันยุโรปอ้างถึงประเมินว่า เงินทุก 1 ยูโรที่ลงทุนกับการป้องกัน อาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการรับมือและการฟื้นฟูได้ราว 4–7 ยูโร ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณจากงานศึกษาหลายชิ้น ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกันสำหรับทุกโครงการ เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับพื้นที่และวิธีการใช้เงิน
จากแหล่งข้อมูลที่มี ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า 2.1 พันล้านยูโร เป็นตัวเลขการลงทุนด้านการจัดการไฟป่าของสหภาพยุโรปที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานศึกษาหรือยุทธศาสตร์นี้ ความหมายของตัวเลขดังกล่าวขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของงบประมาณ การรวมเงินทุนระดับประเทศ และการนับว่าโครงการป้องกันหรือรับมือใดอยู่ในขอบเขต ดังนั้น การเปรียบเทียบที่รอบคอบจำเป็นต้องระบุขอบเขตของเงินลงทุนให้ชัดเจน
งานศึกษาสนับสนุนการรับมือ 2 แนวทางไปพร้อมกัน ยุโรปต้องเร่งลดการปล่อยมลพิษเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ความเสี่ยงพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงภายใต้สถานการณ์การปล่อยมลพิษสูง และต้องลงทุนตั้งแต่วันนี้กับการป้องกัน ความยืดหยุ่นของภูมิทัศน์ ระบบตรวจจับ และความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน
แม้ในเส้นทางการปล่อยมลพิษต่ำ ความเสี่ยงไฟป่าในช่วงปี 2070–2100 ก็ยังอาจเพิ่มขึ้น นั่นทำให้การปรับตัวเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ไม่ได้หมายความว่าการลดการปล่อยจะหมดความสำคัญ ยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งที่สุดคือการลดแรงกดดันจากสภาพภูมิอากาศซึ่งทำให้อากาศเอื้อต่อไฟป่ารุนแรงขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มความสามารถของชุมชนและภูมิทัศน์ในการรับมือไฟที่ไม่อาจป้องกันได้ทั้งหมด
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ช่วงปี 2070–2100 พื้นที่ถูกไฟป่าเผาเฉลี่ยต่อปีในยุโรปอาจเพิ่มราว 39% ภายใต้ SSP1 2.6 และ 192% ภายใต้ SSP3 7.0
ช่วงปี 2070–2100 พื้นที่ถูกไฟป่าเผาเฉลี่ยต่อปีในยุโรปอาจเพิ่มราว 39% ภายใต้ SSP1 2.6 และ 192% ภายใต้ SSP3 7.0 เมดิเตอร์เรเนียนยังเป็นจุดเสี่ยงหลัก แต่สภาพอากาศที่เอื้อต่อไฟป่าจะขยายขึ้นไปทางเหนือ สู่พื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยกับไฟขนาดใหญ่
ฤดูไฟป่ารุนแรงของยุโรปในปี 2026 สอดคล้องกับทิศทางความเสี่ยงที่งานศึกษาชี้ แต่ไฟป่าเพียงฤดูเดียวไม่อาจยืนยันการคาดการณ์ตลอดศตวรรษได้