กลไกที่ตลาดตอบสนองมีลำดับดังนี้
ปฏิกิริยาของตลาดมีลักษณะคล้ายแนวคิดของ “Operation Twist” ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพราะทั้งสองแนวทางให้ความสำคัญกับโครงสร้างอายุของหนี้รัฐบาล และพยายามลดแรงกดดันบริเวณปลายยาวของเส้นอัตราผลตอบแทน
แต่ในทางเทคนิค มาตรการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ไม่ใช่ Operation Twist โดยตรง กระทรวงการคลังอธิบายว่าเป็นการสนับสนุนสภาพคล่อง ไม่ใช่ปฏิบัติการด้านนโยบายการเงิน และไม่มีการที่ Fed ซื้อพันธบัตรระยะยาวโดยใช้เงินจากการขายพันธบัตรระยะสั้นควบคู่กัน
ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญ เพราะกระทรวงการคลังสามารถช่วยให้การซื้อขายพันธบัตรบางช่วงอายุราบรื่นขึ้นชั่วคราว และเปลี่ยนสมดุลอุปสงค์ในตลาดได้ แต่ไม่ได้เข้ามารับบทบาทของ Fed ในการกำหนดนโยบายการเงิน
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในอัตราอ้างอิงสำคัญของตลาดการเงินโลก เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ พุ่งขึ้น นักลงทุนมักต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากพันธบัตรรัฐบาลประเทศอื่นและสินทรัพย์เสี่ยงด้วย ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทเพิ่มขึ้น และกดมูลค่าหุ้นที่มีรายได้หรือกำไรคาดการณ์อยู่ไกลในอนาคต
เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลง แรงกดดันเหล่านี้ก็ผ่อนคลาย พันธบัตรเอเชียฟื้นตัวตามการลดลงของ yield ระยะยาวทั่วโลก ขณะที่ตลาดหุ้นได้แรงซื้อกลับหลังจากความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงหายไปในการซื้อขายวันก่อนหน้า
ดัชนีหุ้นเอเชียแปซิฟิกของ MSCI เพิ่มขึ้นประมาณ 0.8% ในรายงานตลาดหนึ่ง ขณะที่ Nikkei 225 ของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นราว 1% และ Topix บวก 0.80% ในช่วงต้นตลาด
เกาหลีใต้เป็นตลาดที่ฟื้นตัวโดดเด่นที่สุด Kospi ร่วง 5.8% เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม จากแรงขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ แต่ในวันที่ 20 สิงหาคม รายงานระหว่างวันระบุว่าดัชนีเพิ่มขึ้น 3.86% ขณะที่รายงานเมื่อปิดตลาดระบุว่าบวก 6.1% ตัวเลขที่แตกต่างกันสะท้อนช่วงเวลาที่รายงานไม่เหมือนกัน แต่ทิศทางชัดเจนว่า Kospi พลิกกลับอย่างรุนแรงจากแรงเทขายที่ขับเคลื่อนโดยตลาดพันธบัตร
หุ้นผู้ผลิตชิปเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุด Samsung Electronics และ SK Hynix ต่างเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับการลงทุน AI ต้นทุนกู้ยืม และมูลค่าหุ้นที่สูง เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลดลง นักลงทุนจึงมีเหตุผลที่จะปรับลดมูลค่าหุ้นกลุ่มนี้น้อยลง
การประกาศของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ช่วยตลาดหุ้นเทคโนโลยีเกาหลีใต้ฟื้นตัว คณะกรรมการของ SK Hynix ยังอนุมัติแผนซื้อคืนและยกเลิกหุ้นของบริษัทเองมูลค่า 40 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 2.86–2.89 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานในช่วงเวลาเดียวกัน
แผนครอบคลุมหุ้นราว 24.07 ล้านหุ้น หรือประมาณ 3.3% ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้ว การซื้อคืนช่วยสร้างแรงซื้อโดยตรงให้กับหุ้น ส่วนการยกเลิกหุ้นทำให้จำนวนหุ้นที่เหลือลดลง หากกำไรและกระแสเงินสดอิสระไม่เปลี่ยนแปลง หุ้นแต่ละหุ้นที่ยังอยู่จึงมีสิทธิในกำไรของบริษัทในสัดส่วนที่มากขึ้น
หุ้น SK Hynix ปรับขึ้นอย่างมากหลังข่าวดังกล่าว โดยรายงานต่าง ๆ ระบุการเพิ่มขึ้นตั้งแต่ประมาณ 7% ไปจนถึงเกือบ 11% ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและวิธีวัดราคา แผนซื้อคืนของบริษัทจึงช่วยอธิบายว่าเหตุใดหุ้น SK Hynix จึงทำผลงานเหนือกว่าการรีบาวด์ของตลาดโดยรวม
มาตรการของกระทรวงการคลังช่วยหยุดแรงขายได้ แต่ยังไม่ได้แก้ปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงเทขายตั้งแต่ต้น
วงเงินซื้อคืนที่เพิ่มขึ้นยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีอยู่ทั้งหมด มาตรการนี้อาจช่วยสภาพคล่องในพันธบัตรบางช่วงอายุ แต่ไม่สามารถลบความจำเป็นในการกู้เงินต่อเนื่อง หรือดูดซับอุปทานพันธบัตรที่เกิดจากการขาดดุลงบประมาณจำนวนมากได้ นักวิเคราะห์จึงยังเตือนถึงภาระหนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้น แม้ผลตอบแทนพันธบัตรจะฟื้นตัว
การกู้เงินของภาคเอกชนก็เพิ่มอุปทานตราสารหนี้ระยะยาวอีกทางหนึ่ง บริษัทเทคโนโลยีจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการสร้างศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนหนี้มากขึ้น หาก yield ระยะยาวกลับมาพุ่งขึ้น หุ้นเติบโตกลุ่มเดียวกับที่นำตลาดรีบาวด์ก็อาจถูกกดดันอีกครั้ง
ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดที่ 91.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงการเทขายก่อนหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หากราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อฝังแน่นขึ้น และทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อถือพันธบัตรระยะยาว
นี่คือข้อจำกัดสำคัญของการซื้อคืนพันธบัตร เพราะหากตลาดเชื่อว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงต่อไป ผู้ซื้อจากภาครัฐอาจช่วยบรรเทาความผันผวนได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่สามารถเปลี่ยนระดับผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการในระยะยาวได้ทั้งหมด
ผู้ซื้อพันธบัตรระยะยาวแบบดั้งเดิมมีความสม่ำเสมอน้อยลง ทำให้การประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กลายเป็นบททดสอบสำคัญว่าผู้ลงทุนเอกชนจะรับพันธบัตรออกใหม่ได้มากเพียงใด โดยไม่เรียกร้อง yield ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ความต้องการพันธบัตรอายุ 20 ปีที่กำลังจะออกจึงเป็นตัวชี้วัดเชิงปฏิบัติว่า มาตรการของกระทรวงการคลังช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับอุปทานของตลาดจริงหรือเพียงทำให้ตลาดสงบลงชั่วครู่
มาตรการของกระทรวงการคลังยังทำให้ตลาดตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายการคลังกับนโยบายการเงิน นักลงทุนกำลังจับตาการสื่อสารของประธาน Fed Kevin Warsh ซึ่งให้คำแนะนำล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางนโยบายน้อยลง และรอดูความชัดเจนจากการประชุม Jackson Hole ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม
หากข้อความจาก Fed ทำให้นักลงทุนคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวก็อาจกลับมาปรับขึ้น แม้กระทรวงการคลังจะยังสนับสนุนสภาพคล่องอยู่ก็ตาม
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีเข้าใกล้ระดับ 3% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เห็นมานานหลายทศวรรษ หากผลตอบแทนยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ ต้นทุนการระดมทุนภายในประเทศญี่ปุ่นอาจสูงขึ้น และนักลงทุนญี่ปุ่นอาจเลือกถือเงินทุนไว้ในประเทศมากขึ้น แทนการซื้อพันธบัตรระยะยาวในต่างประเทศ
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจลดแหล่งอุปสงค์สำคัญของตลาดพันธบัตรโลก และเพิ่มแรงกดดันต่อ yield ระยะยาวในหลายประเทศ
การรีบาวด์วันที่ 20 สิงหาคมสะท้อนว่าตลาดโลกตอบสนองได้รวดเร็วเพียงใดเมื่อแรงกดดันต่อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเริ่มผ่อนคลาย แต่ไม่ได้หมายความว่าการซื้อคืนพันธบัตรของสหรัฐฯ สร้างกำไรให้บริษัทเอเชียโดยตรง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือมาตรการดังกล่าวเปลี่ยนฉากหลังด้านอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องในระยะสั้น ทำให้นักลงทุนสามารถคลายสถานะที่เปิดไว้ในช่วงตลาดตกใจจากแรงกระแทกของ duration เมื่อวันก่อนหน้าได้บางส่วน
ดังนั้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงทำหน้าที่เป็น ตัวช่วยพยุงตลาด มากกว่าจะเป็นคำตอบของปัญหา หากการขาดดุลงบประมาณยังสูง บริษัทเทคโนโลยียังกู้เงินเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง เงินเฟ้อยังไม่แน่นอน และการสื่อสารของธนาคารกลางยังคาดเดาได้ยาก แรงกดดันต่อผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวก็สามารถกลับมาได้อีก
บททดสอบสำคัญสำหรับตลาดต่อจากนี้คือ อุปสงค์จากภาคเอกชนและผลการประมูลพันธบัตรครั้งถัด ๆ ไปจะสามารถพยุง yield ที่ลดลงได้หรือไม่ หลังสัญญาณแรกจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เริ่มจางลง