จากนั้นพวกเขาสร้าง ensemble 24 ชุด โดยใช้คลังภาพสาธารณะ 7 แห่ง ขนาดชุดข้อมูลตั้งแต่ 256 ภาพไปจนถึงมากกว่า 160,000 ภาพ สำหรับแต่ละเอาต์พุต นักวิจัยสร้างสิ่งที่เรียกว่า “จักรวาลโต้แย้ง” (counterfactual universe) ซึ่งประกอบด้วยผลลัพธ์หลายเวอร์ชันหลังจากตัดหน่วยข้อมูลฝึกแต่ละหน่วยออก
ความแตกต่างสูงสุดระหว่างภาพต้นฉบับกับภาพที่ได้หลังตัดข้อมูลออกถูกเรียกว่า counterfactual radius ซึ่งใช้เป็นตัววัดขนาดอิทธิพลเชิงสาเหตุสูงสุดของหน่วยข้อมูลหนึ่งหน่วยต่อผลลัพธ์นั้น
ผลการทดลองชี้ว่า เมื่อชุดข้อมูลฝึกมีขนาดใหญ่ขึ้น ค่า counterfactual radius จะลดลง การลบภาพฝึกเพียงภาพเดียวจึงมีแนวโน้มทำให้ภาพที่สร้างขึ้นเปลี่ยนแปลงน้อยมาก หรือแทบไม่เปลี่ยนเลย
เมื่อข้อมูลมีขนาดใหญ่เพียงพอ ปรากฏการณ์นี้อาจไม่ได้เกิดกับภาพรายภาพเท่านั้น แต่ยังเกิดกับกลุ่มข้อมูลทั้งหมดได้ด้วย เช่น ผลงานของศิลปินคนใดคนหนึ่ง หรือภาพถ่ายทั้งหมดที่มีบุคคลคนหนึ่งอยู่ในภาพ การลบข้อมูลทั้งกลุ่มอาจยังไม่ทำให้ตัวอย่างที่โมเดลสร้างเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในความหมายของการทดสอบนี้
พูดให้ตรงที่สุดคือ หากการลบหน่วยข้อมูลหนึ่งหน่วยไม่ทำให้เอาต์พุตเปลี่ยนแปลง หน่วยนั้นก็ไม่สามารถถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของเอาต์พุตดังกล่าวได้ภายใต้มาตรวัด counterfactual ของงานวิจัย
ข้อค้นพบนี้อาจทำให้ทฤษฎีการละเมิดลิขสิทธิ์บางรูปแบบพิสูจน์ได้ยากขึ้นในคดีที่ฟ้องบริษัทผู้พัฒนาเครื่องมือสร้างภาพ เช่น Midjourney, OpenAI หรือ Microsoft โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ฟ้องต้องการชี้ว่าเอาต์พุตหนึ่งภาพเกิดจากผลงานของศิลปินรายใดรายหนึ่ง หรือเกิดจากการที่โมเดลเรียนรู้สำเนาผลงานและสไตล์ของศิลปินคนนั้นโดยตรง
หากการลบผลงานทั้งหมดของศิลปินออกจากการจำลองยังไม่ทำให้เอาต์พุตเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด การพิสูจน์ “อิทธิพลเชิงสาเหตุโดยตรงต่อเอาต์พุตเฉพาะภาพ” ก็อาจทำได้ยากขึ้น
แต่ผลการศึกษานี้ไม่ได้ตัดสินคดีลิขสิทธิ์ และไม่ได้สร้างหลักเกณฑ์ทางกฎหมายขึ้นมาใหม่ ประเด็นในคดีจริงอาจครอบคลุมการคัดลอกโดยไม่ได้รับอนุญาตระหว่างการฝึก ความคล้ายคลึงอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเอาต์พุตกับผลงานต้นฉบับ การเข้าถึงผลงาน ความเสียหายต่อตลาด เงื่อนไขสัญญา และหลักฐานด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากคำถามว่าภาพใดภาพหนึ่งมีความจำเป็นต่อการสร้างเอาต์พุตหรือไม่