ทรัมป์กล่าวว่าอิหร่านต้องการทำข้อตกลง แต่ไม่ยอมรับเงื่อนไขในระดับที่เขาเห็นว่าจำเป็น และรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ไม่ต้องการขยายกรอบเวลาการเจรจา ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า ทำเนียบขาวไม่ได้มองเส้นตายที่หมดลงเป็นเหตุผลให้ผ่อนแรงกดดัน แต่กลับใช้เป็นจุดเปลี่ยนไปสู่ยุทธศาสตร์ “กดต่อไปจนกว่าอีกฝ่ายจะยอม”
ข้อมูลจากฝ่ายสหรัฐฯ และอิหร่านขัดแย้งกันหลายครั้ง ทรัมป์เคยกล่าวว่าการพูดคุยกับเตหะรานเริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่อิหร่านปฏิเสธว่าไม่ได้มีการเจรจาโดยตรง
จาเร็ด คุชเนอร์ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ และบุตรเขยของทรัมป์ เคยอธิบายว่ามีการสื่อสารเชิงบวกและกำลังดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม ต่อมาทรัมป์โพสต์ว่าไม่มีการพูดคุยหรือการสนทนาใด ๆ กับอิหร่าน และไม่มีการนัดหมายไว้ด้วย
ฝั่งอิหร่านระบุว่า หากมีการสื่อสาร ก็จำกัดอยู่ที่การส่งข้อความผ่านคนกลาง ไม่ใช่การเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ ขณะที่การหารือที่เตหะรานให้ความสำคัญมากกว่าคือการทำข้อตกลงกับโอมานเรื่องการเดินเรือผ่านฮอร์มุซ
ความคลุมเครือนี้อาจเป็นทั้งปัญหาการประสานงานภายในรัฐบาลสหรัฐฯ และกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อคู่เจรจา แต่ในทางปฏิบัติทำให้ยากต่อการประเมินว่า “ช่องทางการทูต” ยังเปิดอยู่จริงมากน้อยเพียงใด
ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก กลายเป็นจุดปะทะหลักของข้อพิพาท ทั้งสองฝ่ายให้คำอธิบายตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง
ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ ควบคุมช่องแคบได้อย่างสมบูรณ์ และยืนยันว่าฮอร์มุซ “เปิดและใช้งานได้” พร้อมระบุว่าการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านยังคงมีผล แต่เตหะรานยืนยันว่าเส้นทางดังกล่าวยังปิดอยู่ จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม ยุติการคว่ำบาตร และยุติภัยคุกคามทางทหาร
รายงานการเดินเรือบางส่วนระบุว่า ฮอร์มุซแทบจะปิดตายหรือมีการสัญจรลดลงอย่างมาก อิหร่านยังขู่ว่าจะเปลี่ยนจากท่าทีเชิงรับไปสู่ท่าที “เชิงรุกเต็มรูปแบบ” หากข้อตกลงชั่วคราวไม่ถูกนำไปปฏิบัติ
ในทางกลับกัน วอชิงตันไม่ยอมรับข้อตกลงใด ๆ ที่อาจทำให้อิหร่านมีอำนาจควบคุมเรือที่เดินทางเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย เมื่อเงื่อนไขพื้นฐานยังไม่ตรงกัน แม้แต่คำว่า “เปิดช่องแคบ” ก็ยังหมายถึงคนละเรื่องสำหรับทั้งสองฝ่าย
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศระงับธุรกรรมทางเศรษฐกิจ การค้า และการเงินทั้งหมดกับอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง โดยอ้างการยกระดับทางทหารและกล่าวหาว่าอิหร่านยิงขีปนาวุธวิถีโค้ง
อิหร่านปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ยิงขีปนาวุธดังกล่าว ดังนั้น ข้อกล่าวหาเรื่องผู้รับผิดชอบยังเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นไม่ตรงกัน แต่ผลทางเศรษฐกิจของการตัดความสัมพันธ์อาจเกิดขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอข้อสรุปทางการเมือง
UAE เป็นหนึ่งในช่องทางการค้าและการเงินที่สำคัญของอิหร่าน โดยเฉพาะในช่วงที่เตหะรานอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร การปิดช่องทางดังกล่าวอาจทำให้การนำเข้าสินค้า การชำระเงิน การเข้าถึงเงินตราต่างประเทศ และการค้าต่อผ่านประเทศที่สามทำได้ยากขึ้น
แรงกดดันนี้จะยิ่งหนักขึ้นหากเกิดขึ้นพร้อมกับเงินเฟ้อรุนแรงและราคาอาหารที่เพิ่มสูงในอิหร่าน เพราะผลกระทบจากภายนอกอาจส่งผ่านไปยังค่าครองชีพ การขาดแคลนสินค้า และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจสรุปได้ว่าการตัดความสัมพันธ์ของ UAE จะทำให้อิหร่านยอมตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ โดยตรง
สถานการณ์นี้อาจดำรงอยู่ต่อไปได้ในความหมายว่าไม่มีฝ่ายใดยอมรับเงื่อนไขของอีกฝ่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นภาวะหยุดยิงที่มีเสถียรภาพ
สหรัฐฯ ยังสามารถเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ คงการปิดล้อม และพิจารณาการโจมตีเพิ่มเติมได้ ขณะที่อิหร่านยังมีทางเลือกในการก่อกวนการเดินเรือ ข่มขู่ด้วยขีปนาวุธ และยกระดับความขัดแย้งเป็นระยะ
สงครามครั้งนี้ดำเนินมาแล้วราว 24 สัปดาห์ ซึ่งยาวนานกว่าที่ทรัมป์เคยคาดไว้เดิมว่าจะใช้เวลาประมาณ 4-5 สัปดาห์อย่างมาก ยิ่งเวลาผ่านไปโดยไม่มีกรอบการเจรจาที่ชัดเจน ความเสี่ยงไม่ได้ลดลง แต่เปลี่ยนรูปจากการโจมตีขนาดใหญ่ในทันทีเป็นการเผชิญหน้าเรื้อรังที่อาจปะทุขึ้นใหม่ได้ทุกเมื่อ
ตลาดน้ำมันเริ่มประเมินว่าความติดขัดในฮอร์มุซอาจไม่ใช่แรงกระแทกชั่วคราว แต่เป็นภาวะที่จะยืดเยื้อไปอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ขยับขึ้นแตะประมาณ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทรงตัวใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ ท่ามกลางความหวังเรื่องข้อตกลงสันติภาพที่ลดลง
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ และมีส่วนผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีแตะ 5.327% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 โดยตลาดยังจับตาความกังวลด้านการคลังและปริมาณการออกพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วย
ตลาดหุ้นก็ได้รับแรงกดดันเช่นกัน ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเปิดฮอร์มุซทำให้หุ้นผู้ผลิตชิปและหุ้นเอเชียที่อ่อนไหวต่อวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์ถูกจับตา เพราะต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจกระทบอุปสงค์การผลิตทั่วโลก
บทสรุปจึงไม่ใช่การที่การทูตสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ แต่คือการที่การทูตแบบเร่งรัดตามกรอบ 60 วันล้มเหลว และถูกแทนที่ด้วยการวัดใจระยะยาว ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังเชื่อว่าการยอมก่อนจะทำให้ตนเสียเปรียบ ปัญหาคือในเกมเช่นนี้ ต้นทุนไม่ได้ตกอยู่กับคู่ขัดแย้งเท่านั้น แต่ยังไหลผ่านราคาน้ำมัน การเงินโลก และเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ไกลจากตะวันออกกลางด้วย