Samsung ปรับราคาออเดอร์ใหม่ของชิป 4 นาโนเมตร SF4 สำหรับลูกค้าในจีนและสหรัฐฯ ขึ้น 10%–15% ขณะที่ลูกค้าไต้หวันขึ้น 5%–10% ส่วนเวเฟอร์ SF5 ขึ้น 10%–15% และ 8 นาโนเมตรเกือบ 10% [1] ดีมานด์จากชิป AI และศูนย์ข้อมูลทำให้กำลังผลิตขั้นสูงทั่วโลกตึงตัว ขณะที่กำลังผลิตระดับแนวหน้าของ TSMC ถูกจองไว้จำนวนมาก [1] ลูกค้าจีนเผชิญข้...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How and why did Samsung Electronics raise prices for new advanced foundry orders in July 2026—by 10%–15% for its 4 nanometer SF4 chips for C. Article summary: Samsung used a targeted, new order price reset to ration scarce production capacity and improve foundry economics.. Topic tags: general web, ai, workflow, security, google. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrat
Samsung Electronics กำลังใช้การปรับราคาออเดอร์ใหม่แบบเจาะจง เพื่อจัดสรรกำลังผลิตที่มีจำกัดและปรับปรุงเศรษฐศาสตร์ของธุรกิจฟาวน์ดรี หรือบริการรับจ้างผลิตชิปให้บริษัทอื่น ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่าแรงหนุนจากชิป AI และกำลังผลิตระดับแนวหน้าของ TSMC ที่ถูกจองเกือบเต็ม ได้เพิ่มอำนาจต่อรองด้านราคาให้ Samsung อย่างชัดเจน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่า Samsung พลิกฟื้นการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
รายงานที่อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า ในเดือนกรกฎาคม 2026 ราคาเสนอสำหรับคำสั่งซื้อใหม่ปรับขึ้นจากเดือนก่อนดังนี้
ข้อมูลที่มีระบุถึงการปรับราคาสำหรับคำสั่งซื้อใหม่ ขณะที่ยังไม่มีการระบุว่าสัญญาเดิมถูกปรับราคาใหม่ด้วย
บริษัทชิปแบบ fabless ของจีน ซึ่งออกแบบชิปเองแต่จ้างโรงงานอื่นผลิต มีข้อจำกัดในการเข้าถึงการผลิตชิปขั้นสูงภายในประเทศ จึงยังต้องพึ่งพาผู้ผลิตต่างประเทศ ขณะเดียวกัน มาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีและอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ ก็เพิ่มความไม่แน่นอนและทำให้ทางเลือกด้านการจัดหาชิปที่ใช้งานได้จริงแคบลง
ดังนั้น ส่วนต่างราคาสำหรับลูกค้าจีนจึงดูเป็น ค่าพรีเมียมจากความขาดแคลน มากกว่าจะเป็นเพียงค่าธรรมเนียมที่คิดตามภูมิภาค เมื่อตัวเลือกการผลิตมีน้อยลง ลูกค้าบางส่วนจึงยอมรับราคาที่สูงขึ้นเพื่อรักษาคิวการผลิต
ความต้องการชิปสำหรับปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้น กำลังดูดซับกำลังผลิตในกระบวนการขั้นสูง ขณะที่ TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกมีซัพพลายระดับแนวหน้าที่ถูกจองไว้จำนวนมาก ลูกค้าที่ไม่สามารถ 확보โควตาการผลิตจาก TSMC ได้จึงหันมาพิจารณา Samsung และ Intel มากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้ Samsung แม้บริษัทจะยังต้องพิสูจน์เรื่องอัตราผลิตชิปสำเร็จ หรือ yield รวมถึงความสม่ำเสมอในการส่งมอบและการดำเนินงาน
สายการผลิต SF4 ที่โรงงานพย็องแท็กของ Samsung มีรายงานว่าใช้งานเต็มกำลังเพื่อผลิตชิปให้ Qualcomm และชิ้นส่วนฐานที่ใช้ในผลิตภัณฑ์หน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง หรือ HBM ของ Samsung เอง
Samsung ยังต้องแบ่งกำลังผลิตระหว่างคำสั่งซื้อจากจีน ลูกค้าในสหรัฐฯ และความต้องการผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ของบริษัทเอง แหล่งข่าวจึงระบุว่า Samsung ไม่สามารถรับคำสั่งซื้อจากจีนได้ทั้งหมด ขณะเดียวกัน Google ก็มีรายงานว่ากำลังเจรจาเพื่อขอใช้กำลังผลิต SF4 ซึ่งอาจยิ่งตอกย้ำว่าคิวการผลิตของกระบวนการนี้มีจำกัด
การปรับขึ้นราคาเกือบ 10% สำหรับกระบวนการ 8 นาโนเมตร ซึ่งเก่ากว่า SF4 และ SF5 เป็นสัญญาณว่าความตึงตัวกำลังขยายไปไกลกว่าชิปขั้นสูงสุด ลูกค้ากำลังมองหาช่องการผลิตที่ใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่า หากตรงตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์
Samsung เองเคยคาดการณ์ว่าภาวะขาดแคลนชิปอาจรุนแรงขึ้นและลากยาวไปจนถึงปี 2028
Samsung Foundry ยังอยู่ในภาวะขาดทุน แต่ราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น โรงงานที่มีอัตราการใช้งานเต็มขึ้น และสัดส่วนคำสั่งซื้อจากกระบวนการขั้นสูงที่เพิ่มขึ้น อาจช่วยให้บริษัทเฉลี่ยต้นทุนคงที่ได้ดีขึ้นและยกระดับอัตรากำไร
ด้วยเหตุนี้ การกลับมาทำกำไรได้เร็วที่สุดในปี 2027 จึงมีความเป็นไปได้ หากอัตราการใช้กำลังผลิต yield การได้ลูกค้าใหม่ และระดับราคายังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงแนวโน้มคาดการณ์ ไม่ใช่ผลประกอบการที่ Samsung ประกาศยืนยันแล้ว
ส่วนแบ่งรายได้ตลาดฟาวน์ดรีทั่วโลกของ Samsung ในไตรมาส 1 ปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 7% ขณะที่ TSMC ครองส่วนแบ่งมากกว่า 70% ตามข้อมูลของ Counterpoint ข้อมูลรายไตรมาสของ Counterpoint ระบุละเอียดว่า TSMC มีส่วนแบ่ง 73% และ Samsung มี 7%
ตัวเลขนี้ทำให้เห็นภาพสำคัญว่า Samsung กำลังได้ประโยชน์จากภาวะกำลังผลิตขาดแคลนบนฐานที่ยังเล็กกว่าผู้นำตลาดอย่างมาก ไม่ใช่กำลังเข้ามาแทนที่ TSMC ในทันที
กล่าวโดยสรุป การขึ้นราคาของ Samsung คือการเปลี่ยนคอขวดด้านซัพพลายให้กลายเป็นอำนาจต่อรองทางธุรกิจ แรงซื้อจากชิป AI ข้อจำกัดในการจัดหาของลูกค้าจีน กำลังผลิต TSMC ที่ตึงตัว และสายการผลิตของ Samsung เองที่ถูกใช้งานสูง ล้วนทำให้เวเฟอร์ที่ยังมีคิวว่างมีมูลค่ามากขึ้น
บททดสอบที่แท้จริงต่อการพลิกกลับมาทำกำไรในปี 2027 คือ Samsung จะเปลี่ยนคำสั่งซื้อในช่วงที่ตลาดตึงตัวนี้ให้เป็นออเดอร์จากลูกค้าภายนอกที่เกิดซ้ำและมีอัตรากำไรสูงได้หรือไม่ เมื่อกำลังผลิตใหม่ทยอยเพิ่มขึ้นและทางเลือกจากคู่แข่งกลับมาอีกครั้ง
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Samsung ปรับราคาออเดอร์ใหม่ของชิป 4 นาโนเมตร SF4 สำหรับลูกค้าในจีนและสหรัฐฯ ขึ้น 10%–15% ขณะที่ลูกค้าไต้หวันขึ้น 5%–10% ส่วนเวเฟอร์ SF5 ขึ้น 10%–15% และ 8 นาโนเมตรเกือบ 10% [1]
Samsung ปรับราคาออเดอร์ใหม่ของชิป 4 นาโนเมตร SF4 สำหรับลูกค้าในจีนและสหรัฐฯ ขึ้น 10%–15% ขณะที่ลูกค้าไต้หวันขึ้น 5%–10% ส่วนเวเฟอร์ SF5 ขึ้น 10%–15% และ 8 นาโนเมตรเกือบ 10% [1] ดีมานด์จากชิป AI และศูนย์ข้อมูลทำให้กำลังผลิตขั้นสูงทั่วโลกตึงตัว ขณะที่กำลังผลิตระดับแนวหน้าของ TSMC ถูกจองไว้จำนวนมาก [1]
ลูกค้าจีนเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงการผลิตชิปขั้นสูงภายในประเทศ และยังต้องพึ่งพาโรงงานต่างประเทศมากขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีของสหรัฐฯ [1]