จุดยืนนี้มีนัยสำคัญ เพราะก่อนหน้านี้เยอรมนีเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิก EU ที่ช่วยขัดขวางไม่ให้เกิดฉันทามติเรื่องการคว่ำบาตรเบน-กวีร์เป็นรายบุคคล การประณามจากรัฐบาลเยอรมนีจึงสะท้อนการแข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ยังไม่ใช่คำสั่งคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการก็ตาม
ลาร์ส คลิงไบล์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังของเยอรมนี กล่าวว่า EU ควรพิจารณามาตรการคว่ำบาตรเบน-กวีร์อย่างจริงจัง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลเยอรมนีไม่สามารถยอมรับถ้อยคำลักษณะนี้ได้
ด้านเยือร์เกน ฮาร์ดท์ โฆษกด้านนโยบายต่างประเทศของกลุ่มรัฐสภา CDU/CSU ซึ่งเป็นพรรคในฝ่ายรัฐบาลของแมร์ซ เรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาให้ EU คว่ำบาตรเบน-กวีร์ เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องของฮาร์ดท์ยังเป็นจุดยืนของนักการเมือง ไม่ใช่มติอย่างเป็นทางการของคณะรัฐมนตรีเยอรมนี
กรณีล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิจารณ์ต่อท่าทีของเบน-กวีร์ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้จัดตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลในกาซา และการผลักดันแนวคิดให้ชาวปาเลสไตน์ “อพยพ” ออกจากพื้นที่ในวงกว้าง ซึ่งหลายฝ่ายเข้าใจว่าเป็นการสนับสนุนการบังคับโยกย้ายประชากร
ถ้อยคำเรื่องการสังหารคืนละ 30–40 คนยิ่งทำให้เสียงต่อต้านรุนแรงขึ้น เพราะดูเหมือนสนับสนุนการสังหารบุคคลที่ไม่ได้เป็นภัยคุกคามในทันที เกินกว่าหลักความจำเป็นทางทหารที่กฎหมายระหว่างประเทศกำหนด
ในเดือนมิถุนายน 2025 สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ และนอร์เวย์ร่วมกันประกาศมาตรการต่อเบน-กวีร์และเบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีคลังอิสราเอล โดยอ้างถึงการยุยงให้เกิดความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์อย่างต่อเนื่อง
มาตรการของแต่ละประเทศรวมถึงการห้ามเดินทางหรือจำกัดการเข้าประเทศ และมาตรการทางการเงิน เช่น การอายัดทรัพย์สิน ตามกฎหมายภายในของประเทศนั้น ๆ
นอกจากนี้ ฝรั่งเศสและไอร์แลนด์เคยประกาศห้ามเบน-กวีร์เดินทางเข้าประเทศ ขณะที่ฝรั่งเศสยังเรียกร้องให้ใช้มาตรการในระดับ EU ด้วย
การคว่ำบาตรบุคคลภายใต้นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงร่วมของ EU ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากรัฐบาลสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ หมายความว่าประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถขวางมติได้
คาจา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของ EU ระบุเมื่อเดือนมิถุนายนว่า แม้หลายประเทศสมาชิกสนับสนุนการคว่ำบาตร แต่ขณะนั้นยังไม่มีฉันทามติ จึงยังไม่สามารถขึ้นบัญชีเบน-กวีร์เป็นผู้ถูกคว่ำบาตรในระดับสหภาพได้
ประเด็นนี้คาดว่าจะถูกนำกลับมาหารือในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ EU แบบไม่เป็นทางการ หรือ “Gymnich” ที่ไอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 1–2 กันยายน การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีทบทวนจุดยืนและเจรจาทางการเมือง ไม่ได้หมายความว่าจะมีการประกาศคว่ำบาตรโดยอัตโนมัติ
ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก ได้แก่ เยอรมนีจะแปลงคำประณามที่รุนแรงขึ้นเป็นจุดยืนอย่างเป็นทางการเพื่อสนับสนุนการขึ้นบัญชีหรือไม่ และประเทศสมาชิกที่ยังลังเลจะยอมเห็นชอบหรือไม่ รายงานทางการทูตก่อนการประชุมชี้ว่า การบรรลุข้อตกลงยังเป็นเรื่องยาก
ดังนั้น สิ่งที่เปลี่ยนไปในขณะนี้คือระดับและน้ำหนักของเสียงจากเบอร์ลิน แต่คำถามว่า EU จะคว่ำบาตรเบน-กวีร์ได้จริงหรือไม่ ยังคงติดอยู่ที่เงื่อนไขสำคัญที่สุดของสหภาพ นั่นคือความเป็นเอกฉันท์ของทั้ง 27 รัฐบาล