คำสั่งมีขึ้นเพียงไม่นานก่อนการซ้อมรบเริ่มต้น ทรัมป์ระบุว่ายกเลิกทั้งหมดไม่ทันแล้ว แต่สั่งให้พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ลดขนาดการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ลงอย่างมาก ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมและทำเนียบขาวยังไม่ได้ระบุในเบื้องต้นว่าจะตัดหรือจำกัดองค์ประกอบใดบ้าง
ความไม่ชัดเจนดังกล่าวทำให้การตัดสินใจดูคล้ายสัญญาณทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน มากกว่าจะเป็นมาตรการควบคุมอาวุธที่ผ่านการเจรจา โดยเฉพาะเมื่อทรัมป์เชื่อมโยงระดับความร่วมมือทางทหารบนคาบสมุทรเกาหลีเข้ากับข้อพิพาทอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือการที่โซลไม่เข้าร่วมปฏิบัติการของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน
Ulchi Freedom Shield ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการซ้อมรบภาคสนามแบบดั้งเดิม การซ้อมรบปี 2026 ยังรวมการฝึกตอบโต้โดรน การรบกวนสัญญาณ GPS และการโจมตีทางไซเบอร์ เพื่อให้สอดคล้องกับขีดความสามารถทางทหารของเกาหลีเหนือที่เปลี่ยนแปลงไป โดยคาดว่าจะมีทหารเกาหลีใต้เข้าร่วมประมาณ 18,000 นาย
การลดการฝึกเหล่านี้จึงอาจส่งผลมากกว่าการลดจำนวนกิจกรรมในสนามรบ การซ้อมรบร่วมเปิดโอกาสให้กองทัพพันธมิตรทดสอบการสื่อสาร โครงสร้างการบังคับบัญชา ขั้นตอนการส่งกำลังเสริม และความสามารถในการทำงานร่วมกันภายใต้แรงกดดัน นักวิเคราะห์และผู้แสดงความเห็นเตือนว่า หากกิจกรรมเตรียมความพร้อมต้องขึ้นอยู่กับข้อขัดแย้งทางการเมือง ก็อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อพันธมิตร และทำให้ความพร้อมรบกลายเป็นเครื่องต่อรอง
จังหวะเวลายังน่าจับตา เพราะเกาหลีเหนือกำลังพัฒนาความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย และมีรายงานว่ากำลังเรียนรู้จากประสบการณ์การรบสมัยใหม่ ขณะที่เปียงยางได้ประณามการซ้อมรบที่กำลังจะมีขึ้นว่าเป็นการยั่วยุมากกว่าปีก่อน และประกาศว่าจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับการยับยั้งด้วยอาวุธนิวเคลียร์
ในระยะแรก เพนตากอนให้รายละเอียดด้านปฏิบัติการเพียงเล็กน้อย ทำให้ยังไม่แน่ชัดว่า “ลดลงอย่างมาก” จะหมายถึงอะไรในทางปฏิบัติ ด้านเกาหลีใต้ก็มีท่าทีระมัดระวัง สำนักงานประธานาธิบดีระบุว่าหวังความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับคิมจะช่วยนำไปสู่การเจรจาที่มีความหมายระหว่างวอชิงตันกับเปียงยาง
ต่อมา ประธานาธิบดีอี แจ-มยองแสดงท่าทีที่ผสมผสานระหว่างการทูตกับการพึ่งพาตนเอง เขาสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศที่เป็นอิสระของเกาหลีใต้ เร่งความคืบหน้าโครงการเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และผลักดันให้การถ่ายโอนอำนาจควบคุมปฏิบัติการทางทหารในยามสงครามกลับมาอยู่กับเกาหลีใต้เสร็จสมบูรณ์ ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้มีลักษณะเพื่อการป้องกัน ไม่ได้มุ่งโจมตีเกาหลีเหนือ
สองจุดยืนนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันเสมอไป โซลอาจยินดีต่อโอกาสเปิดการเจรจา ขณะเดียวกันก็เตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่พันธกรณีด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ จะคาดการณ์ได้ยากขึ้น ผลลัพธ์จึงเป็นท่าทีสองทาง คือเดินหน้าการทูต แต่ลดการพึ่งพาการตัดสินใจฉับพลันจากวอชิงตัน
เกาหลีเหนือไม่ได้ตอบสนองต่อการลดการซ้อมรบราวกับได้รับเหตุผลเพียงพอที่จะกลับมาเจรจา แม้สหรัฐฯ จะประกาศลดการมีส่วนร่วมแล้ว เปียงยางยังประณามการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield ว่าเป็นภัยคุกคามทางทหารที่เกิดขึ้นทันที และยืนยันว่าจะใช้สิทธิในการป้องกันตนเองต่อไป
นี่คือปัญหาหลักของการยอมถอยครั้งนี้ สหรัฐฯ ลดกิจกรรมส่วนหนึ่งที่ตนมองว่าสำคัญต่อการยับยั้งภัยคุกคาม แต่ยังไม่มีรายงานว่าเกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะหยุดการทดสอบอาวุธ จำกัดโครงการทางทหาร หรือกลับเข้าสู่การเจรจาเพื่อปลดนิวเคลียร์
นักวิเคราะห์จึงประเมินว่าคิมมีแรงจูงใจไม่มากนักที่จะกลับมาเจรจา เว้นแต่วอชิงตันจะเสนอสิ่งที่มีมูลค่าสูงกว่านี้อย่างมาก เช่น การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร การปรับท่าทีด้านกำลังทหารของสหรัฐฯ หรือการเปลี่ยนแปลงสถานะทางการเมืองของเกาหลีเหนือ
การประชุมสุดยอดอาจยังเกิดขึ้นได้ หากการติดต่อของทรัมป์ได้รับการตอบรับ แต่การมีช่องทางติดต่อไม่เท่ากับการบรรลุข้อตกลง หากไม่มีพันธกรณีตอบแทนจากทั้งสองฝ่าย กรอบการเจรจาที่ชัดเจน และวิธีตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลง การลดการซ้อมรบเพียงอย่างเดียวก็ไม่น่าจะนำไปสู่การจำกัดขีดความสามารถของเกาหลีเหนืออย่างยั่งยืน
การตัดสินใจของทรัมป์มุ่งหวังผลประโยชน์ทางการทูตที่ค่อนข้างจำกัด คือการลดกิจกรรมที่เกาหลีเหนือนำเสนอเป็นประจำว่าเป็นการเตรียมบุกประเทศ แต่ก็สร้างความเสี่ยงในวงกว้างอย่างน้อยสามด้าน
คำสั่งครั้งนี้จึงเป็นการนำแนวคิดเดิมกลับมาใช้ นั่นคือการใช้การซ้อมรบเป็นคันโยกทางการทูต แต่เงื่อนไขในปี 2026 ท้าทายกว่ามาก คำสั่งอาจแสดงให้เห็นว่าทรัมป์พร้อมติดต่อกับคิม แต่ในเวลาเดียวกันก็ผลักให้โซลคิดถึงการพึ่งพากำลังทหารของตนเองมากขึ้น และไม่ได้ทำให้เปียงยางมีเหตุผลชัดเจนที่จะยอมแลกขีดความสามารถที่มองว่าเป็นหัวใจของความมั่นคง
บทเรียนเฉพาะหน้าจึงไม่ใช่ว่าการทูตกับความพร้อมรบอยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่คือการลดการซ้อมรบจะช่วยสนับสนุนการทูตได้มากที่สุดเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายต่างตอบแทนและตรวจสอบได้ ไม่ใช่การตัดสินใจฉับพลันที่ผูกเข้ากับข้อพิพาทอีกเรื่อง และทำให้อีกฝ่ายเป็นผู้ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนที่สุด