สถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม หรือ ISW รายงานโดยอ้างข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมยูเครนว่า กองกำลังยูเครนโจมตีศูนย์โลจิสติกส์ขนาดใหญ่ 7 แห่งจากทั้งหมด 10 แห่งของ Wildberries นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม รูปแบบดังกล่าวบ่งชี้ว่าเป้าหมายของแคมเปญอาจอยู่ที่การลดทอนศักยภาพการกระจายสินค้า มากกว่าการมุ่งโจมตีฐานทัพแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว
ที่เมืองอูฟา ในสาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่าโดรนเข้าถึงพื้นที่อุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง โดรนหนึ่งลำตกในเขตอุตสาหกรรมและทำให้เกิดไฟไหม้ ขณะที่อีกลำสร้างความเสียหายต่ออาคารที่พักอาศัยและทำให้มีผู้บาดเจ็บ 1 คน ตามรายงานที่ Meduza อ้างถึง
เจ้าหน้าที่ยังระบุด้วยว่า หน่วยหนึ่งของโรงกลั่นน้ำมันที่อยู่ระหว่างการซ่อมแซมเกิดไฟไหม้ สำนักข่าวทางการรัสเซีย TASS รายงานเหตุไฟไหม้ดังกล่าว พร้อมอ้างคำกล่าวของกระทรวงกลาโหมรัสเซียเรื่องการสกัดกั้นโดรน 453 ลำในช่วงคืนเดียวกัน
ข้อมูลที่ยืนยันได้จากรายงานคือเกิดไฟไหม้ขึ้น แต่ยังไม่สามารถสรุปอย่างเป็นอิสระได้ว่าโรงกลั่นสูญเสียกำลังการผลิตทั้งหมดเท่าใด หรือการหยุดชะงักกินเวลานานเพียงใด โรงกลั่นอูฟาอยู่ห่างจากยูเครนมากกว่า 1,000 กิโลเมตร และเป็นผู้ผลิตสารหล่อลื่นรายสำคัญของรัสเซีย
มีรายงานควันและกิจกรรมของโดรนในเมืองดแซร์ซินสก์ แคว้นนิจนีนอฟโกรอด การรายงานจากแหล่งข้อมูลเปิดและการวิเคราะห์วิดีโอเบื้องต้นระบุว่า โรงงานวัตถุระเบิดสเวียร์ดลอฟอาจเป็นเป้าหมาย เนื่องจากตำแหน่งของกลุ่มควันและภาพที่เผยแพร่ทางออนไลน์
โรงงานแห่งนี้เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมการทหารของรัสเซีย แต่ขอบเขตความเสียหายที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์วันที่ 19 สิงหาคมยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวอิสระอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าอาคารที่พักอาศัยใกล้เคียงได้รับความเสียหาย
ปัจจุบันยังไม่มีตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บที่รวบรวมได้อย่างน่าเชื่อถือสำหรับระลอกการโจมตีวันที่ 18–19 สิงหาคมโดยเฉพาะ รายงานการโจมตีระลอกก่อนหน้าในช่วงความตึงเครียดกลางเดือนสิงหาคมระบุว่ามีผู้เสียชีวิตในรัสเซียอย่างน้อย 6 คน แต่ไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวมาอ้างว่าเป็นผู้เสียชีวิตจากการโจมตีวันที่ 18–19 สิงหาคมโดยตรง
ในอีกด้านหนึ่ง การโจมตีของรัสเซียต่อแคว้นคาร์คิฟของยูเครนเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมทำให้มีผู้เสียชีวิต 10 คน ตามข้อมูลเจ้าหน้าที่ที่ Al Jazeera อ้างถึง เหตุการณ์คู่ขนานนี้สะท้อนว่าความขัดแย้งกำลังกลายเป็นการแลกเปลี่ยนการโจมตีระยะไกลที่ทำให้พลเรือนทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในความเสี่ยง
สัญญาณเตือนภัยจากโดรนยังเคยทำให้การเดินทางทางอากาศรอบมอสโกหยุดชะงักระหว่างการโจมตีระลอกใกล้เคียง โดยมีการจำกัดเที่ยวบินชั่วคราวและเที่ยวบินล่าช้า อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนเที่ยวบินที่ยกเลิกหรือล่าช้า เฉพาะ จากเหตุการณ์วันที่ 18–19 สิงหาคมได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการระบุตัวเลขแบบเจาะจงโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ยุทธศาสตร์โดรนพิสัยไกลของยูเครนดูเหมือนจะมุ่งสร้างต้นทุนสะสมต่อระบบสงครามของรัสเซียในหลายมิติ ได้แก่
จุดเด่นอีกประการคือระยะทางของเป้าหมาย รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่าโดรนยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานทหาร ศูนย์โลจิสติกส์ และเป้าหมายอื่น ๆ ที่อยู่ห่างจากยูเครนหลายร้อยไมล์ การโจมตีอูฟาจึงมีนัยสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่ายูเครนสามารถสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียได้
ยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของรัสเซียซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยมีเป้าหมายเพื่อลดรายได้ รบกวนการจัดหาเชื้อเพลิง และเพิ่มต้นทุนในการทำสงคราม รายงานหลายฉบับเชื่อมโยงการโจมตีเหล่านี้กับการหยุดดำเนินงานของโรงกลั่นและการขาดแคลนน้ำมันตามสถานีบริการบางแห่ง
อย่างไรก็ตาม กำลังการกลั่นที่เสียหายหรือหยุดทำงานเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วตามความคืบหน้าการซ่อมแซมและการกลับมาเปิดดำเนินงาน จึงไม่สามารถระบุเป็นเปอร์เซ็นต์เดียวจากรายงานการโจมตีวันที่ 18–19 สิงหาคมได้ ข้อกล่าวอ้างเรื่องกำลังการกลั่นที่ลดลงในระดับสูงมากซึ่งปรากฏในรายงานของยูเครนและแหล่งข่าวรอง ควรถูกมองว่าเป็นตัวเลขประเมิน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว
มอสโกกล่าวหาว่าสหราชอาณาจักรสนับสนุนหรือเอื้อให้เกิดแคมเปญโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย หลังมีรายงานว่าโดรนที่ผลิตในสหราชอาณาจักรถูกใช้โจมตีเป้าหมายในรัสเซีย เจ้าหน้าที่รัสเซียขู่ว่าจะมี “ผลตามมา” โดยไม่ได้ระบุรายละเอียด
เจ้าหน้าที่อังกฤษปฏิเสธแรงกดดันดังกล่าวและยืนยันว่าจะเดินหน้าสนับสนุนยูเครนต่อไป แต่รายงานที่มีอยู่ไม่ได้ยืนยันว่าโดรนที่สหราชอาณาจักรจัดหาให้ถูกใช้ในการโจมตีทุกจุดระหว่างวันที่ 18–19 สิงหาคม และยังไม่มีหลักฐานว่ากองทัพอังกฤษควบคุมปฏิบัติการโดยตรง
ข้อพิพาทนี้จึงสะท้อนความพยายามในวงกว้างของรัสเซียที่จะนำเสนอความช่วยเหลือทางทหารจากชาติตะวันตกว่าเป็นปัจจัยยกระดับความขัดแย้ง มากกว่าจะเป็นหลักฐานยืนยันบทบาทเชิงปฏิบัติการของอังกฤษในการโจมตีแต่ละครั้ง
ทฤษฎีเชิงยุทธศาสตร์ของเคียฟน่าจะอยู่ที่การทำให้รายได้จากน้ำมัน การผลิตอาวุธ การขนส่ง และความมั่นคงภายในของรัสเซียต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น หากแรงกดดันเหล่านี้สะสมมากพอ ก็อาจลดพื้นที่ทางเลือกของมอสโกและทำให้ต้นทุนของการทำสงครามปรากฏชัดขึ้นภายในประเทศ
แต่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานว่าเหตุโจมตีในเดือนสิงหาคมเปลี่ยนท่าทีการเจรจาของรัสเซียแล้ว ผลลัพธ์ที่เห็นได้ทันทีคือการแลกเปลี่ยนการโจมตีระยะไกลที่รุนแรงขึ้น—โดรนยูเครนโจมตีลึกเข้าไปในรัสเซีย ขณะที่การโจมตีของรัสเซียยังคงคร่าชีวิตพลเรือนและทำลายโครงสร้างพื้นฐานในยูเครน
ดังนั้น ปฏิบัติการวันที่ 18–19 สิงหาคมจึงสะท้อน การยกระดับด้านระยะทางและแรงกดดัน มากกว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่ยืนยันแล้ว ผลต่อการเจรจาจะขึ้นอยู่กับว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจ การทหาร และความมั่นคงภายในประเทศสะสมจนมากพอที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจของเครมลินหรือไม่