ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2026 ให้ลดการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield ก่อนเริ่มการฝึกไม่กี่ชั่วโมง การฝึกซึ่งเดิมกำหนดจัดระหว่างวันที่ 17–27 สิงหาคม ถูกย่นเหลือวันที่ 17–21 สิงหาคม พร้อมลดการฝึกภาคสนามบางส่วน โดยระยะตอบโต้การโจมตีอาจถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไป การตัดสินใ...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What happened when President Donald Trump ordered the United States and South Korea to substantially reduce their annual Ulchi Freedom Shiel. Article summary: Trump’s August 16 order abruptly turned an 11-day U.S.–South Korean readiness exercise into a five-day, reduced event—an unusual unilateral intervention that appeared intended both to signal goodwill toward Kim Jong Un a. Topic tags: general, news, general web, user generated, education. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermark
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2026 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลดการมีส่วนร่วมในการซ้อมรบประจำปี Ulchi Freedom Shield (UFS) กับเกาหลีใต้ลงอย่างมาก เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการฝึกจะเริ่มขึ้น
เดิมการซ้อมรบกำหนดจัด 11 วัน ระหว่างวันที่ 17–27 สิงหาคม แต่ท้ายที่สุดสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ตกลงยุติการฝึกในวันที่ 21 สิงหาคม เหลือเพียง 5 วัน และลดการฝึกเคลื่อนกำลังภาคสนามบางส่วน
การตัดสินใจครั้งนี้ถูกนำเสนอว่าเป็นการส่งสัญญาณทางการทูตไปยังเกาหลีเหนือ แต่ก็ทำให้เกิดคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงที่สำคัญของวอชิงตันในเอเชียตะวันออก คำถามใหญ่คือ การลดขนาดการซ้อมรบจะช่วยเปิดทางให้เกิดการเจรจาได้หรือไม่ โดยไม่ทำให้ความพร้อมรบที่การฝึกมีไว้รักษาไว้ต้องถดถอย
ทรัมป์ระบุว่าเขาสั่งให้พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ “ลด” การมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในการฝึกลงอย่างมาก เหตุผลที่เขากล่าวถึง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายของการซ้อมรบ และมุมมองว่าการฝึกดังกล่าวส่งสัญญาณที่ “ไม่เหมาะสมและเป็นปฏิปักษ์” ไปยังเกาหลีเหนือ
ทรัมป์ยังอ้างถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเขากับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และแสดงความไม่พอใจที่เกาหลีใต้ปฏิเสธเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน
จังหวะเวลาทำให้คำสั่งดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนเป็นพิเศษ เพราะแผนการฝึกถูกจัดเตรียมไว้เกือบเสร็จแล้ว และกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ทำให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ รวมถึงกองทัพของทั้งสองประเทศต้องแก้ไขแผนในเวลาอันสั้น แทนที่จะยกเลิกการฝึกทั้งหมด
กองทัพสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ตกลงให้ UFS จบในวันที่ 21 สิงหาคม แทนวันที่ 27 สิงหาคม ลดระยะเวลาจาก 11 วันเหลือ 5 วัน โดยเกาหลีใต้ระบุว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเสนอให้ปรับเปลี่ยน และการฝึกเคลื่อนกำลังภาคสนามร่วมบางส่วนจะถูกลดขนาดลงด้วย
รายงานบางส่วนชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้กระทบเพียงจำนวนวันในปฏิทินเท่านั้น ระยะแรกของการฝึกเน้นการป้องกันการโจมตี ส่วนระยะต่อมาซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการตอบโต้และการตีโต้กลับ มีแนวโน้มถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไป อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงรายงานของสื่อเกาหลีใต้ และยังไม่ได้รับการอธิบายว่าเป็นแผนขั้นสุดท้ายโดยละเอียด
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุด้วยว่า การฝึกภาคสนามจริงที่เกี่ยวข้องถูกลดลง บางกิจกรรมถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนเป็นการฝึกจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ แต่ยืนยันว่าการปรับแผนจะไม่ลดทอนเป้าหมายหลักของการฝึก และยังคงรักษา “ความพร้อมรบที่จำเป็น” ของพันธมิตรไว้
เจ้าหน้าที่และบุคลากรทางทหารของเกาหลีใต้มีรายงานว่าแปลกใจกับคำสั่งดังกล่าว เพราะเกิดขึ้นหลังการวางแผนเสร็จไปมากแล้วและในช่วงที่การฝึกกำลังเริ่มต้น ทำให้กรุงโซลต้องเร่งประเมินว่าการลดขนาดจะส่งผลต่อท่าทีป้องกันร่วมของสองประเทศอย่างไร
พลเอกซาเวียร์ บรันสัน ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ เดินทางไปยังกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เพื่อหารือแผนลดการฝึก การพบกันดังกล่าวสะท้อนว่า รายละเอียดในทางปฏิบัติยังต้องตกลงกันหลังมีคำสั่งจากประธานาธิบดี
ท่าทีสาธารณะของเกาหลีใต้พยายามรักษาสมดุลระหว่างการย้ำความสำคัญของพันธมิตรกับสหรัฐฯ และการสนับสนุนแนวทางการทูต ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง เน้นว่าพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับสหรัฐฯ เป็นรากฐานของความมั่นคงแห่งชาติ ขณะเดียวกันรัฐบาลโซลก็แสดงความหวังว่าการติดต่อระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือที่อาจกลับมาอีกครั้งจะช่วยลดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี
Ulchi Freedom Shield เป็นหนึ่งในการฝึกป้องกันร่วมประจำปีครั้งสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เดิมแผนการฝึกปี 2026 ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพสนามรบที่เปลี่ยนแปลงไป และคาดว่าจะมีบุคลากรเกาหลีใต้เข้าร่วมราว 18,000 นาย
สถานการณ์จำลองครอบคลุมภัยคุกคามใหม่ ๆ เช่น โดรน การรบกวนสัญญาณ GPS และการโจมตีทางไซเบอร์ รวมทั้งการฝึกในศูนย์บัญชาการและการฝึกภาคสนาม เพื่อเตรียมรับมือกับการป้องกันคาบสมุทรเกาหลีในภาวะวิกฤต
การซ้อมรบลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงแสนยานุภาพต่อสาธารณะ แต่เป็นการทดสอบว่ากองทัพทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสานคำสั่ง เคลื่อนย้ายกำลังพลและเสบียง และปฏิบัติการร่วมกันภายใต้เงื่อนไขของสงครามจริงได้หรือไม่
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้อธิบายว่าการฝึกมีเป้าหมายเพื่อการป้องกัน ขณะที่เกาหลีเหนือมักกล่าวหาว่าเป็นการซ้อมรบเพื่อเตรียมบุกประเทศ
สหรัฐฯ ยังประจำการทหารในเกาหลีใต้ราว 28,500 นาย กำลังพลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของดุลกำลังถาวรบนคาบสมุทร ส่วนการซ้อมรบช่วยทดสอบว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับหน่วยทหารเกาหลีใต้ได้อย่างไรหากเกิดวิกฤต
ก่อนที่การฝึกจะถูกลดขนาด เกาหลีเหนือประณาม UFS ว่าเป็นการซ้อมรบที่ยั่วยุมากกว่าปีก่อน และกล่าวหาว่าเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าทางทหาร
เปียงยางยังกล่าวหาว่าความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้กำลังพัฒนาไปสู่การเป็น “พันธมิตรนิวเคลียร์” พร้อมขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยศักยภาพยับยั้งที่แข็งแกร่งขึ้น
ดังนั้น การลดขนาด UFS จึงมอบสิ่งที่เกาหลีเหนือต้องการมานาน นั่นคือการเห็นการซ้อมรบร่วมของพันธมิตรมีขนาดเล็กลง แต่จากรายงานที่มีอยู่ ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเปียงยางเสนอการจำกัดโครงการนิวเคลียร์หรือขีปนาวุธของตนเป็นการตอบแทน ความไม่สมดุลนี้เป็นหัวใจของเสียงวิจารณ์ต่อการตัดสินใจดังกล่าว
ความร่วมมือสามฝ่ายกับญี่ปุ่นทำให้เรื่องนี้มีมิติที่กว้างกว่าคาบสมุทรเกาหลี การประสานงานระหว่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเชื่อมโยงกับการยับยั้งภัยคุกคามในภูมิภาค รวมถึงการรับมือขีปนาวุธ ทำให้ความน่าเชื่อถือของเครือข่ายความมั่นคงนี้มีความสำคัญต่อเอเชียตะวันออกโดยรวม ไม่ใช่เฉพาะเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้
การลดการฝึกเกิดขึ้นพร้อมกับสัญญาณว่าทรัมป์ต้องการกลับไปติดต่อคิม จอง อึน อีกครั้ง มีรายงานว่าอาจมีการหารือถึงการพบกันระหว่างการเดินทางเยือนจีนของทรัมป์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน แม้นักวิเคราะห์จะเห็นว่าเกาหลีเหนืออาจยังไม่พบเหตุผลมากพอที่จะกลับเข้าสู่การเจรจา
สาเหตุส่วนหนึ่งคือสภาพแวดล้อมในการต่อรองเปลี่ยนไปจากช่วงการประชุมสุดยอดทรัมป์–คิมในปี 2018 และ 2019 นักวิเคราะห์ชี้ว่าเกาหลีเหนือได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียและจีนมากขึ้น จึงพึ่งพาการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้อยกว่าเดิม นอกจากนี้ คิมอาจเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยอมรับเกาหลีเหนือในฐานะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่วอชิงตันไม่อาจยอมรับได้
นโยบายของเกาหลีใต้เองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โซลกำลังถอยห่างจากแนวทางที่กำหนดให้การปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์และทันทีเป็นเงื่อนไขแรกของการเจรจา และเริ่มพิจารณามาตรการระหว่างทาง เช่น การหยุดการขยายโครงการนิวเคลียร์ที่มีอยู่ พร้อมแลกเปลี่ยนมาตรการลดความเสี่ยงระหว่างกัน
แนวทางนี้อาจทำให้การทูตมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากขึ้น แต่ก็เปลี่ยนความหมายของการประนีประนอม การลดขนาดการซ้อมรบอาจถูกมองว่าเป็นมาตรการสร้างความเชื่อมั่น หรือในทางกลับกัน อาจถูกตีความว่าแรงกดดันจากเกาหลีเหนือทำให้สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ต้องถอย
นักวิเคราะห์เตือนว่า ความสามารถทางทหารของเกาหลีเหนือที่ขยายตัวขึ้น และความสัมพันธ์ทางทหารกับรัสเซียที่ลึกซึ้งขึ้น ทำให้เปียงยางมีสถานะต่อรองแข็งแกร่งกว่าช่วงการประชุมสุดยอดครั้งก่อน
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และคณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ยืนยันว่า การฝึกฉบับปรับลดจะยังคงรักษาความพร้อมรบที่จำเป็นและเป้าหมายหลักของการฝึกไว้ได้ แต่ข้อกังวลของฝ่ายวิจารณ์ไม่ได้หมายความว่า การฝึก 5 วันจะทำให้กองทัพพันธมิตรไร้ความพร้อมโดยสิ้นเชิง
ประเด็นอยู่ที่การย่นระยะเวลาและปรับโครงสร้างอย่างกะทันหันอาจลดโอกาสในการซ้อมลำดับปฏิบัติการอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การป้องกัน การบัญชาการ ไปจนถึงการตอบโต้และการตีโต้กลับ ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการประสานงานจริงระหว่างกองทัพทั้งสอง
คำสั่งนี้ยังสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่สำคัญ นั่นคือการนำการซ้อมรบร่วมระดับใหญ่ของพันธมิตรมาใช้เป็นเครื่องมือส่งสัญญาณทางการทูต โดยยังไม่มีการดำเนินการตอบแทนที่ชัดเจนจากเปียงยาง ทรัมป์อาจต้องการสร้างพื้นที่สำหรับการพูดคุยกับคิม และแสดงความไม่พอใจต่อโซล แต่ต้นทุนที่เกิดขึ้นทันทีคือความไม่แน่นอนของพันธมิตรซึ่งต้องร่วมรับผิดชอบต่อการป้องกันคาบสมุทร
บทสรุปจึงเป็นการแลกเปลี่ยนที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน การลดการซ้อมรบอาจช่วยลดความตึงเครียดบางส่วนและสนับสนุนการกลับมาเจรจา แต่ก็เสี่ยงทำให้ความพร้อมรบกลายเป็นชิปต่อรอง ในช่วงเวลาที่เกาหลีเหนือมีความมั่นใจมากขึ้น มีสายสัมพันธ์กับรัสเซียแน่นแฟ้นขึ้น และพึ่งพาข้อเสนอจากการเจรจาน้อยกว่าในอดีต
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2026 ให้ลดการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield ก่อนเริ่มการฝึกไม่กี่ชั่วโมง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2026 ให้ลดการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield ก่อนเริ่มการฝึกไม่กี่ชั่วโมง การฝึกซึ่งเดิมกำหนดจัดระหว่างวันที่ 17–27 สิงหาคม ถูกย่นเหลือวันที่ 17–21 สิงหาคม พร้อมลดการฝึกภาคสนามบางส่วน โดยระยะตอบโต้การโจมตีอาจถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไป
การตัดสินใจถูกมองว่าเป็นสัญญาณทางการทูตถึงคิม จอง อึน ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนว่าเกาหลีเหนือมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้นกับรัสเซียและมีอำนาจต่อรองมากกว่าเดิม