จังหวะเวลาทำให้คำสั่งดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนเป็นพิเศษ เพราะแผนการฝึกถูกจัดเตรียมไว้เกือบเสร็จแล้ว และกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ทำให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ รวมถึงกองทัพของทั้งสองประเทศต้องแก้ไขแผนในเวลาอันสั้น แทนที่จะยกเลิกการฝึกทั้งหมด
กองทัพสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ตกลงให้ UFS จบในวันที่ 21 สิงหาคม แทนวันที่ 27 สิงหาคม ลดระยะเวลาจาก 11 วันเหลือ 5 วัน โดยเกาหลีใต้ระบุว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเสนอให้ปรับเปลี่ยน และการฝึกเคลื่อนกำลังภาคสนามร่วมบางส่วนจะถูกลดขนาดลงด้วย
รายงานบางส่วนชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้กระทบเพียงจำนวนวันในปฏิทินเท่านั้น ระยะแรกของการฝึกเน้นการป้องกันการโจมตี ส่วนระยะต่อมาซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการตอบโต้และการตีโต้กลับ มีแนวโน้มถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไป อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงรายงานของสื่อเกาหลีใต้ และยังไม่ได้รับการอธิบายว่าเป็นแผนขั้นสุดท้ายโดยละเอียด
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุด้วยว่า การฝึกภาคสนามจริงที่เกี่ยวข้องถูกลดลง บางกิจกรรมถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนเป็นการฝึกจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ แต่ยืนยันว่าการปรับแผนจะไม่ลดทอนเป้าหมายหลักของการฝึก และยังคงรักษา “ความพร้อมรบที่จำเป็น” ของพันธมิตรไว้
เจ้าหน้าที่และบุคลากรทางทหารของเกาหลีใต้มีรายงานว่าแปลกใจกับคำสั่งดังกล่าว เพราะเกิดขึ้นหลังการวางแผนเสร็จไปมากแล้วและในช่วงที่การฝึกกำลังเริ่มต้น ทำให้กรุงโซลต้องเร่งประเมินว่าการลดขนาดจะส่งผลต่อท่าทีป้องกันร่วมของสองประเทศอย่างไร
พลเอกซาเวียร์ บรันสัน ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ เดินทางไปยังกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เพื่อหารือแผนลดการฝึก การพบกันดังกล่าวสะท้อนว่า รายละเอียดในทางปฏิบัติยังต้องตกลงกันหลังมีคำสั่งจากประธานาธิบดี
ท่าทีสาธารณะของเกาหลีใต้พยายามรักษาสมดุลระหว่างการย้ำความสำคัญของพันธมิตรกับสหรัฐฯ และการสนับสนุนแนวทางการทูต ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง เน้นว่าพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับสหรัฐฯ เป็นรากฐานของความมั่นคงแห่งชาติ ขณะเดียวกันรัฐบาลโซลก็แสดงความหวังว่าการติดต่อระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือที่อาจกลับมาอีกครั้งจะช่วยลดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี
Ulchi Freedom Shield เป็นหนึ่งในการฝึกป้องกันร่วมประจำปีครั้งสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เดิมแผนการฝึกปี 2026 ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพสนามรบที่เปลี่ยนแปลงไป และคาดว่าจะมีบุคลากรเกาหลีใต้เข้าร่วมราว 18,000 นาย
สถานการณ์จำลองครอบคลุมภัยคุกคามใหม่ ๆ เช่น โดรน การรบกวนสัญญาณ GPS และการโจมตีทางไซเบอร์ รวมทั้งการฝึกในศูนย์บัญชาการและการฝึกภาคสนาม เพื่อเตรียมรับมือกับการป้องกันคาบสมุทรเกาหลีในภาวะวิกฤต
การซ้อมรบลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงแสนยานุภาพต่อสาธารณะ แต่เป็นการทดสอบว่ากองทัพทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสานคำสั่ง เคลื่อนย้ายกำลังพลและเสบียง และปฏิบัติการร่วมกันภายใต้เงื่อนไขของสงครามจริงได้หรือไม่
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้อธิบายว่าการฝึกมีเป้าหมายเพื่อการป้องกัน ขณะที่เกาหลีเหนือมักกล่าวหาว่าเป็นการซ้อมรบเพื่อเตรียมบุกประเทศ
สหรัฐฯ ยังประจำการทหารในเกาหลีใต้ราว 28,500 นาย กำลังพลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของดุลกำลังถาวรบนคาบสมุทร ส่วนการซ้อมรบช่วยทดสอบว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับหน่วยทหารเกาหลีใต้ได้อย่างไรหากเกิดวิกฤต
ก่อนที่การฝึกจะถูกลดขนาด เกาหลีเหนือประณาม UFS ว่าเป็นการซ้อมรบที่ยั่วยุมากกว่าปีก่อน และกล่าวหาว่าเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าทางทหาร
เปียงยางยังกล่าวหาว่าความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้กำลังพัฒนาไปสู่การเป็น “พันธมิตรนิวเคลียร์” พร้อมขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยศักยภาพยับยั้งที่แข็งแกร่งขึ้น
ดังนั้น การลดขนาด UFS จึงมอบสิ่งที่เกาหลีเหนือต้องการมานาน นั่นคือการเห็นการซ้อมรบร่วมของพันธมิตรมีขนาดเล็กลง แต่จากรายงานที่มีอยู่ ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเปียงยางเสนอการจำกัดโครงการนิวเคลียร์หรือขีปนาวุธของตนเป็นการตอบแทน ความไม่สมดุลนี้เป็นหัวใจของเสียงวิจารณ์ต่อการตัดสินใจดังกล่าว
ความร่วมมือสามฝ่ายกับญี่ปุ่นทำให้เรื่องนี้มีมิติที่กว้างกว่าคาบสมุทรเกาหลี การประสานงานระหว่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเชื่อมโยงกับการยับยั้งภัยคุกคามในภูมิภาค รวมถึงการรับมือขีปนาวุธ ทำให้ความน่าเชื่อถือของเครือข่ายความมั่นคงนี้มีความสำคัญต่อเอเชียตะวันออกโดยรวม ไม่ใช่เฉพาะเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้
การลดการฝึกเกิดขึ้นพร้อมกับสัญญาณว่าทรัมป์ต้องการกลับไปติดต่อคิม จอง อึน อีกครั้ง มีรายงานว่าอาจมีการหารือถึงการพบกันระหว่างการเดินทางเยือนจีนของทรัมป์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน แม้นักวิเคราะห์จะเห็นว่าเกาหลีเหนืออาจยังไม่พบเหตุผลมากพอที่จะกลับเข้าสู่การเจรจา
สาเหตุส่วนหนึ่งคือสภาพแวดล้อมในการต่อรองเปลี่ยนไปจากช่วงการประชุมสุดยอดทรัมป์–คิมในปี 2018 และ 2019 นักวิเคราะห์ชี้ว่าเกาหลีเหนือได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียและจีนมากขึ้น จึงพึ่งพาการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้อยกว่าเดิม นอกจากนี้ คิมอาจเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยอมรับเกาหลีเหนือในฐานะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่วอชิงตันไม่อาจยอมรับได้
นโยบายของเกาหลีใต้เองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โซลกำลังถอยห่างจากแนวทางที่กำหนดให้การปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์และทันทีเป็นเงื่อนไขแรกของการเจรจา และเริ่มพิจารณามาตรการระหว่างทาง เช่น การหยุดการขยายโครงการนิวเคลียร์ที่มีอยู่ พร้อมแลกเปลี่ยนมาตรการลดความเสี่ยงระหว่างกัน
แนวทางนี้อาจทำให้การทูตมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากขึ้น แต่ก็เปลี่ยนความหมายของการประนีประนอม การลดขนาดการซ้อมรบอาจถูกมองว่าเป็นมาตรการสร้างความเชื่อมั่น หรือในทางกลับกัน อาจถูกตีความว่าแรงกดดันจากเกาหลีเหนือทำให้สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ต้องถอย
นักวิเคราะห์เตือนว่า ความสามารถทางทหารของเกาหลีเหนือที่ขยายตัวขึ้น และความสัมพันธ์ทางทหารกับรัสเซียที่ลึกซึ้งขึ้น ทำให้เปียงยางมีสถานะต่อรองแข็งแกร่งกว่าช่วงการประชุมสุดยอดครั้งก่อน
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และคณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ยืนยันว่า การฝึกฉบับปรับลดจะยังคงรักษาความพร้อมรบที่จำเป็นและเป้าหมายหลักของการฝึกไว้ได้ แต่ข้อกังวลของฝ่ายวิจารณ์ไม่ได้หมายความว่า การฝึก 5 วันจะทำให้กองทัพพันธมิตรไร้ความพร้อมโดยสิ้นเชิง
ประเด็นอยู่ที่การย่นระยะเวลาและปรับโครงสร้างอย่างกะทันหันอาจลดโอกาสในการซ้อมลำดับปฏิบัติการอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การป้องกัน การบัญชาการ ไปจนถึงการตอบโต้และการตีโต้กลับ ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการประสานงานจริงระหว่างกองทัพทั้งสอง
คำสั่งนี้ยังสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่สำคัญ นั่นคือการนำการซ้อมรบร่วมระดับใหญ่ของพันธมิตรมาใช้เป็นเครื่องมือส่งสัญญาณทางการทูต โดยยังไม่มีการดำเนินการตอบแทนที่ชัดเจนจากเปียงยาง ทรัมป์อาจต้องการสร้างพื้นที่สำหรับการพูดคุยกับคิม และแสดงความไม่พอใจต่อโซล แต่ต้นทุนที่เกิดขึ้นทันทีคือความไม่แน่นอนของพันธมิตรซึ่งต้องร่วมรับผิดชอบต่อการป้องกันคาบสมุทร
บทสรุปจึงเป็นการแลกเปลี่ยนที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน การลดการซ้อมรบอาจช่วยลดความตึงเครียดบางส่วนและสนับสนุนการกลับมาเจรจา แต่ก็เสี่ยงทำให้ความพร้อมรบกลายเป็นชิปต่อรอง ในช่วงเวลาที่เกาหลีเหนือมีความมั่นใจมากขึ้น มีสายสัมพันธ์กับรัสเซียแน่นแฟ้นขึ้น และพึ่งพาข้อเสนอจากการเจรจาน้อยกว่าในอดีต
จังหวะเวลาทำให้คำสั่งดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนเป็นพิเศษ เพราะแผนการฝึกถูกจัดเตรียมไว้เกือบเสร็จแล้ว และกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ทำให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ รวมถึงกองทัพของทั้งสองประเทศต้องแก้ไขแผนในเวลาอันสั้น แทนที่จะยกเลิกการฝึกทั้งหมด
กองทัพสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ตกลงให้ UFS จบในวันที่ 21 สิงหาคม แทนวันที่ 27 สิงหาคม ลดระยะเวลาจาก 11 วันเหลือ 5 วัน โดยเกาหลีใต้ระบุว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเสนอให้ปรับเปลี่ยน และการฝึกเคลื่อนกำลังภาคสนามร่วมบางส่วนจะถูกลดขนาดลงด้วย
รายงานบางส่วนชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้กระทบเพียงจำนวนวันในปฏิทินเท่านั้น ระยะแรกของการฝึกเน้นการป้องกันการโจมตี ส่วนระยะต่อมาซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการตอบโต้และการตีโต้กลับ มีแนวโน้มถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไป อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงรายงานของสื่อเกาหลีใต้ และยังไม่ได้รับการอธิบายว่าเป็นแผนขั้นสุดท้ายโดยละเอียด
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุด้วยว่า การฝึกภาคสนามจริงที่เกี่ยวข้องถูกลดลง บางกิจกรรมถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนเป็นการฝึกจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ แต่ยืนยันว่าการปรับแผนจะไม่ลดทอนเป้าหมายหลักของการฝึก และยังคงรักษา “ความพร้อมรบที่จำเป็น” ของพันธมิตรไว้
เจ้าหน้าที่และบุคลากรทางทหารของเกาหลีใต้มีรายงานว่าแปลกใจกับคำสั่งดังกล่าว เพราะเกิดขึ้นหลังการวางแผนเสร็จไปมากแล้วและในช่วงที่การฝึกกำลังเริ่มต้น ทำให้กรุงโซลต้องเร่งประเมินว่าการลดขนาดจะส่งผลต่อท่าทีป้องกันร่วมของสองประเทศอย่างไร
พลเอกซาเวียร์ บรันสัน ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ เดินทางไปยังกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เพื่อหารือแผนลดการฝึก การพบกันดังกล่าวสะท้อนว่า รายละเอียดในทางปฏิบัติยังต้องตกลงกันหลังมีคำสั่งจากประธานาธิบดี
ท่าทีสาธารณะของเกาหลีใต้พยายามรักษาสมดุลระหว่างการย้ำความสำคัญของพันธมิตรกับสหรัฐฯ และการสนับสนุนแนวทางการทูต ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง เน้นว่าพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับสหรัฐฯ เป็นรากฐานของความมั่นคงแห่งชาติ ขณะเดียวกันรัฐบาลโซลก็แสดงความหวังว่าการติดต่อระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือที่อาจกลับมาอีกครั้งจะช่วยลดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี
Ulchi Freedom Shield เป็นหนึ่งในการฝึกป้องกันร่วมประจำปีครั้งสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เดิมแผนการฝึกปี 2026 ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพสนามรบที่เปลี่ยนแปลงไป และคาดว่าจะมีบุคลากรเกาหลีใต้เข้าร่วมราว 18,000 นาย
สถานการณ์จำลองครอบคลุมภัยคุกคามใหม่ ๆ เช่น โดรน การรบกวนสัญญาณ GPS และการโจมตีทางไซเบอร์ รวมทั้งการฝึกในศูนย์บัญชาการและการฝึกภาคสนาม เพื่อเตรียมรับมือกับการป้องกันคาบสมุทรเกาหลีในภาวะวิกฤต
การซ้อมรบลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงแสนยานุภาพต่อสาธารณะ แต่เป็นการทดสอบว่ากองทัพทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสานคำสั่ง เคลื่อนย้ายกำลังพลและเสบียง และปฏิบัติการร่วมกันภายใต้เงื่อนไขของสงครามจริงได้หรือไม่
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้อธิบายว่าการฝึกมีเป้าหมายเพื่อการป้องกัน ขณะที่เกาหลีเหนือมักกล่าวหาว่าเป็นการซ้อมรบเพื่อเตรียมบุกประเทศ
สหรัฐฯ ยังประจำการทหารในเกาหลีใต้ราว 28,500 นาย กำลังพลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของดุลกำลังถาวรบนคาบสมุทร ส่วนการซ้อมรบช่วยทดสอบว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับหน่วยทหารเกาหลีใต้ได้อย่างไรหากเกิดวิกฤต
ก่อนที่การฝึกจะถูกลดขนาด เกาหลีเหนือประณาม UFS ว่าเป็นการซ้อมรบที่ยั่วยุมากกว่าปีก่อน และกล่าวหาว่าเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าทางทหาร
เปียงยางยังกล่าวหาว่าความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้กำลังพัฒนาไปสู่การเป็น “พันธมิตรนิวเคลียร์” พร้อมขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยศักยภาพยับยั้งที่แข็งแกร่งขึ้น
ดังนั้น การลดขนาด UFS จึงมอบสิ่งที่เกาหลีเหนือต้องการมานาน นั่นคือการเห็นการซ้อมรบร่วมของพันธมิตรมีขนาดเล็กลง แต่จากรายงานที่มีอยู่ ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเปียงยางเสนอการจำกัดโครงการนิวเคลียร์หรือขีปนาวุธของตนเป็นการตอบแทน ความไม่สมดุลนี้เป็นหัวใจของเสียงวิจารณ์ต่อการตัดสินใจดังกล่าว
ความร่วมมือสามฝ่ายกับญี่ปุ่นทำให้เรื่องนี้มีมิติที่กว้างกว่าคาบสมุทรเกาหลี การประสานงานระหว่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเชื่อมโยงกับการยับยั้งภัยคุกคามในภูมิภาค รวมถึงการรับมือขีปนาวุธ ทำให้ความน่าเชื่อถือของเครือข่ายความมั่นคงนี้มีความสำคัญต่อเอเชียตะวันออกโดยรวม ไม่ใช่เฉพาะเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้
การลดการฝึกเกิดขึ้นพร้อมกับสัญญาณว่าทรัมป์ต้องการกลับไปติดต่อคิม จอง อึน อีกครั้ง มีรายงานว่าอาจมีการหารือถึงการพบกันระหว่างการเดินทางเยือนจีนของทรัมป์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน แม้นักวิเคราะห์จะเห็นว่าเกาหลีเหนืออาจยังไม่พบเหตุผลมากพอที่จะกลับเข้าสู่การเจรจา
สาเหตุส่วนหนึ่งคือสภาพแวดล้อมในการต่อรองเปลี่ยนไปจากช่วงการประชุมสุดยอดทรัมป์–คิมในปี 2018 และ 2019 นักวิเคราะห์ชี้ว่าเกาหลีเหนือได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียและจีนมากขึ้น จึงพึ่งพาการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้อยกว่าเดิม นอกจากนี้ คิมอาจเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยอมรับเกาหลีเหนือในฐานะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่วอชิงตันไม่อาจยอมรับได้
นโยบายของเกาหลีใต้เองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โซลกำลังถอยห่างจากแนวทางที่กำหนดให้การปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์และทันทีเป็นเงื่อนไขแรกของการเจรจา และเริ่มพิจารณามาตรการระหว่างทาง เช่น การหยุดการขยายโครงการนิวเคลียร์ที่มีอยู่ พร้อมแลกเปลี่ยนมาตรการลดความเสี่ยงระหว่างกัน
แนวทางนี้อาจทำให้การทูตมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากขึ้น แต่ก็เปลี่ยนความหมายของการประนีประนอม การลดขนาดการซ้อมรบอาจถูกมองว่าเป็นมาตรการสร้างความเชื่อมั่น หรือในทางกลับกัน อาจถูกตีความว่าแรงกดดันจากเกาหลีเหนือทำให้สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ต้องถอย
นักวิเคราะห์เตือนว่า ความสามารถทางทหารของเกาหลีเหนือที่ขยายตัวขึ้น และความสัมพันธ์ทางทหารกับรัสเซียที่ลึกซึ้งขึ้น ทำให้เปียงยางมีสถานะต่อรองแข็งแกร่งกว่าช่วงการประชุมสุดยอดครั้งก่อน
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และคณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ยืนยันว่า การฝึกฉบับปรับลดจะยังคงรักษาความพร้อมรบที่จำเป็นและเป้าหมายหลักของการฝึกไว้ได้ แต่ข้อกังวลของฝ่ายวิจารณ์ไม่ได้หมายความว่า การฝึก 5 วันจะทำให้กองทัพพันธมิตรไร้ความพร้อมโดยสิ้นเชิง
ประเด็นอยู่ที่การย่นระยะเวลาและปรับโครงสร้างอย่างกะทันหันอาจลดโอกาสในการซ้อมลำดับปฏิบัติการอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การป้องกัน การบัญชาการ ไปจนถึงการตอบโต้และการตีโต้กลับ ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการประสานงานจริงระหว่างกองทัพทั้งสอง
คำสั่งนี้ยังสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่สำคัญ นั่นคือการนำการซ้อมรบร่วมระดับใหญ่ของพันธมิตรมาใช้เป็นเครื่องมือส่งสัญญาณทางการทูต โดยยังไม่มีการดำเนินการตอบแทนที่ชัดเจนจากเปียงยาง ทรัมป์อาจต้องการสร้างพื้นที่สำหรับการพูดคุยกับคิม และแสดงความไม่พอใจต่อโซล แต่ต้นทุนที่เกิดขึ้นทันทีคือความไม่แน่นอนของพันธมิตรซึ่งต้องร่วมรับผิดชอบต่อการป้องกันคาบสมุทร
บทสรุปจึงเป็นการแลกเปลี่ยนที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน การลดการซ้อมรบอาจช่วยลดความตึงเครียดบางส่วนและสนับสนุนการกลับมาเจรจา แต่ก็เสี่ยงทำให้ความพร้อมรบกลายเป็นชิปต่อรอง ในช่วงเวลาที่เกาหลีเหนือมีความมั่นใจมากขึ้น มีสายสัมพันธ์กับรัสเซียแน่นแฟ้นขึ้น และพึ่งพาข้อเสนอจากการเจรจาน้อยกว่าในอดีต